# ตอนที่ 292 — เดินทัพพลางรบพลางห้าร้อยลี้ (ตอนปลาย)
วันรุ่งขึ้นถอนค่าย เดินมาใกล้เมืองเฉิงผิง
ซุนเจินมองไปยังประตูเมืองเฉิงผิงซึ่งเปิดกว้าง ณ พื้นที่รกร้างนอกเมืองมีฝูงราษฎรพลัดถิ่นมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เสมียนเมืองหลายคนนุ่งห่มดำคล้องตราประจำตำแหน่งกำลังควบคุมผู้คนต้มข้าวต้มอยู่ท่ามกลางหมู่ราษฎรพลัดถิ่น นี่คือนายอำเภอเฉิงผิงรับคำสั่งลั่วจวิ้นมาคอยอุปถัมภ์สงเคราะห์ราษฎรพลัดถิ่น จากทัพกลางของฮองฮูสงมีพลเดินเท้าและพลม้าออกมากว่าสองร้อย เข็นเกวียนหลายสิบเล่มไปยังนอกเมือง มอบเกวียนเหล่านั้นแก่เสมียนเมือง อันเป็นการที่ฮองฮูสงตอบแทนน้ำใจ เพื่อสนองคุณเฉินอ๋องเล่าฉ่งและเฉินเซียงลั่วจวิ้นที่มอบหน้าไม้ให้ จึงจัดสรรเสบียงทัพออกจากกองทัพส่งให้เมืองเฉิงผิงเป็นพิเศษ เพื่อช่วยในการสงเคราะห์ราษฎรผู้ประสบภัย
ซุนเจินมองภาพเบื้องหน้านี้อยู่ ก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก จึงกล่าวแก่ผู้อยู่ซ้ายขวาว่า "ท่านขุนพลฮองฮูรอบรู้การศึก ชำนาญการรบ รบไม่มีแพ้ ที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นคือรักใคร่อาทรราษฎร รักราษฎรดั่งบุตร เป็นเสาหลักแห่งราชวงศ์ฮั่นของเราโดยแท้"
กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งอิ่งชวนและยีหลำเกือบสองแสน ภายในสองเดือนถูกปราบราบคาบสิ้น ความนี้กว่าครึ่งเป็นความชอบของฮองฮูสง จะกล่าวว่าเขาเป็นเสาค้ำราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้กู้คลื่นคลั่งให้สงบก็มิผิด การปราบกบฏได้ฉับไวเป็นด้านหนึ่ง การรักราษฎรดั่งบุตรก็เป็นอีกด้านหนึ่ง เทียบกับการปราบกบฏแล้ว การรักราษฎรยิ่งหาได้ยากกว่า ซุนเจินคิดในใจว่า "ราชสำนักแบ่งทัพเป็นสองสาย สายหนึ่งไปปราบจี้โจว อีกสายไปปราบอิ่งชวนกับยีหลำ โลติดสู้รบกับเตียวก๊กที่จี้โจวเป็นแรมเดือน รบแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนจูฮีก่อนหน้านี้รบกับปอไซแห่งอิ่งชวนก็แพ้ยับ ในบรรดาแม่ทัพที่ยกออกศึกคุมทัพเหล่านี้ ความชอบของฮองฮูสงเด่นที่สุด อนึ่งเพราะโพกผ้าเหลืองมิอาจตั้งตัวสำเร็จ ราชวงศ์ฮั่นยังไม่ถึงคราวล่มสลาย ฉะนี้จึงมีผู้เป็นเลิศอย่างฮองฮูสงปรากฏอยู่!"
ในประวัติศาสตร์เดิมนั้น โลติดรบยืดเยื้อมิอาจชนะ จูฮีก่อนแรกพ่ายแก่ปอไซที่อิ่งชวน ภายหลังก็ติดทัพอยู่ที่เมืองอ้วนแห่งน่ำเอี๋ยง มีแต่ฮองฮูสงผู้เดียวที่รบชนะติดต่อกัน แรกปราบอิ่งชวน ต่อมาปราบยีหลำ ถัดไปปราบตังกุ๋น สุดท้ายก็ตีพี่น้องเตียวก๊กแตก ปราบจี้โจวลงราบคาบ อาจกล่าวได้ว่า ความพินาศของโพกผ้าเหลืองนั้น แปดในสิบส่วนถูกทำลายลงด้วยมือฮองฮูสง หากมิใช่มีฮองฮูสง โพกผ้าเหลืองนี้ไม่แน่ว่าจะก่อความวุ่นวายไปอีกกี่ปี!
