# ตอนที่ 163 — บัดนี้มีลูกพยัคฆ์แห่งเองอิม (ตอนกลาง)
คำว่า "ปิดประตูไม้"(1) นั้น คือโล่เกี่ยว ส่วน "นั่งห้องเหล็ก" นั้น คือจี่หล็กคู่ เป็นชื่อเรียกอย่างชาวบ้านของอาวุธสองสิ่งนี้ บอกความว่าคุ้มกันได้มั่น นี่เป็นการสรรเสริญสวี่จ้งกับเล่าเติ้งว่าห้าวหาญไร้ผู้ต้านทาน ส่วน "เสือตระกูลซุน" ที่ว่านั้น ก็คือซุนเจินเป็นแน่
ซุนเจินยืนอยู่ตรงประตูท้องโถง ยกศีรษะสองหัวในมือซ้ายขึ้นเหนือเศียร แล้วใช้กระบี่ชี้ไปยังผู้สวมอาภรณ์งามหมวกสูงที่ถูกสวี่จ้งสังหารใต้ต้นไม้ ร้องเสียงเข้มว่า "เสิ่นสวิ่น เสิ่นตัน เสิ่นจวิน ถูกประหารสิ้นแล้ว! พวกเจ้ายังจะช่วยทรราชทำชั่ว ขัดขืนกฎหมายบ้านเมืองอีกหรือ?"
"ข้าน้อยทั้งหลายรู้ผิดแล้ว!"
"หากพวกเจ้ารู้ผิด ก็จงเร่งไปเปิดประตูคฤหาสน์ จับบุตรภรรยาของเสิ่นสวิ่นมาคุมตัวออกมานอกท้องโถง ข้าเห็นแก่ที่พวกเจ้าไถ่โทษด้วยความชอบ จะไม่เอาโทษพวกเจ้า"
คนทั้งหลายร้องขานรับเสียงดัง เว้นแต่พวกเถี่ยกวานถูสิบกว่าคนที่ยังคงอยู่กับที่ นอกนั้นแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งวิ่งกระวีกระวาดไปเปิดประตูลานหน้า อีกสายกรูเข้าเรือนหอตรงข้ามท้องโถง ในลานบ้านจึงเงียบสงัดลงครู่หนึ่ง ทว่าไม่ช้า จากเรือนหอตรงข้ามนั้น ก็ดังเสียงทุบประตู ชนประตู ตวาดด่า ตบตี กรีดร้อง และร่ำไห้โวยวายออกมา ซุนเจินเหลือบไปมองทางนั้นวับหนึ่ง ถามสวี่จ้งว่า "บาดแผลที่แขนเจ้าเป็นไรมากหรือไม่?"
"ไม่เป็นไร"
ซุนเจินทิ้งหัวคนในมือลง เลือกที่ผ้าบนตัวเสื้อตรงที่ไม่ได้เปื้อนเลือด ใช้กระบี่กรีดฉีกออกมาผืนหนึ่ง สอดกระบี่กลับเข้าฝัก แล้วลงมือพันแผลให้สวี่จ้งด้วยตนเอง พลางกล่าวว่า "เจ้าจงไปดูที่เรือนหอตรงข้าม สั่งพวกที่ไปจับบุตรภรรยาเสิ่นสวิ่นให้ระวังหน่อย! อย่าทำร้ายผู้คน ยิ่งห้ามฉวยโอกาสเข้าปล้นชิงทรัพย์" สวี่จ้งขานรับ ถือกระบี่ไป
ซุนเจินฉีกเสื้ออีกผืนหนึ่ง ย่อตัวลง พันแผลที่ขาให้เล่าเติ้งต่อ
เมื่อครู่ตอนสังหารข้าศึก เล่าเติ้งบุกตะลุยไม่มีผู้ใดต้านอยู่ ครานี้กลับมือเท้าไม่ถูก จะกระโดดหลบ ก็เกรงจะกระทบซุนเจิน ตัวเกร็งแน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้นิด เอ่ยซ้ำ ๆ ว่า "ข้าน้อยไหนกล้า! ข้าน้อยไหนกล้า!"
