# ตอนที่ 200 — บุนเพ่ง (ตอนกลาง)
ข้าพเจ้าได้แก้ชื่อบทเหล่านี้เสียใหม่ เดิมทีก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ในศึกแรกกับโพกผ้าเหลืองครานี้ จะพรรณนาให้เห็นนิสัยอันแตกต่างของตัวละครสำคัญแต่ละคนอย่างคร่าว ๆ จึงถือเอาชื่อของพวกเขามาตั้งเป็นชื่อบทเสียเลย
——
เช่นเดียวกับคราวก่อน ปินเค่อ (บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ) ที่ออกเมืองครานี้ก็ยังมีสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน พี่น้องตระกูลเกา พี่น้องตระกูลซู เป็นต้นเป็นหัวหน้าอยู่ดังเดิม เพียงแต่จำนวนคนน้อยกว่าคราวก่อนลงครึ่งหนึ่ง คราวก่อนนั้นร้อยคน คราวนี้มีเพียงห้าสิบคน
คราวก่อนที่ออกเมืองไปจู่โจมนั้น บุนเพ่งกับเฉินเปาไม่ได้ออกไป หากแต่คอยรับอยู่ที่ปากประตูเมือง
ครานี้ ซุนเจินเดิมตั้งใจจะให้ทั้งสองคอยรับอยู่ที่ประตูเมืองตามเดิม เฉินเปารับคำสั่งแต่โดยดี ฝ่ายบุนเพ่งกลับไม่ยินยอม เขายืนกรานขอติดตามซุนเจินออกเมืองไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีซินอ้ายอีกผู้หนึ่ง ตามซุนเจินลงมาจากเชิงเทิน ก็ขอร่วมในการตีค่ายยามค่ำคืนด้วยเช่นกัน
ซุนเจินเข้าใจความคิดของคนทั้งสองดีอยู่
บุนเพ่งกับซินอ้ายล้วนอายุยังน้อย อีกทั้งต่างก็นิยมการยุทธ์รักความห้าวหาญ สำหรับทหารเฒ่าแล้ว การรบเป็นเรื่องอันตราย พลาดพลั้งไปก็ถึงเสียหัว ทว่าในสายตาของคนทั้งสองนี้ การณ์นี้กลับเป็นโอกาสสำแดงความกล้าหาญในเชิงยุทธ์ของตน ที่ขออาสาร่วมรบอย่างเต็มใจจึงหาแปลกไม่ โดยเฉพาะบุนเพ่ง ซุนเจินคอยถนอมเขาไว้ สองวันมานี้ไม่ได้ให้เขาขึ้นแนวหน้าเลย เขาจึงอดกลั้นไม่อยู่เสียแล้ว
ซุนเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกในใจว่า "พอโพกผ้าเหลืองก่อการขึ้น ก็เท่ากับเปิดม่านยุคทมิฬปลายราชวงศ์ฮั่นอย่างเป็นทางการ ตงเงียบกับอวี้หลางต่างก็นิยมยุทธ์รักความห้าวหาญ ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องขึ้นสนามรบ ข้าจะ 'ปกป้อง' พวกเขาได้ชั่วคราว หาอาจปกป้องไปได้ชั่วชีวิตไม่ แทนที่จะรอให้วันหน้าต้องไปประจัญหน้ากับพวก 'ทหารเฒ่าผ่านศึกร้อยครั้ง' โดยตรง ก็สู้ให้พวกเขาได้ลองฝีมือเสียก่อน ได้รบกับไพร่โพกผ้าเหลืองอันเป็น 'พวกระดมมั่ว' สักหนหนึ่งก่อนจะดีกว่า"
คิดมาถึงตรงนี้ ก็ไม่ได้ห้ามปรามคนทั้งสองอีก รับคำขอของพวกเขาเสีย