ทั้งใช้ทัพดั่งเทพ ทั้งรักราษฎรจนมีกิตติศัพท์ดีงาม ซุนเจินจึงคารวะฮองฮูสงพร้อมกับยำเกรงเขาอย่างลึกซึ้งในขณะเดียวกัน ก็มิใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
ครั้นผ่านเมืองเฉิงผิง เดินทัพไปได้สิบกว่าลี้ ฮองฮูสงใช้คนมาเรียกซุนเจิน ซุนเจินรีบไปยังทัพกลาง ฮองฮูสงมิได้นั่งเกวียน ขี่อยู่บนหลังม้า มีองครักษ์และนายทหารห้อมล้อมเคลื่อนไปตามทัพ เห็นซุนเจินมาถึงก็ให้สัญญาณให้เข้าใกล้ แล้วยิ้มว่า "สองวันมานี้เดินทัพเป็นอย่างไรบ้าง?" ซุนเจินรั้งม้าอยู่ข้างหลังฮองฮูสงเพียงหัวม้าหนึ่ง ตอบว่า "ในเขตแคว้นเฉินไม่มีโจรโพกผ้าเหลือง สองสามวันนี้เดินทัพสบายอยู่"
ฮองฮูสงชี้ไปยังทางข้างหน้าแต่ไกล กล่าวว่า "เดินทัพขึ้นเหนือไปอีกสามสิบกว่าลี้ก็จะออกพ้นเขตแคว้นเฉิน เข้าสู่ตันลิว ท่านกับเราจะแบ่งทัพกันที่ทางแยกข้างหน้า เราจะขึ้นเหนือผ่านฝูเล่อเข้าตันลิว ท่านจงเลี้ยวไปทางทิศอีสาน ผ่านเอี๋ยงเจี่ยไปยังตันลิวเถิด"
นี่เป็นแผนที่กำหนดไว้แล้วเมื่อสองวันก่อน ซุนเจินรับคำ
ฮองฮูสงกำชับสั่งความว่า "ในเขตตันลิวแม้มิมีโจรโพกผ้าเหลืองหมู่ใหญ่ แต่โจรหมู่เล็กมีอยู่ไม่น้อย ท่านเข้าตันลิวแล้ว ทั้งการเดินทัพและการตั้งค่ายล้วนต้องทำตามแบบแผนโดยเคร่งครัด อย่าได้ประมาท ท่านสร้างความชอบในศึกไว้มากมายที่อิ่งชวนและยีหลำ บัดนี้ก็มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่ว อย่าให้โจรหมู่เล็กแห่งตันลิวลอบปล้นค่ายของท่านได้เป็นอันขาด"
ซุนเจินรับว่า "ขอรับ"
ฮองฮูสงถามว่า "มีสิ่งใดที่ขาดแคลนซึ่งต้องให้เราจัดเพิ่มเติมแก่ท่านหรือไม่?"
ซุนเจินกล่าวว่า "เมื่อคืนได้รับหน้าไม้ร้อยคันที่ท่านขุนพลประทานให้ ข้าพเจ้าก็ปลื้มปีติเกินคาดแล้ว สิ่งอื่นมิได้ขาดเลย" ฮองฮูสงพยักหน้า กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็จงนำพลของท่านไปเถิด" แล้วยกแส้ม้าชี้ไปข้างหน้า "ท่านกับเราจะไปพบกันที่ตังกุ๋น!"
ซุนเจินรับคำ ทำคารวะหนหนึ่ง หันม้ากลับสู่กองของตน ส่งคำสั่งทัพของฮองฮูสงต่อไป นำพลในกองของตนกว่าสามพันแยกออกจากกองทัพใหญ่ เดินไปตามทางแยกมุ่งสู่ทิศอีสาน
ครั้นออกห่างจากทัพหลัก เพราะพลม้าน้อย จึงเดินได้เร็วขึ้น เดินไปได้ไม่ถึงสี่ห้าลี้ ก็มีคลองใหญ่สายหนึ่งขวางทางอยู่ข้างหน้า
คลองสายนี้คือหงโกวอันลือลั่น เป็นคลองส่งน้ำสายแรกที่เชื่อมแม่น้ำเหลืองกับแม่น้ำหวย ขุดสร้างขึ้นในยุครณรัฐ ครั้งฉู่กับฮั่นชิงอำนาจกัน ที่นี่เป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างทัพฉู่กับทัพฮั่น ชาวฮั่นเรียกคลองนี้ว่า "ลั่งตั้งฉวี" ข้ามคลองนี้ไปแล้วเดินอีกไม่ถึงยี่สิบลี้ ก่อนตะวันตกดินก็ถึงเอี๋ยงเจี่ย ซุนเจินก็เช่นเดียวกับฮองฮูสง มิได้นำพลเข้าเมือง หากตั้งค่ายอยู่นอกเมือง พักหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นจึงเดินทัพต่อ
เดินไปได้เพียงสองลี้ เหอหงีซึ่งเป็นทัพหน้านำหน้าใช้คนมาแจ้งว่า พบโจรหมู่หนึ่งราวยี่สิบสามสิบคน เห็นจะเป็นเพราะเห็นกองทัพเดินผ่านมา จึงกำลังตื่นตกใจหนีไปทางตะวันออก จึงถามซุนเจินว่า "จะไล่ตามหรือไม่?" ซุนเจินตรองอยู่ครู่หนึ่ง สั่งว่า "ข้ามแม่น้ำกัวสุ่ยข้างหน้าไปแล้วเดินอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงตันลิว โจรมีเพียงยี่สิบสามสิบคน ไม่จำต้องเหนื่อยแรงรี้พล ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน เดินหน้าไปก็แล้วกัน"
เหอหงีรับคำสั่ง เร่งรัดพลให้เดินเร็ว ครั้นถึงริมฝั่งกัวสุ่ย ด้านหนึ่งก็แบ่งพลข้ามแม่น้ำไปก่อนเพื่อระวังเหตุ อีกด้านก็จัดเตรียมเรือคอยซุนเจิน ครั้นซุนเจินนำทัพหลักมาถึง ก็ให้ทัพทั้งหมดข้ามแม่น้ำ ผ่านกัวสุ่ยแล้ว เดินอีกสิบกว่าลี้ก็เป็นเขตแดนตันลิว ตอนข้ามแม่น้ำเสียเวลาไปบ้าง บัดนี้ใกล้พลบค่ำแล้ว ซุนเจินสั่งให้แต่ละค่ายตั้งทัพ ณ ที่นั้น เรียกบรรดาแม่ทัพมา เปิดการประชุมทัพ
สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เหอหงี เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง ซินอ้าย เหล่าแม่ทัพมาพร้อมกัน
กระโจมยังมิทันตั้งขึ้น ผู้คนก็ล้อมซุนเจินนั่งลงกับพื้น
ซุนเจินเหลียวมองคนทั้งหลายโดยรอบ ยิ้มกล่าวแก่ซินอ้ายว่า "อวี้หลาง เหตุไรจึงดูเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้?"