"คนตระกูลเสิ่นเรียกเจ้าว่า 'นั่งห้องเหล็ก' ข้าเห็นว่าเขาว่าผิดไป เจ้าไม่ใช่นั่งห้องเหล็ก ตัวข้าต่างหากที่นั่งห้องเหล็ก มีเจ้ากับจวินชิงอยู่ข้างกายข้า ถึงแม้เขาไท่ซานจะถล่มทลาย ข้าก็นั่งสงบไร้กังวล!" ซุนเจินพันแผลให้เสร็จ ปรบมือ ลุกขึ้นยืน หัวเราะกล่าว
เล่าเติ้งกลั้นจนหน้าแดงก่ำ เค้นออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า "ท่านซุนชุบเลี้ยงด้วยพระคุณ พระคุณลึกยิ่งกว่าทะเล ข้าน้อยมีแต่จะตอบแทนด้วยชีวิต"
ซุนเจินหัวเราะลั่น ตบที่บ่าเล่าเติ้ง ในหมู่เถี่ยกวานถูในลานบ้านมีผู้หนึ่งดึงจี่หล็กของเล่าเติ้งออกจากร่างมือธนู เช็ดให้สะอาดกับเสื้อผ้า ก้มหลังลง ประคองสองมือยกขึ้นมาส่งให้ เล่าเติ้งรับไว้ ผู้นั้นจึงถอยกลับเข้าไปในลานบ้านอีก ซุนเจินหันสายตามายังเถี่ยกวานถูสิบกว่าคนนี้ ถามว่า "พวกเจ้าล้วนมาจากเถี่ยกวานในตลาดหรือ?"
"ใช่"
"ล้วนเป็นเถี่ยกวานถูหรือ?"
"ใช่"
"ต้องโทษอันใด?"
บ้างตอบ "กุ่ยซิน"(2) บ้างตอบ "หวานเฉิงตั้น" บ้างตอบ "คุนเฉียนเฉิงตั้น"
"กุ่ยซิน" "หวานเฉิงตั้นชง" "คุนเฉียนเฉิงตั้นชง" ล้วนเป็นโทษทัณฑกรรมชนิดหนึ่งทั้งสิ้น
นับแต่พระเจ้าฮั่นเหวินตี้(3)แห่งฮั่นต้นทรงยกเลิกโทษเชือดเนื้อ(4)เป็นต้นมา แบบแผนบทลงโทษของสองฮั่นโดยรวมประกอบด้วยสี่ส่วน คือ โทษประหาร โทษทัณฑกรรม โทษเฆี่ยน และโทษเนรเทศ โทษทัณฑกรรมยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทใหญ่ ได้แก่ เฉิงตั้นชง กุ่ยซินไป๋ช่าน ซือโค่ว ฟู่จั้ว เป็นต้น "เฉิงตั้นชง" ยังแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือ เฉิงตั้น กับ ชง ทั้งสองอย่างนี้กำหนดโทษเท่ากัน ต่างกันตรงที่อย่างแรกเป็นบทลงโทษนักโทษชาย เดิมหมายถึงการเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมือง ส่วนอย่างหลังเป็นบทลงโทษนักโทษหญิง เดิมหมายถึงการตำข้าว "กุ่ยซินไป๋ช่าน" ก็เช่นเดียวกัน กุ่ยซินเดิมหมายถึงการเก็บฟืนให้ศาลบรรพชน ไป๋ช่านเดิมหมายถึงการคัดเลือกข้าวสารเพื่อการบวงสรวง ก็เป็นโทษเกณฑ์แรงงานที่ต่างกันสำหรับนักโทษชายและหญิงด้วยเช่นกัน
"เฉิงตั้นชง" และ "กุ่ยซินไป๋ช่าน" ล้วนเป็นโทษหลัก นอกจากโทษหลักแล้ว ยังมักมีโทษเสริมตามแต่ความผิดที่นักโทษกระทำต่างกันไป เช่น "คุน" "ไน่" "เฉียน" "ตี้" เป็นต้น "คุน" หมายถึงการโกนผมนักโทษทิ้ง เหลือไว้เพียงสามชุ่นเหนือใบหู "ไน่" เบากว่า "คุน" หมายถึงเพียงโกนหนวดจอนทิ้ง "เฉียน" หมายถึงคาเหล็ก คล้องไว้ที่คอ หนักราวห้าหกชั่ง ต้องสวมทั้งวันทั้งคืน "ตี้" หมายถึงตรวนเหล็กล่ามเท้า ยังแบ่งเป็นล่ามเท้าซ้าย ล่ามเท้าขวา หรือล่ามทั้งสองเท้า "เฉียน" กับ "ตี้" ล้วนเป็นเครื่องพันธนาการที่นักโทษโทษหนักขาดไม่ได้
