# ตอนที่ 212 — ชัยชนะยิ่งใหญ่ (ตอนปลาย)
ชายฉกรรจ์ผู้ที่โผนกระโจนออกมาจากปากอุโมงค์ผู้นี้ ก็คือเล่าเติ้งนั่นเอง
บรรดาปินเค่อใต้บังคับซุนเจินหลายร้อยคนล้วนเป็นนักเลงตามอำเภอตามตำบล จะว่ากล้าหาญห้าวหาญก็กล้าหาญห้าวหาญด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าหากกล่าวเฉพาะ "ความเก่งกล้าในเชิงยุทธ์" แล้ว เล่าเติ้งเป็นที่หนึ่ง อุโมงค์สามสาย คนหนึ่งร้อยห้าสิบ เขาเป็นผู้แรกที่ฆ่าฝ่าออกมา
ราตรีกำลังดึกสงัด
ใต้กำแพงเมือง ทัพข้าศึกกับทัพเราต่างปะทะกันอยู่อย่างดุเดือด
เหล่าไพร่โพกผ้าเหลืองหารู้ไม่ว่าจะมีคนผุดขึ้นจากใต้พื้นดินมาในทันใด กำลังตะลึงงันอยู่นั้น พื้นดินอีกผืนหนึ่งก็ทรุดยุบลง ติดตามมา พื้นดินผืนที่สามก็ทรุดยุบลงอีก
ผู้ที่ออกมาเป็นคนแรกจากอุโมงค์สายที่สองคือสวี่จ้ง ผู้ที่ออกมาเป็นคนแรกจากอุโมงค์สายที่สามคือเจียงฉิน
ติดตามอยู่เบื้องหลังคนทั้งสอง เกาซู่ พี่น้องตระกูลซู พี่น้องตระกูลเกา เป็นต้น ก็พุ่งทะลักออกมาทีละคน ๆ
…
บนเชิงเทินกำแพงเมือง
ซีจื้อไฉกับซุนฮิวต่างถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน
ดังคำโบราณว่าไว้ "การทั้งปวงยากแต่เริ่มต้น" การออกตีทางอุโมงค์ยิ่งเป็นเช่นนั้น ปากอุโมงค์ไม่ได้กว้าง คราวหนึ่งให้คนเข้าออกได้แต่ผู้เดียว หากเคลื่อนไหวช้าไปสักนิด เปิดช่องให้ไพร่โพกผ้าเหลืองตั้งตัวรู้สึกทันได้ ก็มีหวังจะถูกอุดปากอุโมงค์เสีย เมื่อถูกอุดปากแล้ว คนข้างในก็ออกมาไม่ได้ อุโมงค์นี้ก็เป็นอันใช้การไม่ได้ไปด้วย อุโมงค์ใช้การไม่ได้ยังเป็นเรื่องเบา ที่หนักกว่าคือคนในอุโมงค์เหล่านี้อาจรอดชีวิตไม่ได้สักคนเดียว
ยามนี้ราตรีดึกสงัด เหล่าไพร่โพกผ้าเหลืองนอกกำแพงเมืองเกาะกายปีนกำแพงดั่งฝูงมด ฝ่ายซุนเจินกำลังตีกลองอยู่บนเชิงเทิน ไม่อาจแบ่งใจไปทางอื่น ไม่อาจมองเห็นความเป็นไปภายนอกได้ ตีกลองพลาง ตวาดถามเสียงดังพลางว่า "เป็นไฉน"
ซีจื้อไฉหัวเราะตอบว่า "'จั้วเถี่ยซื่อ (นั่งห้องเหล็ก)' กับ 'ปี้มู่ฮู่ (บังบานไม้)' ออกจากปากอุโมงค์แล้ว!"
"จั้วเถี่ยซื่อ (นั่งห้องเหล็ก)" เป็นสมญาเหม็น ๆ ของเล่าเติ้ง "ปี้มู่ฮู่ (บังบานไม้)" เป็นสมญาของสวี่จ้ง ครั้นได้ยินว่าคนทั้งสองออกจากปากอุโมงค์มาได้โดยสะดวก ซุนเจินก็ดีใจยิ่งนัก นึกในใจว่า "อาเติ้งห้าวหาญเก่งกล้า จวินชิงดุดันว่องไว มีคนทั้งสองออกไปก่อน บรรดาปินเค่อในอุโมงค์ก็คงไม่มีผู้ใดต้านทานได้แล้ว!"
