# ตอนที่ 293 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 1)
ฉางหยวนเป็นอำเภอเหนือสุดของเมืองเฉินหลิว ครั้นมาถึงที่นี่ ก็ห่างจากตังกุ๋นไม่ไกลแล้ว เดินทัพต่อไปอีกสิบกว่าลี้ เบื้องหน้ามีลำน้ำสายหนึ่งขวางทางอยู่ นี่คือลำน้ำผูสุ่ย ผูสุ่ยนั้น อีกชื่อหนึ่งว่าผูฉวีสุ่ย ลุ่มน้ำแห่งนี้เมื่อครั้งยุคชุนชิวเป็นแผ่นดินแคว้นเว่ย ในยุคชุนชิวนั้น เสียงดนตรีของแคว้นเจิ้งและแคว้นเว่ยปล่อยตัวลุ่มหลง ฉะนั้นในคัมภีร์หลี่จี้(1) จึงว่า "เสียงดนตรีแห่งซางเจียนริมผู คือเสียงดนตรีของแผ่นดินที่จะล่มสลาย" คำว่า "ผู" ในที่นี้ก็คือ "ผูสุ่ย" นั่นเอง
ข้ามลำน้ำผูสุ่ยไป เดินทัพต่อไปไม่ถึงสองลี้ ก็เป็นเขตแดนตังกุ๋นแล้ว
ครั้นถึงฝั่งใต้ของผูสุ่ย ซุนเจินมิได้สั่งยกทัพข้ามน้ำในทันที หากแต่สั่งให้สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เหอหงี บรรดาแม่ทัพเตรียมการข้ามน้ำ พร้อมกันนั้นก็พาซุนฮิว ซีจื้อไฉ เตียนอุย เล่าเติ้ง ตันเต้า กับทั้งหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และทหารองครักษ์ ควบม้าเบาข้ามสะพานไปยังฝั่งตรงข้ามก่อน ข้ามน้ำไปสองลี้เข้าเขตตังกุ๋น เดินต่อไปอีกครึ่งลี้ เบื้องหน้าเป็นตำบลแห่งหนึ่ง ยังมิทันเข้าในตำบล แต่ไกล ๆ ก็แลเห็นคฤหาสน์หลังหนึ่งกินอาณาบริเวณกว้างขวาง สูงใหญ่มั่นคง ตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องทุ่ง ที่แห่งนี้ชื่อเหวยเซียง เป็นที่มั่นชั้นนอกสุดแห่งหนึ่งของพวกโพกผ้าเหลืองตังกุ๋น
ดินแดนเหวยเซียงนี้ มีประวัติยาวนาน แต่โบราณเป็นแคว้นสือเหวยสื้อ(2) เจ้าผู้ครองแคว้นนั้นสืบเชื้อสายจากจวนซวี ได้รับพระราชทานแผ่นดินจากเสี่ยวคังราชาแห่งราชวงศ์เซี่ย ครั้นปลายราชวงศ์เซี่ย เฉิงทางยกทัพปราบเซี่ย ยกพลออกจากอีปั๋อ(3) ในเขตเน่ย์หวง สิ่งแรกที่ทำลายลงก็คือแคว้นสือเหวยซึ่งเป็นพันธมิตรของเซี่ย ในบทฉางฟา หมวดซางซ่ง แห่งคัมภีร์ซือจิง(4) กล่าวว่า "ปราบเหวยและกู้แล้ว จึงถึงคุนอู๋กับเซี่ยเจี๋ย" คำว่า "เหวย" ก็คือสือเหวย อันคือเหวยเซียงในปัจจุบันนั่นเอง ซางทางทำลายสือเหวยแล้ว ก็ทำลายแคว้นกู้ต่อ ยึดครองดินแดนตอนเหนือของเหอหนานในปัจจุบันไว้ก่อน จากนั้นยกลงใต้ทำลายแคว้นคุนอู๋ซึ่งอยู่ใกล้เองอิมในปัจจุบัน ที่สุดจึงล้มราชวงศ์เซี่ยลงได้
เหวยเซียงในปัจจุบันขึ้นแก่อำเภอไป๋หม่า