มาบัดนี้ โทษทัณฑกรรมอย่าง "เฉิงตั้นชง" "กุ่ยซินไป๋ช่าน" ไม่ได้เป็นเพียงการใช้แรงงานตามความหมายตรงตัวอีกต่อไปนานแล้ว หากยังถูกเกณฑ์ใช้ในโรงงานหลวงอื่น ๆ ด้วย ความแตกต่างสำคัญของโทษแต่ละชื่ออยู่ที่ความสั้นยาวของกำหนดโทษ "คุนเฉียนเฉิงตั้นชง" อาจกล่าวได้ว่าเป็นโทษหนักรองจากโทษประหาร เป็นโทษหนักที่สุดในบรรดาโทษทัณฑกรรม กำหนดโทษห้าปี "หวานเฉิงตั้นชง" สี่ปี "กุ่ยซิน" สามปี
…
ซุนเจินถามคนสองสามคนที่ตอบว่า "คุนเฉียนเฉิงตั้น" ว่า "ในเมื่อเป็นคุนเฉียนเฉิงตั้น เหตุใดจึงไม่ได้ถูกโกนผมและไม่ได้คล้องคาเหล็ก?" พวกเถี่ยกวานถูในลานบ้านเหล่านี้ล้วนมีผมครบบริบูรณ์ ทั้งไม่ได้คล้องคาเหล็ก
คนสองสามคนนั้นตอบว่า "ข้าน้อยทั้งหลายเดิมต้องโทษคุนเฉียนจริง เพียงแต่รับโทษมานานแล้ว ผมจึงงอกใหม่ขึ้นมา เถี่ยกวานจ่างเสิ่นสวิ่นเอ็นดูข้าน้อยทั้งหลาย จึงไม่ได้โกนผมโกนหนวดข้าน้อยอีก ทั้งยกเว้นความทรมานจากการคล้องคาเหล็กที่คอแก่ข้าน้อยทั้งหลายด้วย"
ซุนเจินถามอีกว่า "ตามกฎหมาย นักโทษเฉิงตั้นและกุ่ยซิน ล้วนต้องสวมเจ่ออี(5) เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่สวมเจ่ออี?" เจ่ออีคืออาภรณ์สีแดงเข้ม เป็นเครื่องนุ่งห่มของนักโทษ
คนทั้งหลายในลานบ้านตอบว่า "ข้าน้อยทั้งหลายซื่อตรงขยันขันแข็ง ไม่เคยเล่นเล่ห์เพทุบาย ด้วยเหตุนี้ เถี่ยกวานจ่างเสิ่นสวิ่นจึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษไม่ให้ข้าน้อยทั้งหลายต้องสวมเจ่ออี"
ซุนเจินเข้าใจแจ่มแจ้งในใจ นี่ต้องเป็นกลอุบายที่เสิ่นสวิ่นใช้ผูกใจพวกเถี่ยกวานถูเป็นแน่
ลองคิดดูก็เป็นเช่นนั้นจริง พวกเถี่ยกวานถูส่วนมากล้วนเป็นผู้ต้องโทษหนัก ในนั้นไม่วายมีพวกชอบแข่งดีรักการต่อสู้ ดังเช่น "หวานเฉิงตั้นชง" นั้น หากไม่ได้กระทำความผิดอย่างทำร้ายผู้คน ใช้คมอาวุธวิวาททำร้ายผู้อื่น ก็ไม่อาจถูกตัดสินโทษหนักเช่นนี้ นับประสาอันใดกับ "คุนเฉียนเฉิงตั้นชง" ที่ความผิดหนักยิ่งกว่า ไม่ว่าผู้ใดจะมาควบคุมดูแลพวกเขา ส่วนมากย่อมจะคิดอ่านบ้าง หวังจะหาผู้กล้าสักสองสามคนในนั้น ไว้ใช้เป็นเขี้ยวเล็บของตน เสิ่นสวิ่นเป็นคหบดีมีอิทธิพลในถิ่นนี้ เพื่อรักษาฐานะอันเข้มแข็งของวงศ์ตระกูลตนในท้องถิ่น ความสนใจในด้านนี้คะเนว่าจะแรงกล้ายิ่งกว่าคนทั่วไป
ซุนเจินหัวเราะว่า "ว่ากันเช่นนี้ พวกเจ้าก็ล้วนเป็นคนสนิทของเสิ่นสวิ่นนั่นเอง ก็จริงอยู่ หากไม่ใช่คนสนิท ก็คงไม่ได้ถูกย้ายมาประจำตลาดในอำเภอ นี่เป็นงานดีอย่างยิ่งทีเดียว! ไม่น่าเล่า พอได้ยินเสิ่นสวิ่นเรียกหา ก็คว้าอาวุธถือกระบี่รุดมาคุ้มกันคฤหาสน์ให้เขา มาขัดขวางข้า!" หัวเราะสองเสียง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเข้มงวด ถามทีละคำว่า "ทว่า พวกเจ้าจะไม่รู้หรือว่า การขัดขืนกฎหมายบ้านเมืองเป็นโทษหนัก? พวกเจ้าเป็นถึงนักโทษ ความผิดซ้อนความผิด อยากตายหรือไร?"