ปินเค่อห้าสิบคน รวมกับซุนเจิน สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เป็นต้น รวมเป็นหกสิบคน คนหนึ่งม้าหนึ่ง ม้าที่ขี่ล้วนเป็น "ม้าเก่า" ที่เคยออกศึกคราวก่อนทั้งสิ้น ซุนเจินไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง พลิกกายขึ้นม้า เอ่ยแก่เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง และเหล่าผู้รักษาเมืองว่า "เหมือนคราวก่อน คอยจนข้านำคนออกตีแล้ว พวกเจ้าจงรักษาประตูเมืองไว้ ตีกลองช่วยกำลังใจให้แก่ข้า"
เฉินเปา เกาซู่ เฝิงก่ง เป็นต้น รับคำว่า "ขอรับ"
ซุนเจินเอียงหูฟัง สดับเสียงนอกเมืองอย่างถี่ถ้วน
เสียงไพร่โพกผ้าเหลืองนอกเมืองก่อกวนอลหม่านดังลอดประตูเมืองเข้าหูชัดเจน พวกมันควบม้าด่าทออยู่ราวหนึ่งสองเค่อ (ครู่หนึ่ง) เสียงก็ค่อย ๆ เบาลง แว่วได้ยินเสียงกีบม้ากระทบกันเซ็งแซ่ ดูเหมือนจะห่างออกไป เห็นจะออกจากริมคูเมืองกลับสู่ค่ายเดิมของตนไปแล้ว
ข้าศึกถอย เรารุก นี่แลคือเวลาอันงามที่จะเปิดประตูออกตี
ในอุโมงค์ประตูเมือง คนม้าหกสิบเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ เงียบกริบไร้เสียง มีก็แต่ม้าศึกพ่นจมูกเป็นบางครั้ง
ซุนเจินหันกลับมองเหล่าคนทั้งปวงเหลือบหนึ่ง
เบื้องหลังด้านซ้ายของเขาคือสวี่จ้ง สงบนิ่งเงียบขรึม เบื้องหลังด้านขวาคือเล่าเติ้ง มือหนึ่งกุมทวนยาว อีกมือหนึ่งลูบเบา ๆ ตรงที่บาดเจ็บมาคราวก่อน ระหว่างสวี่จ้งกับเล่าเติ้งคือบุนเพ่งกับซินอ้าย บุนเพ่งตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ดวงตาคู่หนึ่งจ้องตรึงอยู่ที่ตัวเขา คอยฟังคำสั่งให้ออกตีอยู่ทุกขณะ ฝ่ายซินอ้ายนั้นคล้ายกับสวี่จ้ง ก็สงบนิ่งยิ่งนัก เพียงแต่ความสงบของสวี่จ้งแฝงด้วยความหนักแน่นมั่นคง ส่วนความสงบของซินอ้ายกลับแฝงความเบาสบายเสียมากกว่า ท้ายแถวคือเจียงฉิน หน้าที่ของเขาคราวนี้ก็ยังเป็นการคุมกองหลังดังเดิม กำลังกลั้นลมหายใจ เอียงหูสดับฟังความเคลื่อนไหวนอกเมืองอยู่เช่นกัน ส่วนพี่น้องตระกูลเกา พี่น้องตระกูลซู ที่ปะปนอยู่กลางแถวนั้น สีหน้าต่างกันไป บ้างก็ตึงเครียด บ้างก็ตื่นเต้น
ปินเค่อที่ออกตีคราวนี้รวมห้าสิบคน ล้วนเป็นผู้ที่คัดเลือกมาอย่างถี่ถ้วน เป็นชายชาตรีกล้าหาญทั้งสิ้น ซุนเจินแบ่งพวกเขาออกเป็นห้า "สือ" (หมวดสิบ)(1) ให้พี่น้องตระกูลเกา พี่น้องตระกูลซู และเจียงฉิน รับเป็น "สือจ่าง" (นายสิบ)(2) ของแต่ละหมวดไปพลางก่อน
เทียบกับสีหน้าอันแตกต่างกันไปของบรรดา "หัวหน้า" เหล่านี้แล้ว สีหน้าของพวกปินเค่อกลับเป็นแบบเดียวกันเสียมาก