แม่ทัพอื่น ๆ ล้วนนั่งตัวตรงสำรวม มีแต่ซินอ้ายผู้เดียวที่นั่งตามสบาย เขาพิงเสาธง เล่นมีดสั้นแป่ปี้(1)อยู่อย่างเบื่อหน่าย กล่าวว่า "เดินทัพติดต่อกันหลายวันช่างไร้รสชาติยิ่งนัก ในเขตแคว้นเฉินนี้แม้แต่โจรหมู่เดียวก็มิได้พบ น่าเบื่อถึงที่สุด"
ซุนเจินหัวเราะลั่นว่า "เมื่อก่อนแบ่งทัพกับท่านขุนพลฮองฮู ทัพเรามีกว่าสองหมื่น ครั้นแบ่งทัพแล้วกองของข้าก็ยังมีกว่าสามพัน แล้วจะมีโจรกระจอกหมู่ใดที่ตาบอดมาปะทะเราเองเล่า? ก่อนข้ามกัวสุ่ย เหอหงีก็พบโจรหลายสิบคนอยู่ แต่จำนวนน้อยเกินไป ไม่คุ้มที่เราจะปราบ อวี้หลาง เจ้าก็ไม่ต้องเหี่ยวเฉาไป ข้างหน้าก็คือตันลิว ตันลิวแม้มิมีโพกผ้าเหลืองหมู่ใหญ่ แต่โจรพลัดถิ่นหมู่เล็กมีอยู่ไม่น้อย จะมีคราวให้เจ้าได้ใช้ฝีมือ!"
ซินอ้ายกล่าวว่า "ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด!"
สนทนากันเล็กน้อย ซุนเจินก็เข้าเรื่อง กล่าวว่า "ตามใบบอกทัพ ในเขตตันลิวมิมีโจรหมู่ใหญ่ แต่โจรหมู่เล็กมีอยู่ไม่น้อย บ้างสามห้าร้อยคน บ้างเจ็ดแปดร้อยคน ท่านขุนพลฮองฮูสั่งให้กองของเราเป็นกองพิเศษ แยกเดินไปอีกสายหนึ่ง ฯลฯ"
เขาชี้ไปยังแผนที่ซึ่งคลี่กางอยู่บนพื้น กล่าวแก่คนทั้งหลายว่า "คำนวณเวลาแล้ว เวลานี้ท่านขุนพลฮองฮูควรจะใกล้ถึงฝูเล่อแล้ว ตามแผนที่กำหนดไว้แต่ก่อน ท่านขุนพลฮองฮูจะนำทัพหลักจากฝูเล่อเข้าตันลิวในตอนเช้าวันพรุ่ง ครั้นเข้าตันลิวแล้ว ท่านจะแบ่งทัพไปกวาดล้างฝูโกว อวี่ เว่ยซื่อ ยงชิว และอำเภอต่าง ๆ ทางตะวันตกของตันลิว ครั้นปราบโจรในที่เหล่านี้สิ้นแล้วจึงเดินทัพมาถึงอำเภอตันลิว ตั้งทัพพักผ่อนหนึ่งวัน แล้วขึ้นเหนือไปยังเสี่ยวหวง ข้ามแม่น้ำ (แม่น้ำเหลือง) ขึ้นเหนือ เข้าสู่เขตตะวันตกของตังกุ๋น"
คนทั้งหลายเพ่งพินิจดูเขาขีดเขียนเส้นทางเดินทัพของฮองฮูสงบนแผนที่ด้วยความตั้งใจ ฟังเขาอธิบายแผนแบ่งทัพของฮองฮูสง
เจียงฉินถามว่า "เส้นทางเดินทัพของกองเราเป็นอย่างไร?"