พวกเถี่ยกวานถูหมอบกราบศีรษะจรดพื้น กล่าวว่า "ครั้งเถี่ยกวานจ่างเสิ่นสวิ่นเรียกข้าน้อยทั้งหลายมา ไม่ได้แจ้งเหตุว่าเหตุใดจึงเรียกข้าน้อยทั้งหลายมา ข้าน้อยทั้งหลายอยู่ใต้บังคับเสิ่นสวิ่น จึงไม่กล้าไม่มา ครั้นมาถึงแล้ว จนกระทั่งตูโหยวเข้าลานบ้าน จึงรู้ว่าแท้จริงคือให้มาขัดขืนตูโหยว! ข้าน้อยทั้งหลายรู้ผิดแล้ว ขอเพียงตูโหยวโปรดเมตตา ไว้ชีวิตอันต่ำต้อยของข้าน้อยทั้งหลายสักครั้ง! ข้าน้อยทั้งหลายยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ตูโหยว"
ซุนเจินคิดในใจว่า "'จนกระทั่งข้าเข้าลานบ้าน จึงรู้ว่าแท้จริงคือให้มาขัดขืนข้า'? 'ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ข้า'? เหอะ ๆ เหอะ ๆ" รู้ชัดเหลือเกินว่าคำที่พวกเถี่ยกวานถูพูดนี้ไม่จริง ทั้งยังคิดต่อว่า "เจ้าเล่ห์ถึงปานนี้ ยังกล้าโอ้อวดตนว่า 'ไม่เคยเล่นเล่ห์เพทุบาย' หรือ?" ทว่าบัดนี้ไม่ใช่เวลาจัดการพวกเขา จึงกล่าวกับเฉิงเยี่ยนที่เพิ่งเข้ามาว่า "แบ่งคนหมู่หนึ่งออกมา คุมพวกเถี่ยกวานถูเหล่านี้ไปยังลานหน้าทั้งหมด รอข้าตัดสินโทษ" เฉิงเยี่ยนขานรับ คัดคนสิบคน คุมพวกเถี่ยกวานถูส่งออกไป
ซวนคางตื่นเต้นกำสองหมัดแน่น ชูไว้ข้างอก แขนเสื้อร่นลงมาถึงข้อศอกแล้วยังไม่รู้ตัว เขาเบียดมาข้างซุนเจิน เอ่ยอย่างฮึกเหิมว่า "ท่านซุน! เสียงร้องโห่ของคนตระกูลเสิ่น พวกเราข้างนอกได้ยินกันหมดแล้ว! ปิดประตูไม้ นั่งห้องเหล็ก เสือตระกูลซุน!… ท่านซุน เกียรติยศอันเลื่องลือของท่านอีกไม่ช้าก็จะแผ่ขจรไปทั่วเขตเหนือของมณฑลแล้ว!" ทำท่าทางราวกับว่าตนพลอยได้รับเกียรติไปด้วย
หลี่ปั๋อกล่าวว่า "ท่านซุน เรื่องนี้เสี่ยงเกินไปนัก! คฤหาสน์เสิ่นแม้มั่นคง ก็ย่อมตีแตกได้ในที่สุด ไฉนท่านจึงต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงภัยเล่า?"
ซุนเจินยิ้ม ฉุดมือเล่าเติ้งไว้ กวาดสายตามองคนทั้งหลายที่กรูเข้ามา กล่าวว่า "ข้ามีปิดประตูไม้ มีนั่งห้องเหล็ก แม้ข้าศึกพันหมื่น จะมีอันใดให้กลัวเล่า?"
พวกนักเลงล้วนเป็นคนชอบความครึกครื้น ทั้งเลื่อมใสในความห้าวหาญของสวี่จ้งกับเล่าเติ้ง ครั้นได้ยินคำซุนเจินนี้ ก็เปล่งเสียงหัวเราะร่า ร้องพร้อมเพรียงกันว่า "ปิดประตูไม้ นั่งห้องเหล็ก!" พี่น้องตระกูลเกา พี่น้องตระกูลซู เมื่อครู่ล้วนอยู่บนหลังคาบนต้นไม้ ลงจากเรือน ลงจากต้นไม้ เข้าลานบ้าน มาช้าไป ไม่อาจเบียดเข้ามาข้างหน้า ตามพวกนักเลงร้องสองเสียง แล้วนำร้องเสียงดังว่า "เสือตระกูลซุน!"