พวกเขาไม่เหมือนซุนเจิน ไม่ต้องแบกรับความปลอดภัยของทั้งเมือง ไม่เหมือนสวี่จ้งกับเล่าเติ้ง ที่ไม่ใช่องครักษ์ใกล้ชิดของซุนเจิน อีกทั้งไม่เหมือนพี่น้องตระกูลเกา พี่น้องตระกูลซู และเจียงฉิน ที่ไม่มีหน้าที่นำหมวด ไม่ต้องรับผิดชอบไพร่พลในหมวดของตน เพียงมุ่งสังหารข้าศึกก็พอ ดังนั้นสีหน้าที่เห็นมากที่สุดจึงเป็น ความฮึกเหิมและกระหายจะลองฝีมือก่อนเข้าศึกใหญ่ คราวที่ออกตีหนก่อน พวกเขาตีไพร่โพกผ้าเหลืองแตกพ่ายยับเยิน การนี้ช่วยเสริมความมั่นใจของพวกเขาขึ้นเป็นอันมาก ในยามนี้ จึงไม่มีแม้สักคนเดียวที่ขลาดกลัว
ซุนเจินพยักหน้าอยู่ในใจ นึกว่า "ขวัญทหารใช้การได้ กำลังใจทหารใช้การได้" แล้วออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นให้ทหารรักษาประตูเปิดประตูเมือง
…
ประตูเมืองเปิดออก แสงจันทร์สาดส่องเบื้องหน้า
ไม่ไกลนักคือหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(3) ที่หักเป็นท่อน ๆ อยู่หลายอัน ศพไพร่โพกผ้าเหลืองเจ็ดแปดศพหันหน้าสู่ปากประตูเมือง นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นโคลนที่หิมะละลายแล้ว เบื้องหน้านั้น คูเมืองเงียบสงัด คลื่นน้ำระยิบระยับ
ซุนเจินกล่าวสั้น ๆ แก่บุนเพ่งกับซินอ้ายว่า "ตามข้ามาให้กระชั้น" แล้วก็ยกทวนยาวขึ้น ขับม้าควบห้อ นำหน้าพุ่งออกประตูเมืองไป
ผ่านการรบพุ่งดุเดือดสองวันหนึ่งคืน นอกเมืองได้เปลี่ยนสภาพไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม มีก็แต่สะพานชักเหนือคูเมืองเท่านั้นที่ยังคงอยู่ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าทัพโพกผ้าเหลืองหรือทหารรักษาเมือง ต่างก็ไม่ได้คิดจะทำลายมันลง
คูเมืองแม้ไม่กว้างนัก แต่ครั้งหนึ่งก็ให้คนเดินเรียงกันได้ห้าหกคน หรือม้าสามสี่ตัว มีคูนี้อยู่ ทัพโพกผ้าเหลืองยามเข้าตีเมืองก็ทุ่นการสร้างฝูเฉียว (สะพานทุ่นลอย)(4) ไปได้หนึ่งสะพาน ส่วนทหารรักษาเมืองก็อาจข้ามคูออกตีได้ทุกเมื่อ
ครั้นโผนข้ามบันไดที่หักและศพไปได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อม้าที่ขี่เหยียบขึ้นสะพานชัก ซุนเจินยังมีใจคิดอยู่ว่า "การตีค่ายยามค่ำคืนนี้ หากพวกเราชนะใหญ่ ปอไซจะเผาสะพานนี้ทิ้งเพื่อกันไม่ให้พวกเราออกเมืองมาตีอีกหรือไม่หนอ"
ส่วนเรื่องที่ว่า เมื่อพวกเขาข้ามสะพานไปแล้ว ไพร่โพกผ้าเหลืองจะทำลายสะพานตัดทางถอยของพวกเขาหรือไม่นั้น เขาหาได้วิตกไม่ ดังเช่นคราวที่เขานำคนออกตีหนก่อน ที่ประตูเมืองมีเฉินเปา เฝิงก่ง เกาซู่ เป็นต้นอยู่ พวกเขาย่อมไม่ยอมนิ่งดูดายให้โพกผ้าเหลืองทำลายสะพานเป็นแน่
คูเมืองนี้ จะว่ากว้างก็ไม่กว้าง จะว่าแคบก็ไม่แคบ คนม้าหกสิบเพิ่งออกเมือง ม้าที่บำรุงเลี้ยงพักกำลังมาเนิ่นนานกำลังเรี่ยวแรงเต็มที่ ดังลมพัดฟ้าแลบ ชั่วพริบตาก็ถึงฝั่งตรงข้ามของคู ฝั่งตรงข้ามคูนั้นแลคือค่ายของทัพโพกผ้าเหลือง ที่ใกล้คูที่สุดอยู่ห่างไม่ถึงสองลี้