ในรัชสมัยฮ่องเต้องค์ก่อนแห่งราชวงศ์นี้ ที่ไป๋หม่าเคยมีนายอำเภอผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง คือหลี่หยุนนายอำเภอไป๋หม่า ถวายฎีกาตักเตือนด้วยวาจาสัตย์ ตำหนิติเตียนพวกขันที "ถวายฎีกาเปิดผนึก ส่งสำเนาไปยังสามวัง" อันฎีกาที่ถวายแด่ฮ่องเต้นั้นโดยปกติย่อมผนึกลับ คำว่า "เปิดผนึก" คือมิได้ผนึกลับ ตลอดทางผู้ใดก็อ่านได้ ฎีกายังไม่ทันถึงลกเอี๋ยง ใต้หล้าก็รู้กันทั่วแล้ว เป็นเหตุให้ฮั่นฮวนเต้กริ้วยิ่งนัก จับตัวเขาไปจองจำในคุกหวงเหมินเป่ยซื่อ ตันฝานและผู้อื่นพยายามช่วยก็มิสำเร็จ ที่สุดเขาก็สิ้นชีพในคุกนั้นเอง
ซุนเจินกับพวกหยุดม้าอยู่นอกตำบล มองดูคฤหาสน์ในตำบลแต่ไกล จะว่าเป็นคฤหาสน์ ก็สู้ว่าเป็นป้อมค่ายมิได้ รอบด้านล้วนกำแพงสูงผนังหนา มีคูลึกล้อมรอบ เบื้องหน้ามีเพิงยาม กำแพงคฤหาสน์กว้างมาก เบื้องบนมีพลสวมเกราะถือทวนและจี่เฝ้ารักษา มุมกำแพงมีหอคอย ภายในคฤหาสน์มีป้อมสูงตระหง่านหลังหนึ่ง ก่อจากล่างขึ้นบนสอบเข้าทีละชั้น ล่างกว้างบนแคบ ราว ๆ หกเจ็ดชั้น สูงหลายจ้าง แต่ละชั้นในหอนั้นล้วนมีนักรบ มองลงมานอกคฤหาสน์ อยู่ห่างจึงมองไม่ค่อยถนัด แต่พอเห็นรำไรว่าในมือของพวกเขาดูเหมือนจะถืออะไรอยู่ เห็นจะเป็นเกาทัณฑ์และหน้าไม้
ซุนเจินยกแส้ชี้ไป กล่าวว่า "ไม่เคยได้ยินว่าเหวยเซียงมีตระกูลคหบดีผู้มีอำนาจ ป้อมค่ายแห่งนี้กินอาณาบริเวณมิใช่น้อย คูลึกกำแพงสูง เรือนซ้อนเรือน ป้อมปราการเข้มงวด คิดดูแล้วน่าจะเป็นพวกโพกผ้าเหลืองตังกุ๋นสร้างขึ้น เพื่อขัดขวางการเข้าตีของเรา"
ซีจื้อไฉพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวว่า "ดูคูและกำแพง สียังสดใหม่อยู่ น่าจะเพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน" มองดูขนาดของคฤหาสน์ คำนวณในใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ดูขนาดคฤหาสน์นี้ ภายในจุคนได้ถึงพันคนทีเดียว หากสะสมเสบียงข้าวไว้ อย่างน้อยก็พอให้คนพันคนกินได้สองปี"
ซุนฮิวยิ้มเงียบ กล่าวว่า "คนพันคน เสบียงสองปี ดูเช่นนี้แล้ว โจรเหวยเซียงนี้คิดจะตรึงทัพเราไว้ให้ยืดเยื้อแล้ว"
"พวกเราเข้าไปดูใกล้ ๆ กันเถิด" ซุนเจินขับม้าเดินไป ควบเข้าไปในตำบล
หนทางในตำบลนั้นเทียบกับทางหลวงมิได้ ทั้งแคบทั้งขรุขระไม่ราบเรียบ ม้าวิ่งบนทางนี้ ฝุ่นฟุ้งกระจาย กระเทือนสะเทือนยิ่งนัก สองข้างทางตำบลเป็นต้นหม่อน ขึ้นห่าง ๆ บางตา พ้นแนวต้นไม้ออกไปเป็นท้องนา ในนาไม่มีผู้คนแม้สักคน มีแต่ต้นข้าวสาลีล้มเอนระเนระนาดเป็นหย่อม ๆ เวลานี้เป็นต้นฤดูร้อน ต้นข้าวสาลีสูงไม่น้อยแล้ว ขี่ม้าเดินบนนั้นยังพอไหว แต่หากเดินเท้า ถูกข้าวสาลีเกี่ยวขา เกรงว่าจะเดินไม่เร็ว