คนทั้งหลายจึงร้องพร้อมเพรียงตามว่า "เสือตระกูลซุน!" เสียงสะเทือนกระเบื้องหลังคา ก้องสะกดเมฆราตรี เทียบกับความห้าวหาญของสวี่จ้งกับเล่าเติ้งแล้ว พวกเขายิ่งเลื่อมใสในความองอาจกล้าหาญของซุนเจิน หากเอาตัวเข้าไปอยู่ในที่นั้น เปลี่ยนเป็นตัวพวกเขาเองลองคิดดู ไม่มีผู้ใดแม้คนเดียวกล้าตบอกรับรองว่า หากตนเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ จะสามารถเอาตัวเข้าเสี่ยงภัยอย่างเบาความได้เหมือนซุนเจิน
ซีจื้อไฉเข้ามาช้าที่สุด เขายังต้องจัดคนไปดับไฟ ประตูคฤหาสน์เสิ่นเปิดออกแล้ว ไม่จำต้องระดมตีอีก กองไฟที่จุดไว้นั้นปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาจริง ก็จะยุ่งยากใหญ่หลวง ครั้นเขาเข้ามา พวกนักเลงเคารพเขาว่าเป็นสหายสนิทของซุนเจิน ทั้งเลื่อมใสในการบัญชาการอันมั่นคงของเขาเมื่อครู่ ต่างหลีกทางให้เขา
เขาเดินมาข้างซุนเจิน ประสานมือก้มตัวคารวะถึงพื้น กล่าวว่า "ขอแสดงความยินดีต่อท่าน!"
ซุนเจินรีบประคองเขาขึ้น หัวเราะว่า "มีอันใดให้ยินดีเล่า?"
"ยินดีที่ท่านไม่ตาย"
ซุนเจินฟังออก รู้ว่าซีจื้อไฉนี่กำลังตำหนิเขาโดยอ้อม จึงหัวเราะลั่นว่า "ตอนข้าเข้าลานบ้าน ท่านก็ไม่ได้ห้ามข้าไม่ใช่หรือ?"
"ครานั้นไม่ได้ห้าม เพราะการณ์คับขัน เป็นเรื่องจำเป็นจึงต้องปล่อยไป บัดนี้ยินดีต่อท่าน เพราะวิตกว่าท่านจะหยิ่งผยองด้วยเหตุนี้ จนถึงกับเบาความ คำโบราณว่า 'บุตรของผู้มีทรัพย์พันชั่ง ย่อมไม่นั่งใต้ชายคา'(6) ท่านเป็นบุตรตระกูลมีชื่อ เพียบพร้อมทั้งบุ๋นทั้งบู๊ เป็นผู้มีปรีชาเลิศแห่งใต้หล้า เรื่องเสี่ยงภัยเช่นนี้ หมื่นครั้งก็ไม่ควรกระทำเป็นนิจ! คืนนี้เป็นเพราะตระกูลเสิ่นไม่มีผู้กล้า หากมีจวนจูสักคนหนึ่งอยู่ที่นี่ ถึงแม้ท่านจะดุดันดั่งเสือ ก็ต้านได้เพียงคนเดียวเท่านั้น"
ซุนเจินสำรวมสีหน้า กล่าวว่า "ขอน้อมรับคำสั่งสอน" ประคองสองแขนเขาไว้ แล้วหัวเราะอีกว่า "นักฆ่าแต่โบราณมีมากมายนัก ท่านเอ่ยถึงแต่ 'จวนจู' เพียงผู้เดียว หมายความว่ากระไร? เป็นการแก้แค้นที่ข้าเคยล้อเล่นกับท่านเมื่อวันก่อนหรือไร?" ซุนเจินเคยล้อเล่นว่าซีจื้อไฉมีโรคอย่างจวนจู เป็นการเย้าว่าเขากลัวเมีย
ซีจื้อไฉก็มีนัยเช่นนั้นจริง สองคนต่างหัวเราะลั่น ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ราตรีล่วงลึกแล้ว ทั้งไม่รู้ว่าเถี่ยกวานจะปฏิบัติตามคำสั่งเรียกของเสิ่นสวิ่นหรือไม่ เจินจือ ท่านควรเร่งส่งคนถือศีรษะเสิ่นสวิ่นไปยังเถี่ยกวานโดยเร็ว เพื่อให้เถี่ยกวานเฉิงคลายความหวั่นวิตก"
ซุนเจินเห็นชอบด้วย กวาดสายตาผ่านใบหน้านักเลงทั้งหลายวับหนึ่ง ตัดสินใจมอบหมายภารกิจนี้ให้พี่น้องซูเจ๋อ ซูเจิ้งไปทำ สองคนนิสัยหนักแน่นสุขุม ทั้งมีความกล้า เหมาะจะทำการสำคัญนี้
ศีรษะเสิ่นหรงมีเพียงหัวเดียว แต่เถี่ยกวานมีสองแห่ง ซุนเจินมอบศีรษะเสิ่นหรงให้ซูเจ๋อแล้ว คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงมอบศีรษะเสิ่นจวิน คือผู้สวมอาภรณ์งามหมวกสูงที่ถูกสวี่จ้งสังหารนั้น ให้แก่ซูเจิ้ง กล่าวว่า "พวกเจ้าสองคนจงไปยังลานหน้าเดี๋ยวนี้ คัดเลือกเถี่ยกวานถูสองคนมานำทาง แยกย้ายกันถือศีรษะเสิ่นหรง เสิ่นจวิน นำคนในหมู่ของแต่ละคนออกจากเมืองทันที ไปยังเถี่ยกวาน หากผู้คุมการในเถี่ยกวานไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกของเสิ่นสวิ่น พวกเจ้าก็จงบอกเขาว่า ข้าจะไปที่นั่นในวันพรุ่ง หากผู้คุมการเถี่ยกวานเชื่อฟังคำสั่งเรียกของเสิ่นสวิ่น พวกเจ้าหากพบพวกเถี่ยกวานถูกลางทาง ก็จงเอาศีรษะพ่อลูกตระกูลเสิ่นให้พวกเขาดู บอกว่าตระกูลเสิ่นถูกประหารสิ้นแล้ว สั่งให้พวกเขากลับตามทางเดิมทันที หากผู้ใดไม่ยอมตามคำสั่ง ฆ่าเสียทันที"
"ขอรับ!"