…
เล่าเติ้ง สวี่จ้ง เกาซู่ เป็นต้น เมื่อออกมาแล้ว ไม่ได้รีบพุ่งออกไปข้างนอกก่อน หากแต่ยึดตามแผนที่กำหนดไว้ คอยรักษาอยู่ที่ปากอุโมงค์ เพื่อกำบังให้บรรดาปินเค่อในอุโมงค์ออกมา หนึ่งอุโมงค์มีห้าสิบคน คนเหล่านี้ล้วนตัวคล่องว่องไว ไม่ช้านานก็ออกมาได้โดยสะดวกครบทุกคน
เมื่อออกมาครบหมดแล้ว ก็จัดเป็นแถวละห้าคน แนวลึกสิบคน ประกอบขึ้นเป็นกระบวนกลรูปสี่เหลี่ยม
ด้วยเหตุที่ครั้นออกจากปากอุโมงค์มาแล้วก็ต้องเข้าประจัญตัวต่อตัวในทันที จึงไม่ต้องใช้อาวุธยาว ปินเค่อหนึ่งร้อยห้าสิบคนล้วนถืออาวุธสั้น ประกอบกันขึ้นเป็นกระบวนกลรูปสี่เหลี่ยมสามกระบวน
สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน สามคนนำหน้า ตีไพร่โพกผ้าเหลืองที่กระจัดกระจายอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเพิ่งจะตั้งตัวรู้สึกทันและพยายามจะเข้าล้อมพวกเขา ให้ถอยร่นไป แล้วก็ดั่งเสือดาวสามตัว พุ่งทะยานเข้าไปกลางกองใหญ่ของทัพโพกผ้าเหลืองที่กำลังเข้าตีเมือง
ปากทางออกของอุโมงค์ทั้งสามสายนี้ ซีจื้อไฉเป็นผู้เลือก เลือกได้แยบยลยิ่งนัก
ประการแรก ปากทางออกทั้งสามแห่งนี้ล้วนอยู่ในเขต "อับสายตา" ของทัพโพกผ้าเหลืองที่กำลังเข้าตีเมือง ไพร่โพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ปากทางออกมีไม่มาก การนี้จึงทำให้สวี่จ้งเป็นต้นออกจากอุโมงค์มาได้โดยสะดวก
ประการที่สอง ปากทางออกสองข้างสุดของทั้งสามแห่งนี้ค่อนข้างล้ำไปข้างหน้า ส่วนแห่งกลางค่อนข้างถอยร่นไปข้างหลัง ปากทางออกทั้งสามจึงก่อรูปเป็นสามเหลี่ยมพอดี แต่ละคู่ต่อกันเป็นทำนอง "ยันเชิงกระหวัดเขา (จี่เจี่ยว)"(1) การนี้จึงทำให้พวกเขาคอยรับช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อีก
…
ใจของทัพโพกผ้าเหลืองทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่การเข้าตีเมือง อยู่ ๆ ก็มีศัตรูกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากกลางใจกลางท้องตัวเอง การนี้ก็นับว่าทำให้พวกมันลนลานวุ่นวายมากพออยู่แล้ว ที่ซ้ำเติมให้หนักขึ้นไปอีกคือบัดนี้ยังเป็นยามค่ำคืน ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ คนเหล่านี้ที่ออกมาบนหน้าผากยังพันผ้าเหลืองไว้อีกด้วย
"พันผ้าเหลืองที่หน้าผาก" นี่เป็นความคิดของซุนฮิว
ลองนึกภาพดู ใต้ราตรีอันมืดมิด อยู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งแต่งกายคล้ายกับทัพตนพุ่งเข้ามากลางกองใหญ่ของทัพตน แรก ๆ ยังพอดี บางทีอาจยังแยกแยะมิตรศัตรูออก แต่พอพวกเขาพุ่งเข้ามาแล้ว พอพวกเขาทำให้ทัพตนปั่นป่วนแล้ว ก็มีแต่ความอลหม่านไปทั่ว ใครเล่าจะยังแยกแยะออกได้ชัดเจน แม้มีคบเพลิงก็ช่วยอะไรไม่ได้
