# ตอนที่ 278 — สองทัพประจัญหน้า ฝุ่นตลบฟ้า
วันรุ่งขึ้นยามเที่ยง ครั้นทั้งทัพอิ่มหนำสำราญแล้ว พอถึงยามแรกแห่งเวลาบ่าย(1) กำลังพลกว่าสี่หมื่นก็ทยอยกันออกจากค่ายไม่ขาดสาย ตั้งกระบวนทัพอยู่หน้าค่าย
ค่ายของเล่าผีกับค่ายทัพฮั่นล้วนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ค่ายเล่าผีนั้นหันหลังพิงกำแพงเมือง ตั้งหน้าค่ายไปทางตะวันออกแลออกสู่ทิศตะวันตก ส่วนค่ายทัพฮั่นนั้นหันหน้าเข้าหากำแพงเมือง ตั้งหน้าค่ายไปทางตะวันตกแลออกสู่ทิศตะวันออก ด้วยเหตุนี้เอง หลายวันมานี้ทัพฮั่นจึงมักเลือกยกออกจากค่ายมาท้ารบในยามบ่าย วันนี้ก็มิได้เป็นข้อยกเว้น ด้วยว่าดวงตะวันยามบ่ายอยู่ทางทิศตะวันตก หากออกรบในยามเช้า ทหารฮั่นก็ต้องหันหน้าเข้าหาแสงตะวัน เสียเปรียบในการรบ แต่ครั้นยามบ่ายก็หาต้องพะวงเช่นนี้ไม่
ฮองฮูสงกับจูฮีแบ่งทั้งทัพออกเป็นสองส่วน
ฮองฮูสงนำกำลังในสังกัดตนกว่าสองหมื่นเข้าประจันหน้ากับค่ายของเล่าผี เป็นกองบุกหลักในวันนี้ ส่วนจูฮีนำกำลังในสังกัดตนเกือบสองหมื่นตั้งกระบวนอยู่ทางใต้ของกองฮองฮูสง หันหน้าเข้าหาประตูเมืองซีหัว ด้วยว่าเมื่อการรบเปิดฉากขึ้นเต็มที่ ทัพโพกผ้าเหลืองในเมืองย่อมมิอาจนิ่งดูดายปล่อยให้เล่าผีถูกตีโดยมิเหลียวแล จึงต้องมีผู้คอยระวังพวกนั้นไว้โดยเฉพาะ ฮองฮูสงยังแบ่งกำลังในสังกัดตนกว่าสองหมื่นออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งหมื่นนายตั้งกระบวนอยู่ข้างหน้าไว้เข้าตี ที่เหลืออีกหมื่นเศษตั้งกระบวนอยู่ข้างหลังไว้เป็นกองหนุน อันการรบนั้นจะขาดกองหนุนเสียมิได้ ต้องกันกำลังไว้ในมือสักหมู่หนึ่งเผื่อยามจำเป็น
กองของซุนเจินก่อความชอบในการรบมาหลายครั้ง หลายวันก่อนในการรบเขามิได้ออกสู่สนามนั้น เป็นเพราะฮองฮูสงประสงค์จะเก็บกองของเขาไว้ใช้ในยามคับขันที่สุด บัดนี้ถึงคราวคับขันที่สุดแล้ว กองทหารพันเศษของเขาจึงถูกฮองฮูสงจัดเข้าอยู่ในหมื่นนายที่บุกตะลุยเข้าตี อีกทั้งตำแหน่งของพวกเขายังอยู่ตรงใจกลางของหมื่นนายนั้นพอดี เป็นกองหมัดเหล็ก แบกภาระอันหนักในการเจาะทะลวงตีฝ่า เพื่อป้องกันมิให้เล่าผียกออกจากค่ายลอบจู่โจมขณะที่พวกเขาตั้งกระบวน ฮองฮูสงจึงส่งพลม้าสามแคว้นแม่น้ำ(2) พันเศษอีกหมู่หนึ่งไปตั้งกระบวนอยู่วงนอก คอยระวังเหตุอย่างเข้มงวด
เมื่อคืนซุนเจินลอบเล็ดลอดเข้าไปในค่ายของเล่าผี อีกทั้งเล็ดลอดเข้าไปจนถึงนอกกระโจมของเขา สังหารผู้คนไปกว่าห้าสิบ ชิงม้าศึกของเขาออกมา ทำให้เล่าผีโกรธแค้นยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้พอได้ยินเสียงกลองในค่ายทัพฮั่นดังกระหึ่ม อีกทั้งเห็นพวกนั้นยกออกมาทั้งรัง ตั้งกระบวนอยู่นอกค่าย รู้ว่าทัพฮั่นจะมาตัดสินศึกขั้นเด็ดขาดกับตน ก็มิยอมแสดงความอ่อนแอ จึงนำงอป้ากับนายทหารทั้งหลายคุมพลออกจากค่าย ตั้งกระบวนอยู่หน้าค่ายเช่นกัน