ซุนเจินขับม้าไปพลาง มองดูรอบด้านไปพลาง คิดในใจว่า "ทางตำบลคับแคบ ในนามีข้าวสาลี อีกทั้งคฤหาสน์สูงมั่นคง ภายนอกมีคูลึก ป้อมปราการเข้มงวด ศึกนี้จะรบแข็งกระด้างมิได้" ทางแคบ ในนามีข้าว มิเป็นผลดีแก่การยกทัพใหญ่ออกโจมตี อีกทั้งนอกคฤหาสน์มีคูลึก กำแพงก็สูง บนหอป้อมยังมีพลหน้าไม้ สิ่งเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความยากแก่การเข้าตีหักโหม ซุนฮิวกับซีจื้อไฉก็คิดถึงข้อนี้เช่นกัน ซีจื้อไฉขมวดคิ้วกล่าวว่า "ภูมิประเทศนอกคฤหาสน์นี้มิเป็นผลดีแก่ทัพเราเลย" ตันเต้าหันม้าควบลงจากทางตำบล ขับม้าวิ่งวนไปมาในท้องนาอยู่พักหนึ่ง แล้วกลับขึ้นทาง ไล่ตามซุนเจินทัน กล่าวว่า "ท่านซุน พวกโจรขุดคูในนาไว้มากมาย เมื่อกี้ม้าข้าเกือบสะดุดล้ม"
ในนามีข้าวสาลีก็มิเป็นผลดีแก่การเดินอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มคูดินเข้าไปอีก ก็ยิ่งยากแก่การยกทัพเข้าโจมตีครั้งใหญ่
ซุนเจินมองดูคฤหาสน์เบื้องไกล ดูราวมีความครุ่นคิด กล่าวว่า "พวกโจรเตรียมการมาอย่างพรักพร้อมยิ่งนัก ก๋งตัด ดูทีท่าเจ้าว่าถูกแล้ว พวกมันก็คือคิดจะตั้งรับยันทัพเราไว้ ณ ที่นี้ให้ยืดเยื้อ"
หยวนจงชิงถามว่า "เช่นนั้นจะทำประการใดดี"
ซุนเจินเห็นว่าห่างจากคฤหาสน์ไม่มากนัก จึงรั้งม้าหยุดยืน มองดูแต่ไกล คราวนี้ใกล้แล้ว มองเห็นชัด พลรักษาการณ์บนกำแพงล้วนสวมเกราะถืออาวุธคม นักรบบนหอป้อมก็ถือเกาทัณฑ์หน้าไม้กันจริง ๆ พลรักษาในคฤหาสน์ตรวจพบซุนเจินกับพวกแต่เนิ่นแล้ว พลสวมเกราะตั้งท่าดุจเผชิญศึกใหญ่ นักรบง้างหน้าไม้เต็มที่คอยท่า พลตีกลองบนหอคอยและหอป้อมตีกลองด้วยความตื่นตระหนก ในคฤหาสน์อลหม่านเป็นโกลาหล
หัวหน้าผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นนายกองน้อย สวมเกราะขึ้นไปบนกำแพงคฤหาสน์ เอามือป้องหน้าผากบังแดด มองมาทางนี้
ซุนฮิวมองดูอยู่นาน กล่าวว่า "ดังที่จื้อไฉว่าเมื่อกี้ คฤหาสน์นี้มิใช่เล็ก จุคนได้ถึงพัน ดูจำนวนพลรักษาบนกำแพงและบนหอป้อม โจรในคฤหาสน์หากไม่ถึงพันก็มีแปดร้อย แต่คนมากเพียงนี้กลับหดหัวอยู่แต่ในคฤหาสน์ มิได้ปล่อยคนออกมานอกคฤหาสน์แม้สักคน หัวหน้าโจรที่รักษาคฤหาสน์นี้ก็ขลาดเขลาไปสักหน่อย"