ทัพโพกผ้าเหลืองเมื่อแรกมาถึงใต้กำแพงเมืองนั้น หาได้ตั้งค่ายเลย
ค่ายที่ถูกแบบแผนนั้นเปรียบดั่งเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ภายในค่ายวางผังเป็นระเบียบ มีถนนสายหลัก มีถนนสายรอง มีจือจ้งชวี (เขตสัมภาระ)(5) มีเขตค่ายที่แบ่งให้แต่ละกองทัพ หากเป็นการตั้งค่ายระยะยาว ก็อาจมีทางระบายน้ำเป็นต้นด้วยซ้ำ ตรงขอบนอกของค่ายอย่างน้อยก็จะสร้างชาหลาน (ระเนียดค่าย)(6) ตั้งหวั่งโหลว (หอคอยตรวจการณ์)(7) ขึ้น บางแห่งยังขุดสนามเพลาะลึก ๆ ไว้รอบหนึ่ง ปักจวี้หม่า (เครื่องกั้นม้า)(8) ไว้ภายนอก โปรยเถี่ยจี๋หลี (ขวากเหล็ก)(9) เป็นอาทิ เพื่อกันข้าศึกจู่โจม
ฝ่ายค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองนั้น เมื่อแรกเริ่มเป็นเพียงพื้นที่อลหม่านยุ่งเหยิงผืนหนึ่ง ไม่มีการวางผัง ไม่มีระเนียด ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงแบ่งที่ว่างให้สานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงจากต่างถิ่นได้หยุดพักตามหมู่บ้านตามตำบลอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น นี่ก็เป็นเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่ว่าเหตุใดคราวก่อนซุนเจินจึงบุกเข้าไปได้ง่ายดายเช่นนั้น
อาจเพราะ "ล้มทีหนึ่งฉลาดขึ้นทีหนึ่ง" หลังจากตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบคราวก่อน ปอไซก็จับเอาบทเรียนมาคิด เมื่อบ่ายวานนี้กับกลางวันวันนี้ ได้จัดคนกลุ่มหนึ่งขุดสนามเพลาะรอบหนึ่งที่ขอบนอกสุดของ "ค่าย" น่าเสียดายที่พวกระดมมั่วก็ยังคงเป็นพวกระดมมั่วอยู่ดี เพราะไม่มีวินัย ขาดกฎทหารอันเคร่งครัด สนามเพลาะนี้จึงขุดได้ลึกตื้นไม่เท่ากัน
ซุนเจินสังเกตเห็นถนัดชัดมาตั้งแต่อยู่บนกำแพงเมืองแล้ว ครั้นข้ามสะพานชักมา ก็ไม่ได้รีรอแม้แต่น้อย บ่ายหัวม้าเล็กน้อย มุ่งตรงไปทางใต้ที่ห่างออกไปหลายร้อยก้าว
สนามเพลาะตรงนี้ตื้นที่สุด ขุดลึกไม่ถึงหนึ่งฉื่อ กว้างอย่างมากก็สองฉื่อ ไม่ต้องอาศัยม้าดีม้าวิเศษอันใด ม้าธรรมดาก็โผนข้ามได้ในกระโดดเดียว ทหารม้าโพกผ้าเหลืองกองที่ควบมาก่อกวนในเมืองเมื่อครู่ก็ข้ามไปและกลับมาทางนี้นี่เอง
คนม้าหกสิบโผนข้ามสนามเพลาะตื้น ดั่งเสือดั่งหมาป่า พุ่งเข้าค่ายชั้นนอกสุดของทัพโพกผ้าเหลือง
…