ซุนเจินยังเรียกเสี่ยวเซี่ย สือจวีเซียนมาอีก มอบศีรษะเสิ่นตัน คือผู้ที่เขาสังหารหลังเสาในท้องโถงนั้น ให้แก่เสี่ยวเซี่ย กล่าวว่า "เจ้าจงถือศีรษะนี้ ให้เสิ่นหรงนำทาง ไปยังโรงหลอมเหล็กที่เสิ่นสวิ่นเปิดเองทันที ดูว่าช่างเหล็กที่นั่นออกมาแล้วหรือยัง หากยังไม่ออกมา จงบอกผู้คุมการที่นั่น ให้เขามาพบข้าเดี๋ยวนี้ หากออกมาแล้ว พวกเจ้าพบกันกลางทางหรือนอกเมือง ก็จงเอาศีรษะนี้ให้พวกเขาดู เช่นเดียวกันก็บอกว่าพ่อลูกตระกูลเสิ่นถูกประหารสิ้นแล้ว สั่งให้พวกเขากลับไปทันที ผู้ใดไม่ยอมตาม ฆ่าเสีย"
เสิ่นหรงไม่ได้ตาย ตอนซุนเจินลงมือฆ่าคน เขาไม่กล้าขัดขืน หลบไปอยู่ที่มุมท้องโถง ครานี้ถูกนักเลงสองสามคนเข้าไปฉุดลากออกมา เสี่ยวเซี่ยเป็นคนเฉลียวฉลาดสามารถ น่าจะทำการนี้ได้ดี เขาขานรับเสียงดัง
"จวีเซียน เจ้าจงนำคนหมู่ของเจ้าไปพร้อมเสี่ยวเซี่ย"
"ขอรับ"
ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง ถามสือจวีเซียนว่า "จวีเซียน ชื่อเดิมของเจ้าเรียกว่ากระไร?"
นับแต่อองมัง(7)ออกกฎ "ห้ามตั้งชื่อสองพยางค์" ด้วยเหตุผลว่า "ก่อนยุคฉินชื่อสองพยางค์ล้วนน้อยนัก" ทั้งถือว่าชื่อสองอักษรเป็นชื่อต่ำต้อยเป็นต้นมา คนฮั่นจึงน้อยนักที่จะตั้งชื่อสองอักษร โดยมากล้วนเป็นชื่อพยางค์เดียว "จวีเซียน" เป็นสองพยางค์ ทั้งบังเอิญเป็นชื่อรองของหยวนเส่อ นักเลงผู้เลื่องชื่อชาวเอี้ยงเต๊กในยุคซินของอองมังพอดี ด้วยเหตุนี้ ซุนเจินจึงรู้ว่านี่หาใช่ชื่อจริงของสือจวีเซียนไม่
สือจวีเซียนตอบว่า "ชื่อเดิมของข้าน้อยคือ 'จี้'" เขาเป็นบุตรคนยากจน ตั้งชื่อไม่ได้พิถีพิถันอันใด เช่นเดียวกับสวี่จ้ง สวี่จี้ ก็ตั้งชื่อตามลำดับพี่น้อง
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "เจ้าเปลี่ยนชื่อจริงเป็น 'จวีเซียน' จวีเซียนนั้น เป็นชื่อรองของหยวนเส่อนักเลงใหญ่ เจ้าคงเลื่อมใสหยวนเส่อยิ่งนักกระมัง?"