ทหารฮั่นกว่าสี่หมื่น กองของเล่าผีสามหมื่นเศษ ผู้คนห้าหมื่นกว่าตั้งกระบวนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ฝุ่นคลุ้งฟุ้งกระจายบดบังดวงตะวัน เสียงกลองศึกและเสียงเขาสัตว์เป่าดังมิขาด เมฆาบนฟ้าราวกับถูกฆาตกรรมแห่งคนนับหมื่นนี้พัดกระจายไปสิ้น ทว่าแม้เมฆาจะถูกพัดกระจาย ฟ้าที่ปราศจากเมฆากลับยิ่งดูครึ้มหม่นยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก ราวกับเป็นค่ำคืนก่อนหน้าที่ศึกใหญ่จะเปิดฉากขึ้น
ซุนเจินนำกำลังในสังกัดตนพันเศษยืนอยู่ตรงใจกลางของกระบวนหน้าหมื่นนาย แหงนหน้ามองท้องฟ้าครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "วันนี้อากาศดีนัก เป็นฤกษ์งามยามดีแก่การรบ" เขาผ่านศึกมาช่ำชอง เคยพานพบเหตุการณ์ใหญ่โตมาแล้ว เมื่อเดือนก่อนตัดสินศึกขั้นเด็ดขาดกับปอไซที่ด้านใต้ของเมืองอู่หยางในอิ่งชวน นั่นก็เป็นการรบครั้งใหญ่ที่ผู้คนนับหมื่นมาประจันหน้ากัน ด้วยเหตุนี้ แม้ภาพอันยิ่งใหญ่อลังการของผู้คนนับหมื่นที่ตั้งกระบวนอยู่เบื้องหน้าจะทำให้โลหิตของเขาเดือดพล่าน แต่เขาก็ยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้
กระบวนหน้าของกองฮองฮูสงยังคงเป็นรูปขบวนสี่เหลี่ยม ในยามนี้หากมองลงมาจากกลางอากาศ จะเห็นได้ว่าหมื่นนายนี้โดยรวมเป็นขบวนสี่เหลี่ยมใหญ่ขบวนหนึ่ง ภายในยังมีขบวนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อยู่อีกมากมาย ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กขบวนแล้วขบวนเล่าเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย ประกอบกันเป็นขบวนสี่เหลี่ยมใหญ่ขบวนหนึ่ง ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กแต่ละขบวนคือหนึ่งฉวี(3) ตามแบบแผนกองทัพฮั่น หนึ่งฉวีราวสองร้อยคน ทุกสองร้อยคนเป็นขบวนสี่เหลี่ยมเล็กหนึ่งขบวน แบ่งเป็นสองแถว แถวละร้อยคน ทุกห้าขบวนเล็กรวมเป็นแถวขวางหนึ่งแถว ทุกสิบขบวนเล็กรวมเป็นแถวตั้งหนึ่งแถว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กระบวนหน้าทั้งหมดมีทั้งสิ้นยี่สิบแถว แถวละห้าร้อยคน
ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กห้าขบวนในแถวแรกนั้นประกอบขึ้นจากกองที่ห้ากองอันคัดสรรล้วนแต่กองชั้นยอดในบังคับของฮองฮูสง กำลังพันเศษของซุนเจินอยู่ในตำแหน่งกลางของขบวนสี่เหลี่ยมเล็กทั้งห้าขบวนในแถวแรก นับจากด้านซ้ายคือขบวนที่สาม อนึ่งตามขนาดของฉวี ก็ประกอบกันเป็นขบวนสี่เหลี่ยมเล็กหกแถวตั้ง เป็นขบวนทหารราบห้าขบวน ขบวนทหารม้าหนึ่งขบวน ฉวีบุกฝ่าของเล่าเติ้งอยู่หน้าสุด ฉวีของเจียงฉินอยู่ที่สอง ฉวีของสวี่จ้งกับฉวีของเฉินเปาอยู่ที่สามและที่สี่ ฉวีพลเสือของซุนเจินกับซุนเฉิงอยู่ด้วยกัน เรียงอยู่ที่ห้า สุดท้ายคือฉวีพลม้าของซินอ้าย