นับแต่พวกเขาออกเมือง ข้ามคูเมือง ไปจนโผนข้ามสนามเพลาะ พุ่งเข้าค่าย ตลอดกระบวนนี้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ไพร่โพกผ้าเหลืองในค่ายนี้มีราวสองสามร้อยคน เพราะเพิ่งหลีกทางให้ทหารม้าโพกผ้าเหลืองกองที่ไปก่อกวนในเมือง ส่วนมากจึงเพิ่งจะเอนกายลงอีกครั้ง ซุนเจินคิดว่า ฝ่ายหนึ่งพวกมันตั้งตัวไม่ทัน อีกฝ่ายหนึ่งกำลังหลับเคลิ้ม จะเหยียบค่ายนี้ราบคาบเห็นจะเป็นการง่ายดายยิ่ง
แลก็ง่ายดายดังว่าจริง ๆ
คนม้าหกสิบจัดเป็นกระบวนเข้าตี สิบคนเป็นหนึ่งหมู่ แบ่งออกเป็นห้าหมู่ มีซุนเจิน สวี่จ้ง เล่าเติ้ง สามคนอยู่หน้าสุด ดั่งคมดาบอันคมกริบนำหน้าคราดเหล็ก ทลายล้างราวพายุกวาดใบไม้แห้ง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อก็ไถค่ายนี้เสียจนทั่ว
ไพร่โพกผ้าเหลืองสองสามร้อยล้มตายบาดเจ็บไปเกือบครึ่ง ที่เหลือต่างคลานหนีกระเสือกกระสน ร้องเรียกพ่อแม่ แตกหนีกระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศ
บุนเพ่งใช้ทวนเหล็กเล่มหนึ่ง กับซินอ้ายสองคนติดตามอยู่หลังซุนเจินสามคนอย่างกระชั้น ฝ่ายหนึ่งคอยระวังหลังให้สามคนนั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็ถือโอกาสสังหารไพร่โพกผ้าเหลืองที่พลัดหลงจากหมู่ เขาแม้อายุยังน้อย แต่ฝึกยุทธ์มาตลอดปี ทั้งบำเพ็ญกำลังวังชา ฝีมือขี่ม้าก็เชี่ยวชาญ ทั้งใช้ทวนเป็น ชั่วครู่เดียวก็สังหารคนไปสามคนรวด ในยามอากาศหนาวเหน็บ เขากลับเลือดร้อนพลุ่งพล่าน แก้มแดงก่ำ อดไม่ได้ต้องร้องตวาดสังหารออกมาดังลั่น
ซุนเจินได้ยินถนัด เสียงตวาดสังหารของเขาแฝงด้วยอาการสั่นเครืออยู่บ้าง ที่สั่นเครือนั้นหาใช่เพราะกลัวไม่ เขาเคยฆ่าคนมาก่อน ไม่หวั่นเลือดติดมือ ทว่าความรู้สึกแบบ "บุกลึกเข้ากลางทัพข้าศึก สังหารสะใจ" เช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยประสบมาก่อน จึงอดตื่นเต้นไม่ได้
ซุนเจินอยู่หน้าสุดของแถว แบกรับแรงกดดันมากที่สุด แม้กระนั้น เมื่อได้ยินเสียงตวาดสังหารของบุนเพ่ง ในยามวุ่นวายนั้น ก็ยังมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมอง "เด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันเข้าพิธีสวมกวานคนหนึ่ง แรกขึ้นสนามรบ ไม่ได้ครั่นคร้าม กลับตื่นเต้นฮึกเหิม คนกับคนนี้เทียบกันไม่ได้จริง ๆ อย่างจื้อไฉ ก๋งตัด บุ๋นเยียก ล้วนเฉลียวฉลาดมาแต่กำเนิด แต่ก็มีอีกบางคน อย่างตงเงียบ ที่เกิดมาเป็นแม่ทัพโดยกำเนิด"
คนผู้หนึ่งจะกลายเป็นผู้มีความสามารถได้ในที่สุดหรือไม่นั้น การอบรมในครอบครัวกับสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พรสวรรค์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน
ค่ายนี้ไม่ช้าก็ถูกตีทะลุ
