กองทหารที่งักจิ้นบัญชาคือทหารเมืองเองฉวน ตามหลักควรอยู่ในบังคับบัญชาของซุนเกี๊ยนผู้เป็น 'เจ้าเมืองเองฉวน' แต่ซุนเกี๊ยนรู้ดีว่างักจิ้นภักดีต่อซุนเจินชนิดถวายชีวิต จึงไม่เอ่ยปากเรียกร้อง และงักจิ้นก็ย่อมไม่เสนอหน้าไปบอกซุนเจินว่าตนควรฟังคำสั่งทางทหารของซุนเกี๊ยน
ดังนั้น ภายในกองทัพของซุนเจินและซุนเกี๊ยนจึงเกิดสภาพ 'ผิดปรกติ' เช่นนี้ขึ้น คือทหารเมืองเองฉวนไม่ฟังคำสั่ง 'เจ้าเมืองของตน' แต่กลับเชื่อฟังคำสั่งของซุนเจิน
แต่ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แม้จะเป็นเช่นนี้ ทหารที่งักจิ้นคุมก็คือทหารเมืองเองฉวนทั้งสิ้น และตัวเขาเองแม้จะได้รับแต่งตั้งจากซุนเจินให้เป็น 'เสี่ยวเว่ย' หากนับตามตำแหน่งเดิมแล้วก็ยังสังกัดอยู่ในจวนเมืองเองฉวน ฉะนั้น เมื่อซุนเจินตัดสินใจให้งักจิ้นเป็นปีกขวาของกองบัญชาการ จึงมิได้ใช้วิธีออกคำสั่งโดยตรง แต่ใช้การ 'หารือขอความเห็น' เพื่อหยั่งฟังความคิดของซุนเกี๊ยน
ซุนเกี๊ยนย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง
ความสามารถทางการทหารของงักจิ้นนั้น ซุนเกี๊ยนอาจยังไม่รู้แจ้งนัก แต่อุปนิสัยหนักแน่นอาจหาญและเด็ดเดี่ยวของเขานั้น ซุนเกี๊ยนย่อมประจักษ์ดี ผู้มีอุปนิสัยเช่นนี้ล้วนไม่ใช่คนสามัญ ยิ่งไปกว่านั้นบรรดา 'ทหารเก๋า' ในกองกำลังเมืองเองฉวน คือทหาร 'ประจำเมืองแท้' กว่าสองพันนายที่งักจิ้นฝึกฝนมาตลอดหลายปีนี้ มีความสามารถเพียงใด ซุนเกี๊ยนก็เคยเห็นกับตามาแล้ว
ให้งักจิ้นและทหารเมืองเองฉวนส่วนของตนเป็นปีกขวาของกองบัญชาการซุนเจิน ซุนเจินก็วางใจ ซุนเกี๊ยนก็วางใจ
เมื่อกำหนดกองซ้าย กลาง ขวา ได้แล้ว กระบวนรบที่จะยกออกไปก็สมบูรณ์พร้อม
ซุนเจินเป็นแม่ทัพใหญ่ บัญชาการพลกองกลาง ซุนเกี๊ยนกับงักจิ้นต่างนำทหารฝีมือเยี่ยม แยกเป็นสองปีก
กองกลางเป็นทัพหลัก รับหน้าที่ตีกระหนาบ ควรมีกำลังพลมากหน่อย ซุนเจินคัดเลือกทหารราบและพลม้าจากกองกำลังของตนห้าพันนาย ล้วนเป็นยอดทหารกล้า นักรบเก่าที่ติดตามเขาแทบอยู่ในนี้ทั้งหมด ส่วนซุนเกี๊ยนกับงักจิ้นต่างคัดกำลังยอดฝีมือจากกองกำลังตนกองละสองพันนาย
ดังนี้ กำลังสามกองที่จะออกรบจึงรวมกันทั้งสิ้นเก้าพันนาย
