ทันใดนั้น ด้านนอกค่ายซุนเจินก็มีทหารซุ่มหลายสายพุ่งออกมาในเวลาไม่รู้ตัว นำโดยแม่ทัพผู้กล้าหาญหลายนาย กำลังล้อมกองทหารราบและม้าของเหอจีไว้ใจกลาง พร้อมเปล่งเสียงร้องรบเข้าโจมตี
นายกองและสุมาแห่งทัพตั๋งสองคนที่เพิ่งหนีออกจากค่ายซุนเจินได้ตั้งสติ แล้วเพ่งพินิศดู ก็เห็นว่ากองทหารราบและม้าของซุนที่กำลังล้อมเข่นฆ่าทหารของเหอจีนั้นมีอยู่สามสาย
สองสายทางขวา หนึ่งสายทางซ้าย
ผู้นำทั้งสองนายทางซ้าย นายหนึ่งแขนยาวดั่งวานรยิงธนูแม่นยำ อีกนายสวมเกราะร่ายรำทวน
ผู้นำทั้งสามนายทางขวา ผู้ที่อยู่ตรงกลางมีรูปร่างเตี้ยเล็กแต่กลับพุ่งทะยานอยู่หน้าสุด กวัดแกว่งกระบี่โค้งฟันผ่าฟาด ไร้ผู้ใดต้านทานได้ พละกำลังดุจเปลวเพลิง ผู้ที่ขวางล้วนแตกกระเจิง ส่วนสองนายที่ตามหลังมา นายหนึ่งกระโจนม้าชูทวน เป็นนายทหารม้า อีกนายดำเนินเท้า ถือกระบี่หนักชี้สั่งพลเข้าตี เป็นนายทหารราบ
คนทั้งสองไม่รู้ว่า ห้านายนี้คือแม่ทัพชั้นนำห้าคนภายใต้บังคับบัญชาของซุนเกี๊ยนและซุนเจิน
สองคนทางซ้ายเป็นคนของซุนเกี๊ยน นายหนึ่งคือฮันต๋ง อีกนายคือหองกาย ส่วนสามคนทางขวาเป็นคนใต้บังคับบัญชาของซุนเจิน ผู้ที่ตัวเล็กแต่บุกสังหารได้รวดเร็วที่สุดตรงกลางคืองักจิ้น ผู้ที่ขี่ม้าชูทวนคือเตียวหุย ผู้ที่ดำเนินเท้าชี้สั่งพลเข้าโจมตีจุดอ่อนของกองเหอจีอย่างหนักคือเฉินอู่
ห้าคนนี้ หากเลือกมาสักคนเดียว ก็สามารถทำให้เหอจีแตกกระเจิงขี้แตกขี้แตนในศึกสนามได้ แล้วนี่ทั้งห้าคนบุกเข้าตีกองทัพพร้อมกันเล่า?
เหอจีจะทานทนได้อย่างไร! จึงถอยร่นเป็นระยะๆ
โชคดีที่เหอจีผ่านศึกมานาน พอจะมีประสบการณ์บังคับบัญชาทัพอยู่บ้าง รู้กลยุทธ์ทางการศึกอยู่บ้าง มีระเบียบวินัยอยู่บ้าง จึงพอประคองกองกลางไว้ไม่ให้แตกกระจาย ทั้งสองปีกก็ไม่อาจใส่ใจแล้ว สั่งกองกลางให้ถอยหลัง หมายจะตีฝ่าวงล้อมหนีกลับค่ายตน