การตั้งกระบวนของหมื่นนายนั้น จะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า ตามเสียงกลองของกองกลางและการบัญชาด้วยธงแม่ทัพของฮองฮูสง นายกองทั้งห้าที่ตั้งกระบวนอยู่หน้าสุด เดี๋ยวก็ปรับตำแหน่งของกองตน เคลื่อนออกนอกบ้าง ขยับเข้าในบ้าง เดี๋ยวก็เคลื่อนทีละก้าวเล็ก ๆ ไปข้างหน้าและข้างหลังตามธงแม่ทัพและเสียงกลอง ทหารโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามภายใต้การบัญชาของเล่าผีและงอป้าก็จัดเป็นขบวนสี่เหลี่ยมรับกันเช่นกัน
สองทัพตั้งกระบวนเสร็จสรรพ สนามรบสงบเงียบลง
ซุนเจินอยู่ด้านหน้าของกระบวนทัพฮั่น มองเห็นในกระบวนของทัพโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามมีธงทิวสะบัดพลิ้ว นายทหารโพกผ้าเหลืองผู้หนึ่งนำพลม้าหลายนายควบม้าผ่านไปหน้ากระบวน ขณะควบไปก็ชูกระบี่ ร้องตะโกนพูดด้วยเสียงอันดัง ด้วยอยู่ไกลกัน เขาจึงมิได้ยินว่านายทหารผู้นั้นพูดสิ่งใด แต่คาดว่าหากมิใช่กำลังประกาศคำสั่งของเล่าผี ก็คงกำลังปลุกใจให้ทหารโพกผ้าเหลืองฮึกเหิมมีกำลังใจสู้รบ
ทางฝ่ายฮองฮูสงก็ส่งนายทหารควบม้าจากกองกลางออกมาหน้ากระบวน เคลื่อนจากซ้ายไปขวา ตรวจรูปขบวนของขบวนสี่เหลี่ยมเล็กทุกขบวน พร้อมทั้งประกาศคำสั่งของฮองฮูสงว่า "ท่านแม่ทัพฮองฮูสงมีคำสั่ง ธงใหญ่อยู่ที่กองกลาง วันนี้ตัดสินศึกขั้นเด็ดขาดกับโจร หากค่ายโจรยังมิแตก ธงใหญ่จะไม่ขยับ!"
ทหารฮั่นแนวหน้าหันหน้ากลับไปมองข้างหลัง กองกลางของฮองฮูสงอยู่ระหว่างกระบวนหน้าหมื่นนายกับกระบวนหลังหมื่นเศษ ธงแม่ทัพของเขาอยู่ตรงนี้ ตั้งตระหง่านสูงเด่นอยู่ในแสงตะวันยามบ่าย โบกสะบัดต้องลม กองกลางล้วนสวมเสื้อขาว ขนนกหางขาว เกราะขาว และขนนกประดับสีขาว มองดูแลขาวโพลนดั่งดอกหญ้าคา ทหารฮั่นทั้งทัพหน้าและทัพหลังส่วนมากสวมเสื้อแดงเข้ม ดั่งเปลวเพลิง ส่วนข้าศึกฝ่ายตรงข้ามแต่งกายมิเป็นแบบเดียวกัน แต่ล้วนมีผ้าเหลืองคาดหน้าผาก สีสันแบ่งแยกชัดเจน
นายทหารผู้ประกาศคำสั่งของฮองฮูสงประกาศเสร็จสิ้น ก็ควบม้ากลับสู่กองกลาง
ซุนเจินคิดในใจว่า "เสียงกลองสั่งเปิดศึกควรจะดังขึ้นแล้ว" จึงออกคำสั่งว่า "บอกต่อไปข้างหน้า เมื่อเสียงกลองดังขึ้นแล้ว อย่ารีบบุกตะลุย จงถืออาวุธก้าวเดินด้วยความเร็วปกติ สะสมเรี่ยวแรงไว้ ครั้นเข้าใกล้ข้าศึกเหลืออีกร้อยก้าวจึงค่อยโห่ร้องบุกตะลุย!"