ซุนเจินชี้ไปยังแผนที่ กล่าวว่า "กองของเราออกจากเขตแคว้นเฉินที่เอี๋ยงเจี่ย บัดนี้กองของเราผ่านเอี๋ยงเจี่ย ทั้งข้ามกัวสุ่ยมาแล้ว เดินหน้าต่อไปอีกไม่ไกลก็คือตันลิว เข้าตันลิวแล้ว กองของเราจะเลี้ยวไปทางอำเภอต่าง ๆ ด้านตะวันออกของตันลิว ไปจี่อู๋ก่อน ฯลฯ" กล่าวมาถึงตรงนี้ ซุนเจินหยุดครู่หนึ่ง ยิ้มกล่าวแก่เตียนอุยว่า "เฒ่าเตียน ตามข่าวว่าจี่อู๋มิมีโจรหมู่ใหญ่ คอยให้เราไปถึงแล้ว เจ้าจะกลับไปเยี่ยมบ้านก็ได้"
เตียนอุยเป็นชาวจี่อู๋แห่งตันลิว เขารับว่า "ขอรับ" แล้วกล่าวว่า "จากบ้านมาหลายวัน ข้าน้อยก็คิดถึงมารดาแก่เสียจริง"
ซุนเจินพยักหน้า แล้วต่อความเดิมว่า "ผ่านจี่อู๋แล้ว กองของเราจะผ่านเซียงอี้ไปยังไว่หวง แล้วไปจี้เอี๋ยง ตามข่าวว่าไว่หวงและจี้เอี๋ยงล้วนมีโจรราวหลายร้อย ครั้นปราบโจรสองหมู่นี้สิ้น ภารกิจการรบของกองเราในตันลิวก็นับว่าสำเร็จ จากนั้นก็ข้ามแม่น้ำขึ้นเหนือ ผ่านฉางหยวนเข้าตังกุ๋น"
ซินอ้ายถามว่า "เข้าตังกุ๋นแล้วเล่า?"
"ตามใบบอก หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองแห่งตังกุ๋นชื่อปู่จี่ได้ถอนทัพหลักรวมไว้ทางอีสานของแคว้นแล้ว แต่ก็ยังทิ้งโจรไว้ไม่น้อยตรงรอยต่อระหว่างตังกุ๋นกับตันลิว เพื่อหมายขัดขวางมิให้ทัพเราเข้าเขต ครั้นเข้าตังกุ๋นแล้ว กองของเราจะกวาดล้างโจรโพกผ้าเหลืองตรงรอยต่อที่จรดตันลิวให้สิ้นเสียก่อน แล้วจึงคอยทัพหลักของท่านขุนพลฮองฮูอยู่ที่นี่" เขากล่าวพลางใช้นิ้วจิ้มลงบนแผนที่ ณ จุดหนึ่ง คนทั้งหลายมองไปก็เห็นเป็นเหวยเซียง
กองของซุนเจินมีพลน้อย เพียงสามพันเศษ ความเร็วในการเดินทัพย่อมเร็วกว่าฮองฮูสงแน่ ฮองฮูสงให้เขาเป็นกองพิเศษนั้น ประการหนึ่งเพื่อประหยัดเวลา ให้กวาดล้างโจรหมู่เล็กในเขตตันลิวได้เร็วขึ้นสักหน่อย ประการที่สองก็คือหมายให้เขาเข้าตังกุ๋นก่อน เพื่อกวาดล้างสิ่งกีดขวางให้แก่ทัพใหญ่ที่จะเข้าเขต คนทั้งหลายนั่งคุกเข่าจับกระบี่ รับคำพร้อมเพรียงกัน ซุนเจินถามว่า "เข้าใจกันทุกคนแล้วหรือ?" คนทั้งหลายตอบว่า "เข้าใจแล้ว"
ซุนเจินพยักหน้า กล่าวว่า "คืนนี้เราจะพักกันที่นี่ พรุ่งนี้ยามสามหุงข้าว ยามห้าถอนค่าย ฟ้าสางก็เข้าตันลิว!"
คนทั้งหลายรับคำเสียงดัง
ซุนเจินหันไปทางเหอหงี กล่าวแก่เขาว่า "เข้าตันลิวแล้ว ก็ยังให้กองยีหลำฝ่ายซ้ายของเจ้าเป็นทัพหน้าของกองเราดังเดิม"
เหอหงีรับว่า "ขอรับ"
"จวินชิง อาเติ้ง เจ้าทั้งสองจงนำกองยีหลำฝ่ายขวาเป็นกองระวังหลังของเรา"
สวี่จ้งกับเล่าเติ้งรับคำ
"ข้าจะนำทัพกลางเดินอยู่ระหว่างสองกองของพวกเจ้า ท่านทั้งหลาย นับแต่ปราบยีหลำราบคาบมา กองของเราพักผ่อนมานาน ครั้นเข้าเขตแคว้นเฉินแล้วก็มิได้รบสักครั้ง ทหารมิได้รบหลายวัน อาจเกิดความเฉื่อยชา โพกผ้าเหลืองแห่งตังกุ๋นมีหลายหมื่น แม้เทียบมิได้กับโจรอิ่งชวนและยีหลำ แต่ก็มีถึงหลายหมื่นคน อีกทั้งยังตั้งรับด้วยกำลังที่พักสบายคอยตีกำลังที่อ่อนล้า มิอาจดูแคลนได้ พวกเจ้าครั้นกลับค่ายแล้วจงปลุกใจทหารให้ฮึกเหิม พรุ่งนี้เข้าตันลิว เข้าตีโจรในไว่หวง จี้เอี๋ยง และอำเภอต่าง ๆ ก็นับเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับศึกตังกุ๋นเถิด!" คนทั้งหลายรับคำ