"ใช่แล้ว" สือจวีเซียนไม่ลืมประจบเล็กน้อย "ท่านซุนช่างรอบรู้กว้างขวางแท้ ทราบว่าจวีเซียนเป็นชื่อรองของหยวนเส่อ ข้าน้อยเดิมก็ไม่รู้ ยังได้ยินมาจากบัณฑิตคนหนึ่งที่ผ่านทางมาเล่า!"
"หยวนเส่อเป็นยอดนักเลงพเนจร ความกล้าหาญเป็นเอกในใต้หล้า คราวนี้เจ้าไปปราบโรงหลอมเหล็กตระกูลเสิ่นพร้อมเสี่ยวเซี่ย บางทีอาจพบภยันตราย หากมีภัย เจ้าจะทำเช่นไร?"
สือจวีเซียนตอบอย่างฮึกเหิมว่า "ก็จะทำดั่งหยวนจวีเซียน!"
"ดี! ไปเถิด"
…
ครั้นจัดแบ่งเรียบร้อยแล้ว เล่าเติ้งเรียกคนสองสามคน หามศพในท้องโถงออกไป เช็ดคราบเลือดเสียพอประมาณ ตั้งเชิงเทียนขึ้น จัดวางโต๊ะเตี้ยและแคร่นั่งให้เข้าที่ ซุนเจิน ซีจื้อไฉ หลี่ปั๋อ ซวนคาง และหัวหน้าหมู่นักเลงกองต่าง ๆ อย่างพี่น้องตระกูลเกา เจียงหู เป็นต้น ทยอยขึ้นท้องโถงเข้านั่ง
หลี่ปั๋อกล่าวว่า "เสิ่นสวิ่นถูกประหารแล้ว ท่านซุน ต่อไปท่านคิดจะทำเช่นไร?"
"จัดการพวกเถี่ยกวานถูกับช่างเหล็กในโรงหลอมของเขาเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
เสิ่นสวิ่นตายไป คนเหล่านี้ก็สิ้นทั้งผู้บังคับบัญชา สิ้นทั้งเจ้านาย เป็นปัญหาไม่ใช่น้อย ต้องจัดการให้ดี
"จัดการเช่นไร?"
"เสิ่นสวิ่นต้องโทษหนัก ตามกฎหมาย ต้องริบทรัพย์สินของเขา โรงหลอมเหล็กที่เขาเปิดเองก็เป็นทรัพย์สินของตระกูลเขา ข้าจะแจ้งท่านเจ้าเมือง ยึดเข้าเป็นของหลวง ส่วนเถี่ยกวานนั้น รอข้าไปดูความเป็นไปในวันพรุ่งแล้ว ก็จะแจ้งท่านเจ้าเมือง ขอให้ท่านแต่งตั้งเถี่ยกวานจ่างขึ้นใหม่อีกคนหนึ่ง" ครั้งฮั่นต้น ขุนนางเกลือเหล็กขึ้นกับซือหนง(8)แห่งราชสำนัก ครั้นถึงยุคฟื้นฟู(9) ก็ขึ้นกับแคว้นอำเภอ ไท่โส่วเมื่อกราบทูลราชสำนักแล้ว สามารถแต่งตั้งหรือถอดถอนนายของเถี่ยกวานได้
ซีจื้อไฉสังเกตว่า ตอนซุนเจินกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ ดูเหมือนมีอันใดครุ่นคิดอยู่ สายตาเหลือบมองไปยังลานบ้านโดยไม่รู้ตัว
เขามองตามไป เห็นซุนเจินมองตรงที่เถี่ยกวานถูสิบกว่าคนนั้นคุกเข่ากราบเมื่อครู่ ใจหวั่นไหวเล็กน้อย ความฉงนที่ว่าเหตุใดซุนเจินจึงจัดระเบียบพวกนักเลงด้วยตำราพิชัยสงครามก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง คิดในใจเงียบ ๆ ว่า "เจินจือลับ ๆ จัดระเบียบปินเค่อด้วยตำราพิชัยสงคราม บัดนี้ดูเหมือนยังสนใจในพวกเถี่ยกวานถูและโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นยิ่งนักด้วยหรือ?" เสิ่นสวิ่นเป็นเถี่ยกวานจ่างหกร้อยสือ ทั้งเป็นคหบดีในถิ่น ถูกซุนเจินสังหารเสียง่ายดายเช่นนี้ มีเรื่องที่ต้องสะสางตามมามากมาย เถี่ยกวานและโรงหลอมส่วนตัวของตระกูลเสิ่นแม้ก็ต้องจัดวางให้เหมาะสม ทว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดเป็นอันขาด ซุนเจินเรื่องอื่นไม่เอ่ย กลับเอ่ยถึงเฉพาะเรื่องนี้ ตกในสายตาผู้ช่างสังเกต ย่อมชวนให้กังขาอยู่จริง
ซีจื้อไฉคิดต่ออีกว่า "อันที่จริง เมื่อครู่ตรงประตูท้องโถง เขายังพูดกับพวกเถี่ยกวานถูสิบกว่าคนนั้นไว้มากมาย" รู้สึกว่าพิกลยิ่งนัก จ้องมองซุนเจิน ค่อย ๆ ถามว่า "เจินจือ ท่านมีตัวเลือกผู้จะดำรงตำแหน่งเถี่ยกวานจ่างคนใหม่อยู่ในใจแล้วใช่หรือไม่?"