ทัพโพกผ้าเหลืองมีหลายหมื่นคน มาจากอำเภอกว่าสิบ ตำบลกว่าร้อยต่างถิ่นต่างที่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักกันทั่ว ส่วนบรรดาปินเค่อใต้บังคับซุนเจินเหล่านี้ มีรวมกันเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบคน อีกทั้งคลุกคลีรู้จักกันสนิทมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ข้าศึกอยู่ที่แจ้ง เราอยู่ที่ลับ
ก็ด้วยเหตุผลเหล่านี้นี่เอง ความคืบหน้าของศึกจึงราบรื่นเกินกว่าที่ซุนเจินเป็นต้นคาดคิดไว้ ผลแห่งการศึกก็เกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้เป็นอันมากด้วย
…
สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน เกาซู่ เป็นต้น เพียงพุ่งทะยานเข้าไปไม่กี่เที่ยว ไพร่โพกผ้าเหลืองใต้กำแพงเมืองก็ตกอยู่ในความหวาดผวาอย่างลึกซึ้ง ร้องตวาดโหวกเหวก ทิ้งหมวกเกราะถอดเกราะ ทิ้งหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(2) ทิ้งฉวงมู่ (ไม้กระทุ้ง)(3) เป็นต้น แล้วแตกหนีกรูกันออกไปนอกคูเมือง
ส่วนพวกที่อยู่บนหยุนทรี เห็นว่าความเป็นไปใต้กำแพงผิดท่าแล้ว ก็พลันลนลานไปด้วย ไม่อาจห่วงพะวงเชิงเทินได้อีก คนที่ใจมั่นคงหน่อยก็ยังรู้จักไต่ลงตามหยุนทรี ส่วนคนที่ใจหมดสติเกรงว่าจะตกอยู่ข้างหลังหนีมิทัน ก็กระโจนลงมาจากหยุนทรีตรง ๆ เสียเลย
หยุนทรีนั้นสูงหลายจั้ง คนที่อยู่สูงหน่อยยังพอทำเนา กระโจนลงมาอาจตกตายคาที่ ส่วนคนที่อยู่ในตำแหน่งต่ำหน่อย กระโจนลงมาไม่ตาย แต่กลับมือหักขาหัก ร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน เสียงครวญครางทุกข์ทรมานเพียงนี้ เมื่อปะปนเข้ากับฉากหลังการแตกหนีทั้งกระบวนของทัพโพกผ้าเหลือง ก็เปรียบดั่งก้อนกรวดเม็ดเล็ก ๆ ที่ถูกโยนลงน้ำ ไม่ช้าก็เลือนหายไปจนไม่ได้ยินอีก
…
บนเชิงเทินกำแพงเมือง
จงฮิว กุยโต๋ เป็นต้น ยินดีปรีดาจนแทบคลั่ง
ก่อนที่สวี่จ้งเป็นต้นจะลงอุโมงค์ ซุนเจินยังกำชับพวกเขาไว้ สั่งให้คอยสังเกตทิศทางการชูธงดำธงแดงบนเชิงเทินอยู่ทุกขณะ เพื่อใช้กำหนดทิศทางการเข้าจู่โจมของพวกเขา ไม่นึกเลยว่า บัดนี้ธงดำธงแดงยังไม่ทันขยับ สวี่จ้งเป็นต้นออกจากอุโมงค์มายังไม่ทันถึงหนึ่งเค่อ (ครู่หนึ่ง) ทัพโพกผ้าเหลืองกลับปั่นป่วนเสียแล้ว!
ซุนฮิวคว้าเสื้อเกราะของซุนเจินไว้ ร้องเรียกว่า "เจินจือ เจินจือ!"