วันรุ่งขึ้นตามคำสั่งทัพของซุนเจิน ยามสามหุงข้าว ยามห้าถอนค่าย พลกว่าสามพันเดินหน้าไปหลายลี้ ออกพ้นเขตแคว้นเฉิน เข้าสู่ตันลิว
ครั้นถึงตันลิว ก็เลี้ยวไปทางตะวันออก เดินไปใกล้ยี่สิบลี้ก็ถึงจี่อู๋ ซุนเจินก็มิได้เข้าเมืองดังเดิม ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ครั้นตั้งค่ายเรียบร้อย เขาก็ไปกับเตียนอุยเพื่อกลับบ้านด้วยกัน บ้านของเตียนอุยมิได้อยู่ในอำเภอจี่อู๋ หากอยู่ในชนบทแห่งจี่อู๋
ตามนิสัยเดิมของซุนเจิน เขาเป็นคนสงบเสงี่ยมไม่โอ้อวด หากกลับเองอิม เขาย่อมไม่นำบริวารติดตามไปด้วยแน่ แต่ครั้งนี้ตามเตียนอุยกลับบ้าน เขากลับนำพลสวมเกราะมาถึงสองร้อยคน ทั้งสั่งให้ซินอ้ายนำพลม้าสองร้อยในกองของตนตามมาข้างหลัง โอ่อ่าครึกครื้น ธงทิวสะพรั่ง หมวกเกราะวาววับ พลเดินเท้าและพลม้าสี่ร้อยเข้าสู่ตำบลอย่างองอาจ
เวลานั้นเป็นยามค่ำแล้ว ตามทางในชนบทมีคนไม่กี่คน รัตติกาลสงบเงียบ พลเดินเท้าและพลม้าสี่ร้อยเคลื่อนไปเสียงดังมาก ในความมืดส่งเสียงไปไกล ชวนให้หมาเห่าระงม ไม่ช้าก็อึงคะนึงไปทั้งตำบล ชาวตำบลไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใด บ้างคิดว่าเป็นเจ้าพนักงานเมืองมาเก็บภาษี บ้างคิดว่าถูกโจรปล้น บ้างก็ออกมาดู เห็นกองทหารเดินมาตามทางในชนบท เพ่งดูให้ดีก็เห็นชูธงทัพฮั่น
แต่กลางวันตอนที่ซุนเจินนำทหารมาถึง พวกเขาก็รู้แล้วว่า "ทัพหลวง" ที่มาปราบกบฏมาถึง ฉะนั้นครั้นเห็นชัดว่าเป็นทหารฮั่น ก็พลอยลดความตื่นตระหนกลงบ้าง แต่เพิ่มความฉงนสนเท่ห์ ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมายังตำบลของตน บ้างที่ขี้ระแวงก็อดคิดมิได้ว่า หรือว่ามาปล้นเสบียง ปล้นเงินทอง ปล้นสตรี? ชาวตำบลขายืนรีบไปตามเซ่อฟู(2)และผู้เฒ่าผู้แก่ประจำตำบล ทั้งนายกองศาลาและฉิวเต้า(3)ประจำศาลา
ผู้ขลาดก็ปิดประตูปิดบ้าน ผู้กล้าก็หมอบดูอยู่บนยอดกำแพง ในความมืดมองเห็นแต่ไกลว่า ผู้ที่เดินอยู่หน้าสุดในหมู่พลเดินเท้าและพลม้าหลายร้อยนี้มีสามคน คนหนึ่งขี่ม้าทาตี้เซวียอูจุย(4) สวมเกราะดำพกกระบี่ องอาจไม่ธรรมดา คนหนึ่งสวมเกราะหนังลงรักวาดลาย ถือทวนพาดบ่าสะพายธนู หน้าตางดงาม มองดูดั่งคนในภาพวาด อีกคนหนึ่งรูปร่างกำยำ สวมเกราะถือจี่ คนทั้งสามนี้เดินไปพลางพูดคุยหัวเราะกันไปพลาง ดูสนิทสนมกันยิ่งนัก
ครั้นพวกเขาเดินมาใกล้ ก็มีชาวตำบลจำได้ว่า คนสวมเกราะถือจี่ผู้นี้มิใช่เตียนอุยแห่งตำบลนี้หรือ?
มีคนร้องเรียกเตียนอุยจากบนยอดกำแพง เตียนอุยได้ยินเสียงก็หันหน้าไปมอง เห็นเป็นคนคุ้นเคย จึงรั้งม้าหยุด
ซุนเจินยกมือขึ้น พลเดินเท้าและพลม้าสี่ร้อยก็หยุดพร้อมกัน เขาก็รั้งม้าหยุดด้วย ยิ้มคอยให้เตียนอุยสนทนากับชาวตำบล ชาวตำบลผู้นั้นชำเลืองมองซุนเจินด้วยความครั่นคร้ามสองสามครั้ง เขาจำมิได้ว่าซุนเจินคือใคร แต่จำตราประจำตำแหน่งของซุนเจินได้ รู้ว่านี่เป็นผู้สูงศักดิ์ระดับหกร้อยสือ จึงถามเตียนอุยว่า "อาเตียน เมื่อหลายวันก่อนได้ยินว่ามีผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลซุนแห่งอิ่งชวนมาตามหาเจ้า เรียกเจ้าไปอิ่งชวน ไฉนจึงกลับมาอีกเล่า?"