เริ่มจากฉวีของซุนเฉิงนี้ ทหารคนแล้วคนเล่าบอกต่อกันไปข้างหน้า จนกระทั่งถึงฉวีบุกฝ่าของเล่าเติ้งที่อยู่หน้าสุด
อันการรบของสองทัพนั้น ยามที่รู้สึกกดดันที่สุดมิใช่หลังเปิดศึก หากแต่เป็นก่อนเปิดศึก เพราะหลังเปิดศึกแล้วก็จมดิ่งลงในการรบพันตูชุลมุน เมื่อตาแดงด้วยฆ่าฟันก็มิเกรงสิ่งใด แต่ความเงียบสงัดนิ่งงันก่อนเปิดศึกนั้นกลับทรมานผู้คนยิ่งนัก หากต่างฝ่ายมีเพียงพันเศษก็ยังพอกล่าวได้ บัดนี้ข้าศึกและฝ่ายเราต่างมีนับหมื่น การรบครั้งใหญ่โตเช่นนี้ ทหารที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดย่อมรู้สึกกดดันมาก ครั้นเหลียวมองออกไป ฝ่ายตรงข้ามดำมืดทึบไปด้วยข้าศึกที่ล้วนถืออาวุธวาววับเป็นเงาแวบ ราวกับว่าจะต้องเผชิญหน้ากับพวกนั้นด้วยกำลังของตนแต่ผู้เดียว ยากจะกันมิให้คิดฟุ้งซ่าน หากเป็นคนขลาด เพียงภาพอันเหี้ยมเกรียมกดดันนี้ก็ทำให้เขาขาทั้งสองอ่อนเปลี้ย สั่นระริก สิ้นใจสู้รบไปเสียแล้ว
ทหารในฉวีของเล่าเติ้งนี้ล้วนเป็นพลกล้าที่คัดเลือกมาจากกองของซุนเจิน ติดตามซุนเจินรบมาแล้วหลายครั้ง จึงหากลัวภาพเบื้องหน้าไม่
หมื่นนายแห่งกองหน้าตั้งกระบวนเสร็จสรรพ ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กห้าสิบขบวนยืนนิ่งอยู่กับพื้น เมื่อหยุดนิ่งครู่สั้น ๆ เสียงกลองก็ดังมาจากกองกลาง เสียงกลองนี้แรกทีเดียวราบเรียบ จังหวะค่อนข้างช้า ช่วงหยุดระหว่างจังหวะกลองกับจังหวะกลองค่อนข้างยาว แต่ทันใดนั้น ช่วงหยุดก็สั้นลงเรื่อย ๆ จังหวะเร็วขึ้น เสียงกลองเร่งเร้าฮึกเหิมขึ้น นี่คือคำสั่งของฮองฮูสงให้กองหน้าออกรบ ในยามนี้หากหันกลับไปมอง ก็ยังเห็นเหล่าธงนำสารของกองกลางฮองฮูสงโบกสะบัดไปมาทั้งซ้ายขวาและหน้าหลัง ซุนเจินคุ้นเคยกับธงและกลองดี มิต้องหันกลับไปมองธง เพียงฟังเสียงกลองก็เข้าใจคำสั่งของฮองฮูสงแล้ว บัดนั้นจึงชักดาบออกถือไว้ในมือ ออกคำสั่งว่า "เดินหน้า!"