ใต้กำแพง ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายพันต่างร้องตวาดโหวกเหวกอลหม่าน แตกพ่ายหนีกระจัดกระจาย บนกำแพง ทหารรักษาเมืองเกือบพันคน เมื่อตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก็พากันโห่ร้องด้วยความยินดี เอาอาวุธเคาะเกราะเคาะโล่ เสียงทั้งสองข้างประสานรวมเป็นแห่งเดียว ดังกึกก้องยิ่งนัก ซุนเจินไม่ได้ยินถนัดว่าซุนฮิวพูดสิ่งใด หันหน้ามา เห็นแต่ริมฝีปากของเขาเปิดปิดอย่างรวดเร็ว จึงหยุดตีกลอง ตวาดถามเสียงดังว่า "ท่านว่ากระไรนะ"
ซุนฮิวเอาปากจ่อชิดหูซุนเจิน กล่าวเสียงดังว่า "ข้าว่า ไพร่กบฏปั่นป่วนแล้ว! เจินจือ ท่านจงเร่งจัดทัพม้า นำคนฆ่าฝ่าออกไปจากในเมือง ถือชัยไล่ตี ย่อมได้ชัยใหญ่เป็นแน่ การคลายวงล้อมเมืองเอี้ยงเต๊ก อันเป็นการที่ชายชาตรีจักมีชื่อกระเดื่องไกลหมื่นลี้ ก็อยู่ในคืนนี้แล้ว!"
ซุนเจินทิ้งไม้กลอง ละจากกลองศึก ก้มกายลงมองดูใต้กำแพง
ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายพันในคูเมืองเบียดเสียดกันหนีไปริมคู เหนือคูมีแต่สะพานทุ่น(4) เพียงไม่กี่สะพาน สะพานน้อยคนมาก พวกที่อยู่ข้างหลังคอยไม่ไหวก็ดันผลักไปข้างหน้า พวกที่อยู่ข้างหน้ายืนไม่มั่นก็พลัดตกลงในคู ถึงกับมีการประจัญด้วยอาวุธ วิวาทตะลุมบอนกันเพื่อแย่งสะพานทุ่นสะพานเดียว
ท่ามกลางความอลหม่านยุ่งเหยิงนี้ มีกองทหารน้อยสามกองพุ่งฆ่าไปมาอยู่ในนั้น
ซุนเจินมองเห็นถนัด หากไม่ใช่สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ เป็นต้นแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า
เกาซู่ฆ่าจนได้ใจ พาปินเค่อในสังกัดตนสองสามคนพุ่งทะยานอยู่หน้าสุด ไม่รู้ว่าเมื่อใด หมวกเกราะของเขาก็หลุดหายไป ในการรบอันดุเดือดมวยผมก็กระจุยกระจาย ผมหลายเส้นแนบติดอยู่บนใบหน้า มือถือดาบหวนโฉ่ว(5) ห้าวหาญไม่มีถอย ตวาดสังหารคำรามลั่น
ซีจื้อไฉ จงฮิว กุยโต๋ เป็นต้น ต่างไม่คุ้นเคยกับเกาซู่ สองคราวก่อนที่ซุนเจินนำคนออกเมืองก็ไม่ได้พาเกาซู่ไป ความห้าวหาญของสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เป็นต้นนั้น พวกเขาได้เห็นได้รู้กับตามาแล้ว ยามนี้เห็นว่าเกาซู่ก็เก่งกล้าห้าวหาญถึงเพียงนี้ ก็ไม่มีผู้ใดไม่แปลกใจ