เตียนอุยชี้ไปยังซุนเจินอย่างนอบน้อม กล่าวอย่างภาคภูมิว่า "ท่านผู้นี้แหละคือผู้สูงศักดิ์ที่เรียกข้าไปอิ่งชวน บัดนี้เป็นจั่วจวินซือหม่า(5)ใต้บัญชาท่านขุนพลฮองฮู เราเพิ่งปราบโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำเสร็จ รับพระบรมราชโองการไปปราบโจรที่ตังกุ๋น ผ่านมาทางจี่อู๋ ข้าจึงกลับมาเยี่ยมบ้าน"
ชาวตำบลผู้นั้นอุทาน "อ้า" ออกมาคำหนึ่ง ตะลึงไปครู่หนึ่ง ครั้นได้คิด ก็กล่าวอย่างเลื่อมใสว่า "เมื่อหลายวันก่อนพวกเราได้ยินว่า ท่านขุนพลฮองฮูคุมทัพสวรรค์หนึ่งแสนปราบโจรยีหลำลงราบคาบ ที่แท้เวลานั้นเจ้าก็อยู่ในกองทัพด้วยเล่า!" ซุนเจินยิ้มแล้วเสริมว่า "มิใช่แค่อยู่ในกองทัพ! ศึกยีหลำคราวนั้น หัวหน้าและรองหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำถูกเฒ่าเตียนสังหารกลางสนามไปมาก ศึกซีหัวครั้งนั้น เฒ่าเตียนสร้างความชอบใหญ่หลวงนัก!"
ชาวตำบลผู้นั้นยิ่งอิจฉาตาร้อน เตียนอุยกล่าวว่า "ข้าจะกลับบ้านก่อน ไม่คุยกับเจ้ามากความ วันหน้าหากมีโอกาส จะเลี้ยงเหล้าเจ้า"
ชาวตำบลผู้นั้นรับคำดี ๆ ติด ๆ กัน ส่งสายตาตามพวกเขาไป เห็นเตียนอุยสง่าผ่าเผยเช่นนี้ มีผู้สูงศักดิ์หกร้อยสือมาส่งกลับบ้าน เบื้องหลังมีพลเดินเท้าและพลม้าหลายร้อยห้อมล้อม แม้เขามิรู้สำนวนว่า "ลูกผู้ชายควรเป็นเช่นนี้" แต่ก็อิจฉายิ่งนัก คิดในใจว่า "เตียนอุยฆ่าคนหนีคดี เมื่อก่อนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ บัดนี้กลับสง่างามถึงเพียงนี้! เฮ้อ เมื่อใดหนอข้าจะได้เป็นเช่นนี้บ้าง?" หมอบคิดเรื่องในใจเหล่านี้อยู่บนยอดกำแพง แม้แต่เสียงภรรยาที่ร้องเรียกในเรือนก็มิได้ยิน
เตียนอุยกลับถึงบ้าน มารดาของเขาเข้านอนแล้ว ได้ยินเสียงดังนอกประตู จึงคลุมเสื้อลุกมาเปิดประตู เห็นเป็นเตียนอุยกลับมา แรกทีเดียวมิกล้าเชื่อ ขยี้ตาดู เห็นเตียนอุยคุกเข่าลงหน้าประตู น้ำตาก็ไหลลงมาในทันที กล่าวกันว่าเตียนอุยตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้มารดาต้องเป็นห่วงมิใช่น้อย เขามีกำลังกล้าหาญ ชอบเป็นนักเลง ก่อเรื่องสร้างความเดือดร้อน นำความวุ่นวายมาให้ไม่รู้เท่าไร เมื่อหลายปีก่อนยิ่งกระทำการฆ่าคนแก้แค้นแทนผู้อื่น ต้องหนีคดีหลบซ่อน ยิ่งทำให้มารดาเป็นห่วงเป็นใย ครั้งที่ซุนเจินใช้คนมาตามหาเตียนอุย แรกแรกมารดาของเขาไม่อยากให้เตียนอุยไปเองอิมเลย เพียงแต่ภายหลังเพราะคนที่ซุนเจินส่งมานั้นนำของกำนัลหนักถ้อยคำนอบน้อม มีสัมมาคารวะหนักหนา จนมิอาจปฏิเสธได้จริง ๆ จึงยอมให้เขาไป แต่หาคาดไม่ว่าไปเองอิมแล้วจนบัดนี้ยังไม่ถึงสองเดือน เตียนอุยกลับนุ่งห่มแพรพรรณกลับสู่บ้านเกิดเช่นนี้!
ครั้นฟังเตียนอุยแนะนำซุนเจินจบ มารดาเตียนอุยก็รู้ว่าผู้นี้คือ "ผู้สูงศักดิ์" ที่เรียกเตียนอุยไปเองอิม ก็ซาบซึ้งในบุญคุณยิ่งนัก สั่นเทาจะคุกเข่าลงคำนับ ซุนเจินรีบประคองนางไว้ ยิ้มกล่าวว่า "คุณยายเอ๋ย ท่านเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อย ไหนเลยจะมีผู้ใหญ่มาทำคารวะผู้น้อยเล่า? นี่จะเป็นการบั่นทอนอายุข้าพเจ้าเสียเปล่า ๆ อย่าได้ทำเช่นนี้ อย่าได้ทำเช่นนี้" มารดาแก่ของเตียนอุยกล่าวว่า "ลูกอกตัญญูคนนี้ของข้าน้อยแต่เล็กก็ชอบก่อเรื่อง แต่ก่อนฆ่าคนหนีคดี ข้าน้อยนึกว่าปลายทางของมันมิถูกจับเข้าคุก ก็คงถูกผู้คนฆ่าตายกลางถนน หาคาดไม่ว่าวันนี้มันกลับเดินเข้าทางที่ชอบที่ควรได้ มีความสำเร็จเช่นนี้ ทั้งหมดล้วนเพราะท่าน ข้าน้อยขอแทนบรรพบุรุษตระกูลเตียนทุกชั่วคน ขอบพระคุณในบุญคุณอันใหญ่หลวงของท่าน!"