หยวนจงชิงกล่าวว่า "มิใช่หรือ เห็นพวกเรามาแล้ว มันก็ได้แต่ตีกลองเตือนภัย แต่ก็ยังไม่มีสักคนออกจากคฤหาสน์ ขลาดดุจหนูจริง ๆ"
ซุนเจินกับพวกรวมทั้งทหารองครักษ์ก็มีเพียงไม่กี่สิบม้า หากเปลี่ยนเป็นซุนเจินรักษาอยู่ในคฤหาสน์ เขาคงปล่อยพลกล้าออกมาจู่โจมโดยเร็วเสียแล้ว แต่ในคฤหาสน์โกลาหลมาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมา แม่ทัพรักษาในคฤหาสน์นี้มิระมัดระวังเกินเหตุ ก็ขลาดกลัวเกินคน
ในเมื่อในคฤหาสน์ไม่มีผู้ใดออกมา ซุนเจินก็มิรีบกลับ จึงนั่งบนหลังม้า ยืนอยู่กลางทาง พินิจดูการตั้งรับในคฤหาสน์อย่างถี่ถ้วน มองอยู่นาน เห็นบนกำแพงมีนายกองน้อยและหัวหน้าทั้งหลายปรากฏตัวมากขึ้นทุกที รู้ในใจว่าถึงเวลาควรกลับแล้ว จึงยิ้มถามซุนฮิวและซีจื้อไฉ กล่าวว่า "จื้อไฉ ก๋งตัด มองดูคฤหาสน์โจรมานาน พอรู้การตั้งรับของโจรแล้ว ท่านทั้งสองมีวิธีเข้าตีคฤหาสน์แล้วหรือยัง"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉมองหน้ากัน ซุนฮิวกล่าวว่า "โจรขลาดกลัว ตั้งรับมั่นมิยอมออก นอกคฤหาสน์ทางแคบ ในนาขรุขระ คฤหาสน์นี้รักษาง่ายตียาก ทัพเรายกมาแต่ไกล โจรกลับเป็นฝ่ายตั้งรับสบายคอยทัพที่อ่อนล้า ศึกนี้เกรงว่าจะรบไม่ง่าย ข้ายังคิดอุบายมิได้"
"จื้อไฉ แล้วเจ้าเล่า"
ซีจื้อไฉตรองอยู่ครู่หนึ่ง เหลือบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากซุนเจิน ก็ฉุกคิดขึ้นได้ในทันที หัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ แม้ข้ายังไม่มีอุบายดี แต่ท่านต้องคิดอ่านได้แล้วเป็นแน่ อย่าปิดบังเลย จงเล่าให้ฟังหน่อยเถิด"
เล่าเติ้งใจร้อน ได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่ง ถามซุนเจินว่า "ท่านซุน มีหนทางเข้าตีคฤหาสน์ได้แน่แล้วหรือ"
ซุนเจินคิดในใจว่า "คนโง่คิดพันครั้ง ย่อมมีดีอยู่บ้างหนึ่งครั้ง ข้าแม้สติปัญญาสู้ก๋งตัดกับจื้อไฉมิได้ แต่คราวนี้กลับเป็นข้าที่คิด 'ความดีของคนโง่' ได้ก่อน" เขารู้ตัวว่าด้อยกว่าซีจื้อไฉและซุนฮิวอยู่มาก ฉะนั้น คราวนี้แม้ชิงคิดวิธีเข้าตีคฤหาสน์ได้ก่อน ก็มิได้ลำพองใจแม้แต่น้อย หัวเราะกล่าวว่า "ถูกแล้ว มีความมั่นใจอยู่ห้าหกส่วนจริง ๆ"
เตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหวและคนทั้งหลายพากันถามว่า "ท่านซุนคิดจะเข้าตีคฤหาสน์อย่างไร"
ซุนเจินหัวเราะก้อง แต่ไม่ยอมบอก กล่าวแต่ว่า "บอกออกไปก็ไม่ขลังแล้ว"