——
1, คำว่า "ปิดประตูไม้" นั้น คือโล่เกี่ยว "นั่งห้องเหล็ก" นั้น คือจี่หล็กคู่
ตำรา《เตี่ยนลุ่น》ว่า "ชาวบ้านเรียกจี่หล็กคู่ว่านั่งห้องเหล็ก เรียกโล่เกี่ยวว่าปิดประตูไม้"
โล่เกี่ยว คือราว ๆ โกวเซียง โล่ชนิดหนึ่งที่มีตะขอทั้งบนล่าง เป็นอาวุธที่ใช้กันแพร่หลายในครั้งนั้น มักใช้คู่กับอาวุธสั้นอย่างดาบกระบี่ เป็นอาวุธคมกริบสำหรับรับมือกับอาวุธยาว โดยเฉพาะง้าวยาว
2, "เฉียน" หมายถึงคาเหล็ก คล้องไว้ที่คอ หนักราวห้าหกชั่ง
ในที่นี้ใช้ "ชั่ง" ของยุคฮั่น "พิจารณาจากเครื่องพันธนาการที่ขุดได้จากสุสานนักโทษใกล้หยางหลิงแห่งฮั่นตะวันตก คาเหล็กยุคฮั่นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 17 ถึง 24 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีส่วนงอนอีกอันหนึ่ง"
อนึ่ง กำหนดโทษทัณฑกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวในเรื่อง ล้วนหมายถึงยุคฮั่นตะวันออก ครั้งฮั่นตะวันตก กำหนดโทษทัณฑกรรมต่าง ๆ ยาวนานกว่าฮั่นตะวันออก เช่น "คุนเฉียนเฉิงตั้นชง" ในยุคฮั่นตะวันตกเป็นโทษทัณฑกรรมเจ็ดปี ส่วนยุคฉินนั้น โทษทัณฑกรรมส่วนมากเป็นโทษไม่มีกำหนด
## เชิงอรรถ
(1) "ปิดประตูไม้" และ "นั่งห้องเหล็ก" เป็นชื่อเรียกอย่างชาวบ้านของอาวุธสองสิ่ง คือโล่เกี่ยวและจี่หล็กคู่ สื่อความว่าป้องกันได้แน่นหนาดุจปิดประตูไม้และนั่งในห้องเหล็ก
(2) กุ่ยซิน หวานเฉิงตั้นชง คุนเฉียนเฉิงตั้นชง ล้วนเป็นชื่อโทษทัณฑกรรม คือโทษเกณฑ์แรงงานหนักยุคฮั่น แตกต่างกันที่กำหนดโทษและโทษเสริม — กุ่ยซินสามปี หวานเฉิงตั้นชงสี่ปี คุนเฉียนเฉิงตั้นชงห้าปี เป็นโทษหนักรองจากประหาร
(3) ฮั่นเหวินตี้ คือพระเจ้าฮั่นเหวินตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้ทรงยกเลิกโทษเชือดเนื้อ
(4) โทษเชือดเนื้อ คือโทษทำร้ายร่างกาย เช่น ตัดอวัยวะ ในยุคก่อน พระเจ้าฮั่นเหวินตี้ทรงยกเลิก
(5) เจ่ออี คืออาภรณ์สีแดงเข้ม เป็นเครื่องนุ่งห่มของนักโทษยุคฮั่น
(6) "บุตรของผู้มีทรัพย์พันชั่ง ย่อมไม่นั่งใต้ชายคา" เป็นภาษิตโบราณ หมายความว่าผู้มีค่าตัวสูงย่อมไม่เอาตัวไปเสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็น
(7) อองมัง คือผู้ตั้งราชวงศ์ซินคั่นกลางระหว่างฮั่นตะวันตกกับฮั่นตะวันออก ออกกฎห้ามตั้งชื่อสองพยางค์ โดยถือว่าชื่อสองอักษรเป็นชื่อต่ำต้อย
(8) ซือหนง คือขุนนางส่วนกลางยุคฮั่นที่ดูแลการผูกขาดเกลือและเหล็ก
(9) ยุคฟื้นฟู หมายถึงครั้งพระเจ้ากวงอู่ตี้ทรงฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่ คือยุคฮั่นตะวันออก