จงฮิวหัวเราะกล่าวว่า "เจินจือ ใต้บังคับท่านมียอดนักรบมากมายถึงเพียงนี้ ช่างน่าอิจฉาแท้"
สิ้นเสียงคำพูดของเขา เกาซู่ก็ฆ่าไพร่โพกผ้าเหลืองที่กำลังหนีล้มคว่ำลงจากด้านหลังพอดี
ไพร่ผู้นี้มือถือคบเพลิง คบตกลงบนพื้น ส่องสว่างขึ้นบนใบหน้าด้านข้างของเกาซู่ บนหน้าของเขาเปื้อนเลือดไม่น้อย มองสีหน้าไม่ออก แต่เขากำลังตะโกนเสียงดังว่าอะไรอยู่พอดี ดูจากรูปปากแล้ว คล้ายเป็นคำว่า "สะใจจริง"
ซุนเจินอดหัวเราะออกมาเงียบ ๆ ไม่ได้
คนกับคนนิสัยต่างกัน สวี่จ้งยามฆ่าศัตรูมักนิ่งเงียบไม่ปริปาก ส่วนเล่าเติ้งนั้นหน้าตาดุร้าย ฆ่าคนคำรามคึกคะนอง เจียงฉินค่อนข้างมีเล่ห์เพทุบาย ยามฆ่าศัตรูก็ระมัดระวังยิ่งนัก คอยสอดส่ายดูรอบทิศ ไม่บุกพรวดพราด ส่วนเกาซู่ผู้นี้กลับเอาแต่บุกเอาแต่ฟันท่าเดียว มุ่งเพียง "ความสะใจสาแก่ใจ"
…
ซีจื้อไฉชี้มือไปนอกคูเมือง กล่าวแก่ซุนเจินว่า "ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายพันในคูไม่พอเป็นห่วงแล้ว เจินจือ ท่านจะถือชัยตีทัพหลวงของโพกผ้าเหลืองที่อยู่นอกคูให้แตกได้อย่างไร"
ไพร่โพกผ้าเหลืองในคูปั่นป่วนเป็นกลุ่มก้อน สำหรับฝ่ายในเมืองแล้ว การณ์เป็นไปด้วยดีไปทั้งกระบวน การจะฉวยโอกาสออกเมืองเข้าตี ขยายผลแห่งการศึกย่อมเป็นเรื่องที่ต้องทำแน่ ทว่าปัญหาอยู่ที่ทัพหลวงของโพกผ้าเหลืองนอกคูยังมีหลายหมื่น จะตีอย่างไรจึงจะรวมกำลังตีให้แตกพ่ายไปทั้งหมดในคราวเดียวได้
ซุนเจินทอดสายตามองออกไปไกลนอกคู
…
นอกคู ณ ที่ซึ่งปอไซอยู่
แลเห็นได้ว่า ปอไซดูเหมือนกำลังเคลื่อนพลโพกผ้าเหลืองนอกคู เร่งรัดให้พวกมันขึ้นมาข้างหน้า เห็นจะเป็นด้วยคิดจะข้ามคูมาช่วย
แต่จนใจที่สะพานเหนือคูมีน้อย ไพร่โพกผ้าเหลืองในคูได้ยึดสะพานทุ่นไว้จนเต็มแล้ว ทัพหนุนนอกคูจึงไม่มีที่เหยียบยืนได้เลย ทัพหนุนนอกคูถึงกับเข้าใกล้ไม่ได้
ที่ไกลออกไปอีก แม้ด้วยเหตุที่ราตรีมืดสลัวมองไม่ถนัด แต่ก็พอเห็นรำไรว่า ค่ายของทัพโพกผ้าเหลืองเกิดความปั่นป่วนเป็นระลอก ๆ
…
ซุนเจินมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็มีแผนแน่วแน่แล้ว จึงออกคำสั่งว่า "ส่งคำสั่งไป ธงแดงชี้ไปทางตะวันตก ธงดำชี้ไปทางตะวันตก"
ครั้นได้ยินคำสั่งของเขานี้ ซุนฮิวกับซีจื้อไฉต่างหัวเราะกล่าวพร้อมกันว่า "คืนนี้ปอไซต้องพ่ายแล้ว!"