เขาขับม้าหันกลับ พาคนทั้งหลายออกจากคฤหาสน์ เดินเลียบทางตำบลกลับไป เดินไปไม่ไกลนัก ก็รั้งม้า หันกลับมามองทางเหนืออีกครั้ง แต่คราวนี้มิได้มองคฤหาสน์ หากมองไปทางทิศเหนือของคฤหาสน์ ฟ้าเหนือกระจ่างใส เมฆขาวเป็นกลุ่มก้อน
เขาถอนใจกล่าวว่า "ครั้งศึกฉู่-ฮั่น ฮั่นเกาจู่(5) พ่ายแพ้ที่เฉิงเกา ข้ามแม่น้ำเหลืองขึ้นเหนือ ตั้งทัพที่ซิวอู่ สั่งให้เล่าเจี่ยคุมพลสองหมื่น ม้าหลายร้อย ข้ามท่าไป๋หม่าจินลึกเข้าไปในแดนฉู่ เผาเสบียงสะสมของข้าศึก ทำให้กองทัพเซี่ยงอวี๋ไร้เสบียง เมื่อก่อนข้าอ่านพงศาวดารมาถึงตอนนี้ มิรู้ตัวก็ทุบโต๊ะให้แก่เล่าเจี่ย ชื่นชมในความกล้าหาญของเขา ที่นำทัพโดดเดี่ยวบุกลึกเข้าแดนข้าศึก เผาเสบียงข้าว ตัดเส้นทางลำเลียงของข้าศึก ความชอบใหญ่หลวงเช่นนี้ สมแล้วที่ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์จิงหวาง ข้าจึงใฝ่ฝันอยากไปดูไป๋หม่ามานาน เพื่อคารวะระลึกถึงสมรภูมิเก่า ท่านทั้งหลาย พ้นเหวยเซียงไปก็คืออำเภอไป๋หม่า ความปรารถนาที่ข้าฝักใฝ่มานานก็จะสำเร็จในไม่ช้านี้แล้ว"
เหวยเซียงยังมิทันเปิดศึก กลับกล่าวว่า "ความปรารถนาที่ฝักใฝ่มานานจะสำเร็จในไม่ช้านี้" จะไปชมไป๋หม่าจิน จากคำพูดนี้ย่อมเห็นได้ถึงความมั่นใจของซุนเจินในการตีเหวยเซียงให้แตก และนี่ก็ยิ่งทำให้บรรดาแม่ทัพฉงนสงสัยมากขึ้น แม้แต่ซุนฮิวกับซีจื้อไฉก็ใจร้อนอยากรู้ว่าเขาคิดวิธีเข้าตีคฤหาสน์ได้อย่างไรกันแน่
## เชิงอรรถ
(1) หลี่จี้ — คัมภีร์ "หลี่จี้" จดหมายเหตุว่าด้วยจารีตประเพณี หนึ่งในคัมภีร์สำคัญของสำนักหยู (ขงจื๊อ)
(2) สือเหวยสื้อ — แคว้นโบราณนามสือเหวย เจ้าผู้ครองแคว้นสืบเชื้อสายจากจวนซวี หนึ่งในห้าจักรพรรดิบรรพกาล
(3) อีปั๋อ — จุดที่ซางทาง (เฉิงทาง) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซาง ยกทัพออกปราบราชวงศ์เซี่ย ตั้งอยู่ในเขตเน่ย์หวง
(4) บทฉางฟา หมวดซางซ่ง แห่งคัมภีร์ซือจิง — "ซือจิง" คือคัมภีร์กวีนิพนธ์โบราณ หมวดซางซ่งว่าด้วยบทเพลงสรรเสริญราชวงศ์ซาง บทฉางฟากล่าวถึงวีรกรรมของซางทางที่ปราบแคว้นสือเหวย แคว้นกู้ แคว้นคุนอู๋ และโค่นเซี่ยเจี๋ยกษัตริย์ทรราชองค์สุดท้ายของราชวงศ์เซี่ย
(5) ฮั่นเกาจู่ — พระเจ้าฮั่นเกาจู่ (เล่าปัง) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เล่าเจี่ยเป็นพระประยูรญาติ ภายหลังศึกฉู่-ฮั่นได้รับบรรดาศักดิ์จิงหวาง