ซุนเจินยิ้มว่า "เตียนอุยกล้าหาญถือคุณธรรม เมื่อก่อนที่ก่อเรื่องนั้นก็เพียงเพราะอ่อนวัยไร้เดียงสาเท่านั้น นับแต่เขาเข้ารับราชการทหารมา ก็สร้างความชอบในศึกครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้เป็นหัวหน้ากองหนึ่งแล้ว ใต้บังคับบัญชาก็มีนักรบกล้าสองร้อยคน คอยเมื่อพวกเราปราบโพกผ้าเหลืองแห่งตังกุ๋นเสร็จ บางทีเขายังอาจสร้างความชอบที่ใหญ่หลวงกว่านี้อีก! คุณยาย นับแต่นี้ไป ท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงเขาอีก เพียงคอยให้เขาเชิดชูวงศ์ตระกูลเตียนของท่านให้รุ่งเรืองเถิด!"
กล่าวพลาง ซุนเจินสั่งให้ซินอ้ายและคนอื่น ๆ ขนทรัพย์สินของกำนัลที่นำมาเข้าไปในลาน มารดาเตียนอุยปฏิเสธมิยอมรับ
ซุนเจินกล่าวว่า "เตียนอุยจากบ้านออกศึก มิอาจอยู่บ้านปรนนิบัติแม่ได้ เขาเป็นทุกข์ยิ่งนัก ยามอยู่ในกองทัพมักกล่าวแก่ข้าพเจ้าเสมอว่า คิดถึงมารดาแก่ เป็นห่วงว่าท่านอยู่บ้านไม่มีใครดูแล ทรัพย์สินเล็กน้อยเหล่านี้ คุณยายเก็บไว้ พรุ่งนี้ไปอำเภอซื้อบ่าวไพร่มาบ้าง มีพวกนั้นคอยปรนนิบัติ เตียนอุยอยู่ในกองทัพก็จะวางใจได้" มารดาเตียนอุยจึงยอมรับไว้
ซุนเจินมองดูราตรีกาล ยิ้มกล่าวแก่เตียนอุยว่า "คืนนี้เจ้าไม่ต้องกลับค่าย จงอยู่บ้านปรนนิบัติมารดาของเจ้าให้ดี ๆ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับค่ายก็ได้" เตียนอุยรับคำ ซุนเจินมิรบกวนมากความ ก็ประสานมือทำคารวะหนหนึ่ง แล้วพาซินอ้ายและคนอื่น ๆ อำลาจากไป
นักเลงย่อมถือศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีนี้ก็คือหน้าตา ซุนเจินให้เกียรติเตียนอุยถึงเพียงนี้ เตียนอุยก็ซาบซึ้งใจถึงที่สุดจริง ๆ คืนนั้นเขาอยู่บ้านปรนนิบัติมารดาไม่ต้องกล่าวถึง เช้าวันรุ่งขึ้น ซุนเจินคอยเขากลับมาอยู่ในค่าย เหนือความคาดหมาย เขามิได้กลับมาคนเดียว ผู้ที่มากับเขายังมีชาวตำบลอีกหลายสิบคน ล้วนพกกระบี่คาดดาบ ตามที่เขาแนะนำ คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักเลงผู้กล้าในชนบท ครั้นเห็นเขาได้ดิบได้ดีองอาจเช่นนี้ คนเหล่านี้ก็อิจฉาเลื่อมใส ฉะนั้นจึงอยากมาเข้ารับราชการทหารด้วย เพื่อแสวงยศศักดิ์ลาภผลบ้าง
ซุนเจินย่อมไม่มีเหตุจะปฏิเสธ จึงมอบคนเหล่านั้นทั้งหมดให้แก่เตียนอุย จัดเข้าในกองเซี่ยนเจิ้นฉวี(6)
ฯลฯ
ครั้นจัดการคนที่เตียนอุยพามาเรียบร้อยแล้ว ซุนเจินก็ถอนค่าย มุ่งสู่เซียงอี้ ไว่หวง จี้เอี๋ยง
วันหนึ่งให้หลังก็ถึงเซียงอี้ ที่นี่ก็มิมีโจร พักแรมหนึ่งคืน
เดินทัพต่ออีกสองวันก็ถึงไว่หวง เมืองไว่หวงมิได้แตก แต่ในชนบทมีโจรหมู่หนึ่งซ่องสุมอยู่ราวสามร้อยเศษ