ระหว่างค่ายกับค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองไม่ได้มีเขตคั่นกันชัดเจน มีเพียงพื้นที่ว่างไม่กว้างผืนหนึ่งคั่นอยู่ ครั้นควบม้าผ่านพื้นที่ว่างนี้ไปก็คือค่ายถัดไป ไพร่โพกผ้าเหลืองในค่ายที่สองนี้ก็ไม่ต่างจากค่ายแรกนัก มีราวสองสามร้อยคนเช่นกัน ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน จึงถูกตีทะลุไปอย่างง่ายดายอีก ม้าศึกควบห้อกับชายชาตรีคำรามกึกก้อง คนม้าหกสิบผ่านไปแห่งใด ก็ทิ้งไว้แต่ซากศพเลือดเนื้อเกลื่อนกลาดทั่วพื้น
บุนเพ่งเป็นต้นร้องตะโกนลั่น สังหารอย่างสะใจสาแก่ใจ
ซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า ฟังเสียงลมหวีดหลังหู มองดูไพร่โพกผ้าเหลืองแตกหนีกระจัดกระจาย กลับอดฉงนในใจไม่ได้ "คราวที่ออกตีหนก่อน คนที่ข้านำออกมายังมากกว่าคืนนี้เสียอีก ทัพโพกผ้าเหลืองก็หาได้แตกหนีกระจัดกระจายไปทั่วเพียงเริ่มปะทะดังคืนนี้ไม่"
ติดตามไพร่โพกผ้าเหลืองที่แตกหนีไปอย่างกระชั้น พุ่งประจันเข้าค่ายที่สาม
ไพร่โพกผ้าเหลืองที่วิ่งหนีอยู่เบื้องหน้าแยกออกจากกันกระจัดกระจาย ภายใต้แสงจันทร์เย็นเยือก ทหารหุ้มเกราะถือทวนนับหลายร้อยปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ซุนเจินรู้ในใจว่าไม่ดีแล้ว คิดจะรั้งม้าหันหลบ ทว่าเพราะเมื่อครู่บุกฝ่าสังหารมาตลอดทางอย่างราบรื่นเกินไป สวี่จ้ง เล่าเติ้ง บุนเพ่ง ซินอ้าย เป็นต้น กับปินเค่ออีกหลายสิบคน อยู่ห่างจากเขาใกล้นัก ไม่ถึงสองช่วงตัวม้า ในยามคับขัน จึงยากจะเปลี่ยนทิศได้ในทันที หากฝืนเปลี่ยน ก็มีหวังจะทำให้ปินเค่อข้างหลังเบียดเสียดชนกันเอง
จนใจ เขาก็จำต้องฮึดสู้พุ่งเข้าใส่ ม้าควบห้อปะทะทหารหุ้มเกราะ ทวนยาวประจันทวนยาว เปรียบประดุจ คมดาบกระทบเข้ากับโล่
——
## เชิงอรรถ
(1) สือ (หมวดสิบ) เป็นหน่วยทหารยุคฮั่น หนึ่งสือเท่ากับสิบคน คือสองอู่ (ห้าคนเป็นหนึ่งอู่ สองอู่เป็นหนึ่งสือ)
(2) สือจ่าง คือหัวหน้าหน่วยสิบคน (นายสิบ)
(3) หยุนทรี คือบันไดปีนกำแพงเมือง เป็นอุปกรณ์โจมตีเมือง
(4) ฝูเฉียว คือสะพานทุ่นลอย พาดข้ามคูเมืองหรือลำน้ำ ใช้ในการเข้าตีเมือง
(5) จือจ้งชวี คือเขตสัมภาระหรือคลังเสบียงในค่ายทัพ เป็นส่วนเก็บเสบียงและยุทธสัมภาระ
(6) ชาหลาน คือรั้วไม้หรือระเนียดล้อมค่าย
(7) หวั่งโหลว คือหอสังเกตการณ์หรือหอคอยตรวจการณ์ที่ตั้งขึ้นในค่ายทัพ ใช้มองการณ์ข้าศึก
(8) จวี้หม่า คือเครื่องกีดขวางม้า ทำเป็นไม้กางเขนปักหลาวกันทหารม้า ตั้งไว้หน้าค่าย
(9) เถี่ยจี๋หลี คือขวากเหล็กแหลม โปรยกีดขวางทหารม้าและทหารราบรอบค่าย