นายทหารของขบวนสี่เหลี่ยมเล็กทั้งห้าขบวนที่เรียงอยู่หน้าสุดของขบวนสี่เหลี่ยมหมื่นนาย แทบจะออกคำสั่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน
ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กห้าขบวนในแถวแรก ทหารฮั่นพันนายเริ่มเคลื่อนเดินไปข้างหน้า ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กห้าขบวนในแถวที่สองตามติดขึ้นมา ถัดมาคือแถวที่สาม แถวที่สี่ แถวที่ห้า ซุนเจินอยู่ในขบวนสี่เหลี่ยมเล็กของแถวที่ห้านี้เอง นำหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว เตียนอุย ตันเต้า และคนอื่น ๆ เคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับทหารในฉวีของซุนเฉิงนี้ ข้างหลังคือฉวีพลม้าของซินอ้ายในฉวีที่หก ยามนี้ยังมิต้องขึ้นม้า เหล่าพลม้าจูงม้าเดินเท้า ตามหลักแล้วพลม้าควรเรียงอยู่ในแถวแรก แต่ขบวนสี่เหลี่ยมหมื่นนายของฮองฮูสงนี้ประกอบขึ้นจากทหารราบเป็นหลัก หากให้ซินอ้ายอยู่หน้า ก็จะทำให้พลม้าของเขาหลุดออกจากกองใหญ่ ไม่เป็นผลดีแก่การรบโดยรวม ด้วยเหตุนี้ซุนเจินจึงเก็บพวกเขาไว้ข้างหลัง ใช้เป็นกองหนุนของตน
กลองศึกของฮองฮูสงมิเพียงเป็นคำสั่งแก่ทหารราบ หากยังเป็นคำสั่งแก่พลม้าด้วย พลม้าสามแคว้นแม่น้ำพันเศษที่จัดไว้นอกกระบวนแต่แรกเพื่อกำบังการตั้งกระบวนของทหารราบ ตามเสียงกลองก็เคลื่อนตัวเข้าจู่โจมกองของเล่าผีก่อนเป็นพวกแรก กองของเล่าผีก็มีพลม้าอยู่บ้าง ราวห้าร้อยเศษ ก็ตะลุยออกจากกระบวนเข้ารับกันมา ม้าศึกพันห้าหกร้อยตัว ขาม้าสี่ห้าพันขา ควบทะยานบนท้องทุ่ง ดั่งฟ้าคำรามกลิ้งครืน ทำให้เหล่าทหารราบรู้สึกถึงแรงสะเทือนใต้ฝ่าเท้า ฝุ่นควันที่เพิ่งสงบลงหยก ๆ ก็พลันคลุ้งขึ้นอีกครั้งด้วยเหตุนี้
เหล่าพลม้าเคลื่อนเร็ว ในไม่ช้าข้าศึกและฝ่ายเราสองฝ่ายก็ปะทะเข้าด้วยกัน จมดิ่งลงในการรบพันตูชุลมุน สนามรบของพลม้าอยู่ทางเหนือของขบวนหมื่นนาย ซุนเจินสังเกตเห็นทหารแถวหน้าของกองตนบางส่วนได้รับผลจากการรบของพวกนั้น หันหน้าเหลียวไปทางโน้น เขาจึงรีบออกคำสั่งว่า "ทุกคนมองไปข้างหน้า! ผู้ใดหันหลังมอง ฟันเสีย! ผู้ใดหันซ้ายหันขวา ฟันเสีย!" ยามข้าศึกใหญ่อยู่เบื้องหน้า การรบจวนเจียน สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดคือทหารหันซ้ายแลขวา ยิ่งต้องห้ามคือทหารหันหลังมอง คำสั่งนี้ของเขาได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นายทหารแห่งฉวีต่าง ๆ พอรับคำสั่งก็กำราบทหารในฉวีของตนทันที
กระบวนทัพโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามก็เคลื่อนไปข้างหน้าตามคำสั่งของเล่าผีเช่นกัน สองทัพยิ่งใกล้กันเข้า ทหารข้าศึกและฝ่ายเราที่เรียงอยู่แถวหน้าสุดเริ่มมองเห็นรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายแล้ว รู้สึกเพียงว่าสีหน้าของข้าศึกอีกฝ่ายดุร้ายเหี้ยมโหด ทว่ามิได้สังเกตว่าตัวเองก็มีสีหน้าดุร้ายเหี้ยมโหดเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างจ้องมองอีกฝ่ายดั่งเสือหมายเหยื่อ แรกทีเดียวพวกเขายังพอมีเวลาสังเกตข้าศึกทางซ้ายขวา แต่ค่อย ๆ เมื่อระยะใกล้เข้า ในดวงตาของพวกเขาก็มีเพียงรูปร่างของข้าศึกที่อยู่ตรงหน้าและอาวุธในมือของพวกนั้นเท่านั้น
ซุนเจินกะระยะห่างจากขบวนสี่เหลี่ยมของทหารโพกผ้าเหลือง บริกรรมในใจว่า "สองร้อยก้าว... หนึ่งร้อยห้าสิบก้าว... หนึ่งร้อยสามสิบก้าว" จึงออกคำสั่งว่า "ธนูหน้าไม้!" พลง้างหน้าไม้(4) ในฉวีของสวี่จ้งยกหน้าไม้ขึ้นยิงใส่ ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กอื่น ๆ ของทัพฮั่นก็ยิงลูกธนูออกไป ในขณะเดียวกันในกระบวนข้าศึกก็ยิงลูกธนูเช่นกัน ลูกธนูดั่งห่าฝนตกลงมา ทหารแถวหลัง ๆ ยังพอทำเนา แต่ทหารข้าศึกและฝ่ายเราแถวหน้า ๆ ก็เกิดล้มตายบาดเจ็บ ซุนเจินมิแยแสลูกธนูที่ข้าศึกระดมยิงออกมามิขาด ในใจบริกรรมต่อ "หนึ่งร้อยยี่สิบก้าว... ร้อยก้าว!" จึงออกคำสั่งว่า "ยกทวนยกจี่(5) ออกวิ่ง บุกตะลุย!" เล่าเติ้งข้างหน้าพอรับคำสั่ง ก็โยนโล่ที่ใช้ป้องลูกธนูข้าศึกทิ้ง รับจี่เหล็กด้ามยาวที่ทหารองครักษ์ส่งมา ตวาดเสียงดังลั่น มุ่งหน้าฝ่าห่าฝนลูกธนู นำพลกล้าบุกฝ่ายอมตายสองร้อยนายในฉวีของตนตะลุยเข้าใส่ข้าศึกข้างหน้า
ขบวนสี่เหลี่ยมเล็กอื่น ๆ ในแถวแรกของทัพฮั่นก็เริ่มพุ่งบุกไปข้างหน้า แถวที่สอง แถวที่สาม และอื่น ๆ ตามติดมา ขบวนสี่เหลี่ยมของทหารโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งบุกมาทางทหารฮั่นแถวแล้วแถวเล่าเช่นกัน ผู้คนนับหมื่นวิ่งเหยียบย่ำ ทำให้ฝุ่นบนสนามรบคลุ้งฟุ้งกระจาย รวมเข้ากับลมฝุ่นที่เหล่าพลม้ารบกันทางเหนือพัดขึ้นเป็นที่เดียวกัน บดบังท้องฟ้า
พสุธาสะเทือน ข้าศึกและฝ่ายเราโห่ร้อง ทหารสองกระแสที่พุ่งบุกไปข้างหน้าปะทะเข้าด้วยกัน การฆ่าฟันก็บังเกิดขึ้นทันที
## เชิงอรรถ
(1) ยามแรกแห่งเวลาบ่าย — ต้นฉบับว่า "เว่ยสือชูเค่อ" คือต้นยามเว่ย ราวบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง "ชูเค่อ" คือช่วงต้นของยามนั้น
(2) พลม้าสามแคว้นแม่น้ำ (ซานเหอฉีซื่อ) — พลม้าชั้นเลิศของทัพฮั่นที่เกณฑ์จากสามแคว้นลุ่มน้ำ คือ เหอหนาน ฮ่อลาย และฮ่อตั๋ง รวมเรียก "สามฮ่อ" (ซานเหอ)
(3) ฉวี — หน่วยทหารยุคฮั่น รองจากปู้ (กรม) คุมสองถุน หนึ่งฉวีราวสองร้อยคน
(4) พลง้างหน้าไม้ — ทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้อันแข็งแรงเพื่อยิงลูกธนูแรงสูง
(5) จี่ — อาวุธด้ามยาวยุคฮั่น ปลายมีง่ามทั้งแทงตรงและเกี่ยวกลับได้ ต่างจากทวน (เหมา) ที่ใช้แทงอย่างเดียว