การที่เล่าปี่กับซินอ้ายอาสาออกปฏิบัติภารกิจด้วยตนเอง เป็นเรื่องที่ซุนเจินคาดไม่ถึง
ปกติซินอ้ายเป็นคนสำมะเลเทเมา ไม่ยึดติดพิธีรีตอง คิดไม่ถึงว่าในยามคับขันเช่นนี้จะไม่ทำพลาดแม้แต่น้อย ทำให้ซุนเจินมองเขาด้วยสายตาเปลี่ยนไปทันที
ส่วนเล่าปี่นั้น แม้ซุนเจินจะไม่คิดว่าเขาจะอาสาช่วยแบ่งเบาความกังวลในฐานะขุนนางพลเรือนอย่างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประเมินกรมวัง แต่เมื่อลองตรองดูอย่างละเอียด เล่าปี่สามารถโดดเด่นขึ้นมาได้ท่ามกลางผู้กล้ามากมายในยุคปลายราชวงศ์ฮั่น ย่อมต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ สามารถยืนหยัดขึ้นมาในยามคับขันได้ มิฉะนั้นก็คงไม่ได้รับความโปรดปราน ดึงดูด และให้ความสำคัญจากเจ้าแผ่นดินมากมายเช่นนี้
ซุนเจินไม่ใคร่เต็มใจนักที่จะส่งซินอ้ายไปลาดตระเวนตามอำเภอ แม้การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่จะไม่ราบรื่นนัก การพบกันครั้งนั้นคือหลายปีก่อนที่บ้านของซุนฮก ครั้งนั้นซินอ้ายแสดงท่าที 'เสียมารยาท' ทว่าหลังจากได้ใกล้ชิดกันมามากมาย ซินอ้ายเริ่มเข้าใจเขาและเคารพนับถือเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเขาเองก็เข้าใจซินอ้ายและพึงใจในตัวซินอ้ายมากขึ้นตามลำดับ จึงไม่ต้องการให้ซินอ้ายไปปฏิบัติภารกิจที่เสี่ยงอันตรายสูงเช่นนี้ กระนั้นไหนเลยจะตอบรับแต่เล่าปี่แล้วปฏิเสธซินอ้ายได้ ลังเลครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า 'ตกลง! เรื่องลาดตระเวนในอำเภอข้ายกให้เหียนเต๊กกับอวี้หลาง เจ้าสองคนรับไป'
เล่าปี่อาสาตนเองและยืนหยัดขึ้นมา กวนอู เตียวหุย และขันยง ในฐานะมิตรสหายบริวารของเขาย่อมไม่อาจนั่งมองอยู่เฉย
ช่วงนี้กวนอูกับเตียวหุยอยู่ในค่ายร่วมฝึกทหารใหม่มาหลายวัน บัดนี้ก็อยู่ในกระโจมเช่นกัน ลุกพรวดขึ้นพร้อมกันกล่าวว่า 'กวนอู (เตียวหุย) ขอร่วมสนองงานท่านผู้คุม' ขันยงก็เป็นเสมียนประจำแผนกกงเฉา ยืนข้างกายเล่าปี่ จึงเอ่ยว่า 'เซี่ยนเหอขอน้อมรับคำสั่งเช่นกัน'
เมื่อเห็นความแข็งแกร่งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกวนอู เตียวหุย ขันยง และเล่าปี่ ซุนเจินก็อดเอ่ยปากชมมิได้ คิดในใจว่า 'แม้มิตรบริวารที่เหียนเต๊กพามายังเมืองเจ้ามีไม่มาก แต่เพียงกวนอู เตียวหุย และขันยงสามคนก็ประหนึ่งแทนกำลังได้เท่าคนสิบคนร้อยคน'