นายอำเภอไว่หวงชื่อเกาเปียว(7) กล่าวกันแล้วก็มีความเกี่ยวพันทางอ้อมกับซุนเจินอยู่บ้าง เมื่อก่อนตอนเกาเปียวยังมิได้รับราชการ ท่านบุนไท่โส่วแห่งอิ่งชวนเคยเป็นไท่โส่วในแคว้นที่เป็นบ้านเกิดของเขา ได้ยกเขาขึ้นเป็นเซี้ยวเหลียน(8) พูดอีกอย่างก็คือ ท่านบุนไท่โส่วเป็น "จวี่จู่"(ผู้ชุบเลี้ยงเสนอชื่อ)(9)ของเขา แม้ท่านบุนไท่โส่วกับซุนเจินจะไม่ค่อยถูกกันนัก แต่เกาเปียวมิรู้ ทั้งซุนเจินก็มิใช่คนที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาทำเสียราชการ มีความเกี่ยวพันชั้นนี้คั่นอยู่ คนทั้งสองจึงประสานงานกันได้ดีพอควร เกาเปียวให้คนเป็นผู้นำทาง ซุนเจินจัดให้เหอหงี สวี่จ้ง เล่าเติ้ง นำกองซ้ายขวาสองกองไปปราบโจรในชนบท สองกองรวมพลได้สองพัน เอาสองพันรบกับสามร้อยเศษ ไม่ต่างกับสิงห์เสือขย้ำกระต่าย ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็ปราบโจรหมู่นี้ราบคาบ
โจรสามร้อยเศษหมู่นี้รบกวนเกาเปียวมากว่าสองเดือน เกณฑ์ทหารเมืองและรวบรวมผู้กล้าในเมืองไปปราบหลายครั้งก็มิอาจชนะ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากองของซุนเจินกลับเปราะบางถึงเพียงนี้ เกาเปียวตะลึงพรึงเพริด ชื่นชมสรรเสริญมิหยุด ซุนเจินก็เพียงยิ้มรับ
พักหนึ่งคืน เดินต่อไปอีกห้าสิบลี้ก็ถึงจี้เอี๋ยง โจรในอำเภอจี้เอี๋ยงก็มีไม่มาก เพียงสองสามร้อยคนเช่นกัน แต่โจรหมู่นี้กลับตีเมืองได้ ซ่องสุมอยู่ในเมือง ซุนเจินสั่งให้เหอหงีเข้าตีก่อน ตนนำทัพหลักช่วยหนุน ผ่านศึกเลือดที่ซีหัวมาแล้ว จะตีเมืองเล็ก ๆ ข้าศึกหลายร้อยเช่นนี้มิต้องออกแรงเลย ก็ตีแตกได้ในศึกเดียว
ครั้นปราบโจรในสองอำเภอนี้สิ้น จัดทัพเล็กน้อย ก็ข้ามแม่น้ำเหลืองขึ้นเหนือ เดินไปไม่ไกลก็ถึงฉางหยวน ฉางหยวนมิมีโจร นายอำเภอออกมาต้อนรับนอกเมือง วันนั้นก็ตั้งค่าย ณ ที่นี้
ออกจากผิงอวี๋ เดินมาถึงที่นี่ ผ่านสองแคว้นมาแล้ว ระยะทางเกือบห้าร้อยลี้ เดินไปข้างหน้าอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงตังกุ๋นแล้ว
## เชิงอรรถ
(1) แป่ปี้ — มีดสั้นพกตัว ตีแฝงต้นขาเวลาเดิน
(2) เซ่อฟู — หัวหน้าปกครองระดับตำบล (เซียง)
(3) ฉิวเต้า — ผู้ช่วยนายกองศาลา ทำหน้าที่จับโจรผู้ร้าย
(4) ม้าทาตี้เซวียอูจุย — ม้าศึกขนดำกีบขาวดุจเหยียบหิมะ ฝีเท้าจัด
(5) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ
(6) เซี่ยนเจิ้นฉวี (กองตะลุยแนว) — กองทหารชั้นยอดในสังกัดซุนเจิน เตียนอุยคุม เป็นกองหลักบุกตีเมือง
(7) เชิงอรรถผู้เขียน — 1. เกาเปียว ตามที่บันทึกไว้ในศิลาจารึก《ไว่หวงลิ่งเกาเปียวเปย》(ศิลาจารึกนายอำเภอไว่หวงเกาเปียว) ว่า ในศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด อันก็คือศักราชจงผิงปีที่หนึ่ง ท่านบุนไท่โส่วถูกเรียกตัวขึ้นถิงเว่ย เกาเปียวจึงทิ้งตำแหน่งตามไป ความว่า "(เกาเปียว) ผู้ชุบเลี้ยงเสนอชื่อคือไท่โส่วแห่งอิ่งชวนท่านบุนชาวน่ำเอี๋ยง ถูกเรียกขึ้นถิงเว่ย ... (เกาเปียว) ทิ้งตำแหน่งตามไปด้วยคุณธรรม เสมียนและราษฎรเหนี่ยวรั้งรถ ... ศักราชกวงเหอปีที่เจ็ด ... เดือนหก วันปิ่งเซิน ถึงแก่กรรม"
(8) เซี้ยวเหลียน — ผู้ที่ได้รับการยกย่องคัดเลือกเข้ารับราชการด้วยคุณสมบัติ "กตัญญูซื่อตรง" ตามแบบแผนการคัดสรรขุนนางยุคฮั่น
(9) จวี่จู่ — ผู้ชุบเลี้ยงเสนอชื่อ คือขุนนางผู้ยกผู้อื่นขึ้นเป็นเซี้ยวเหลียน นับเป็นความสัมพันธ์ดุจอาจารย์กับศิษย์