มุ่งไปทางตะวันตก ก็คือมุ่งไปทางกำแพงเมือง
จุดประสงค์ที่ซุนเจินออกคำสั่งนี้เห็นได้ชัด ก็คือต้องการให้สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ เป็นต้น ไล่ต้อนไพร่โพกผ้าเหลืองในคูให้ข้ามคูไป เพื่อใช้การนี้ทำให้ทัพหลวงของโพกผ้าเหลืองนอกคูปั่นป่วน ครั้นปั่นป่วนแล้วจึงค่อยนำคนออกเมืองเข้าตีฉวยโอกาส ทัพโพกผ้าเหลืองเป็นพวกระดมมั่ว ไร้กฎทหารบังคับ ยามไม่ปั่นป่วนก็ยังพอตีได้ ขอเพียงปั่นป่วนเมื่อใด คนมากเพียงไรก็เป็นดั่งเนื้อบนเขียง
…
ไพร่โพกผ้าเหลืองหลายพันในคู ต่างเหยียบย่ำกันเอง บ้างหนีตายจากบนสะพาน บ้างที่ว่ายน้ำเป็นก็หนีตายลงในคู ที่หนีไปถึงฝั่งตรงข้ามมีราวสองพันคน
สองพันคนนั้น มุดหัวหนีอย่างไม่คิดชีวิต พลันก็ทำให้แนวทหารด่านหน้าที่ปอไซจัดวางไว้ริมฝั่งแตกกระเจิง ปอไซเองก็มองออกว่าผิดท่า ครั้นพยายามช่วยฝั่งตรงข้ามไม่สำเร็จ ก็ตัดสินใจเฉียบขาดออกคำสั่งทัพ สั่งว่า "ผู้ใดหนีข้ามคูมา ทำให้แถวข้าปั่นป่วน ฆ่าเสีย" แต่จนใจที่คนใต้บังคับของเขาไม่ใช่ทหารเอกผ่านศึกร้อยครั้ง พอเผชิญหน้า "พี่น้องร่วมเสื้อแขนของตน" ซึ่งเป็นสานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงด้วยกัน หลายคนก็ลงมือไม่ได้
แนวทหารด่านหน้าถูกตีแตกกระเจิง ติดตามมา แนวสอง แนวสามก็ถูกตีแตกกระเจิงไปจนหมดสิ้น
มองจากเชิงเทินกำแพงเมืองออกไปไกล ใต้แสงราตรี ในที่ราบในท้องนานอกเมืองหลายสิบลี้ ล้วนเต็มไปด้วยทัพโพกผ้าเหลืองที่ปั่นป่วนเป็นโจ๊กไปทั้งหม้อ
ซุนเจินจัดเสื้อเกราะให้เรียบร้อย สวมหมวกเกราะ ปิดบังหน้า เหน็บดาบหวนโฉ่วให้เข้าที่ ยื่นมือรับทวนยาวที่เฉิงเยี่ยนส่งมาให้ แล้วทำความเคารพอย่างทหารต่อซีจื้อไฉ ซุนฮิว จงฮิว กุยโต๋ เป็นต้น กล่าวว่า "ขอเชิญท่านทั้งหลายอยู่บนเชิงเทิน ชมข้าตีไพร่กบฏ"
…
ที่ช่องเชิงเทินช่องหนึ่งซึ่งห่างจากที่ซุนเจินเป็นต้นอยู่ไม่ไกล มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเขย่งปลายเท้า หมอบอยู่บนช่องเชิงเทิน เบิ่งตาค้างมองออกไปนอกเมือง พึมพำกับตัวเองว่า "อุโมงค์มีประโยชน์มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
เขาเห็นซุนเจินสวมเกราะเรียบร้อยลงจากกำแพง ก็รีบคว้ากระบี่ยาวที่วางไว้ข้างกายขึ้นมา ร้องเรียกเพื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ วิ่งกรูกันไปอย่างรวดเร็ว ร้องว่า "ท่านซุน ท่านซุน! พาข้าพเจ้าทั้งหลายไปด้วยเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะออกเมืองไปฆ่าไพร่กบฏด้วย"
ซุนเจินหยุดฝีเท้า หันหน้าไปมอง เด็กหนุ่มผู้นี้กลับเป็นชีฮก เฉิงเยี่ยนก็ยังจำเขาได้ หัวเราะลั่นกล่าวว่า "เจ้า 'เด็กแคระ' นี่ ตัวเจ้ายังไม่ยาวเท่ากระบี่ ก็ยังจะมาร้องว่าจะฆ่าไพร่กบฏอีกหรือ"
ชีฮกโกรธกล่าวว่า "แต่ก่อนเซี่ยงทั่วอายุเจ็ดขวบยังเป็นอาจารย์ของขงจื๊อ กานหลัวอายุสิบสองได้เป็นซ่างชิงแห่งฉิน(6) ข้าอายุน้อยแล้วทำไมเล่า ข้าก็มีใจตอบแทนคุณราชวงศ์ฮั่น มีปณิธานจะฆ่าไพร่กบฏในสนามรบเช่นกัน เจ้าหากดูถูกข้า มาเถิด มาเถิด ลองชิมกระบี่เจ็ดฉื่อ(7) ในมือข้าดูสักหน่อย"
ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ
หากเป็นเด็กธรรมดาทั่วไป เขาอาจให้กำลังใจสักสองสามคำ หรืออาจหัวเราะดุสักสองสามคำ แต่กับชีฮกแล้ว เขาเห็นดีงามมาก่อน จึงมองด้วยสายตายกย่องเป็นพิเศษ เวลานี้จึงเอาท่าทีอย่างสนทนากับคนวัยเดียวกันออกมา ทำหน้าเอาจริง กล่าวว่า "เจ้ามีปณิธานเช่นนี้ดีนัก ทว่าคืนนี้การฆ่าไพร่กบฏต้องอาศัยทหารม้าเป็นหลัก เจ้าขี่ม้าเป็นหรือ"
ชีฮกชะงักไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้าด้วยความท้อแท้
"ถ้าเช่นนั้นก็จงไปหัดขี่ม้าให้เป็นเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"
…
ทัพที่จะออกเมืองได้เตรียมพร้อมเสร็จสรรพมาแต่ก่อนแล้ว
บรรดาปินเค่อใต้บังคับซุนเจินอยู่หน้าสุด ที่เหลืออยู่ข้างหลัง รวมกันได้หนึ่งพันห้าร้อยคน รวบรวมม้าทั้งเมืองมา ผู้ที่ขี่ม้าได้มีราวหกร้อยกว่าคน ที่เหลือเป็นทหารราบ
ประตูเมืองเปิดออก ซุนเจินควบม้านำหน้าเป็นที่หนึ่ง
——
## เชิงอรรถ
(1) ยันเชิงกระหวัดเขา (จี่เจี่ยว) คือกลศึกที่จัดกำลังสองฝ่ายให้ค้ำยันกระหวัดกันดั่งเขาสัตว์ คอยรับช่วยซึ่งกันและกัน ข้าศึกบุกด้านหนึ่ง อีกด้านก็เข้าโอบตีขนาบ
(2) หยุนทรี คือบันไดปีนกำแพงเมือง เป็นอุปกรณ์โจมตีเมือง
(3) ฉวงมู่ คือไม้ท่อนใหญ่ใช้กระทุ้งประตูเมืองหรือกำแพงให้พัง เป็นอุปกรณ์โจมตีเมือง
(4) สะพานทุ่น คือสะพานที่ลอยอยู่บนทุ่นเรือหรือทุ่นไม้ พาดข้ามคูเมืองหรือลำน้ำ ใช้ในการเข้าตีเมือง
(5) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบคมเดียวด้ามมีห่วงกลม อาวุธทหารยุคฮั่น
(6) ซ่างชิง คือบรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูงของรัฐยุคโบราณ เซี่ยงทั่วเป็นเด็กอัจฉริยะที่ขงจื๊อนับถือเป็นอาจารย์ ส่วนกานหลัวเป็นยอดเยาวชนแห่งรัฐฉิน อายุสิบสองปีได้รับแต่งตั้งเป็นซ่างชิง ทั้งสองเป็นแบบอย่างของผู้มีปัญญาแม้อายุยังน้อย
(7) ฉื่อ คือหน่วยวัดความยาวยุคฮั่น หนึ่งฉื่อราว 23 เซนติเมตร เจ็ดฉื่อจึงราวเมตรครึ่งเศษ