# ตอนที่ 274 — ซุนบุ๋นไท่บุกเดี่ยวทลายค่าย
ซุนเกี๊ยนกวัดแกว่งทวน รำกระบี่ เร่งม้านำพลบุกตะลุยเข้าใส่ค่ายกลพลของกบฏโพกผ้าเหลือง เห็นจะเป็นเพราะกำลังพลของเขาน้อยนัก มีเพียงพันเศษ คราวนี้เล่าผีจึงมิได้ออกรับศึกด้วยตนเอง หากให้ขุนพลกล้าคนสนิทสองนายนำพลทัพหน้าซึ่งเป็นพลเกราะสามพันออกต้านรับ
ซุนเจินยืนอยู่นอกประตูค่ายมองไม่ใคร่ถนัด จึงสั่งให้คนจูงม้ามา ขึ้นยืนบนหลังอาชา ทอดสายตาเพ่งมองไปแต่ไกล แลเห็นทัพหน้าของกบฏโพกผ้าเหลืองตั้งกระบวนเป็นค่ายกลสี่เหลี่ยมคล้ายกับของซุนเกี๊ยน อันที่จริงเมื่อสองทัพรบกัน กระบวนที่ใช้ได้ตามปรกติก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ค่ายกลสี่เหลี่ยมนับเป็นที่พบเห็นบ่อยที่สุด กระบวนสี่เหลี่ยมที่พลโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำตั้งขึ้นนี้ แม้มิเรียบร้อยเท่าของซุนเกี๊ยน แต่หากเทียบกับโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนแล้วก็ผิดกันราวฟ้ากับดิน ด้วยโพกผ้าเหลืองเองฉวนโดยพื้นแทบมิเคยตั้งกระบวนเลย ไม่ว่ายามรุกหรือรับล้วนกระจัดกระจายเป็นกระบวน "พลกระจาย" หลวม ๆ
จากข้อนี้ก็แลเห็นได้ว่ากำลังรบของโพกผ้าเหลืองยีหลำนั้นแข็งกว่าโพกผ้าเหลืองเองฉวน
ซุนเจินรำพึงในใจว่า "นี่คงเป็นเพราะพวกเขารบชนะติด ๆ กันมา ทั้งมีเวลาเหลือเฟือจัดระเบียบฝึกปรือกระบวนทัพนั่นเอง"
แม้จากใจกลางสมรภูมิทั้งสองฝ่ายจะห่างออกไปกว่าสามลี้ แต่เสียงทหารหลายพันในกระบวนทั้งสองฝ่ายวิ่งกรู เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน กลับได้ยินแจ่มชัดเข้าหู ซุนเจินก็เป็น "ขุนพลเก่า" ที่ผ่านศึกมานาน เฝ้ามองซุนเกี๊ยนรบกับโพกผ้าเหลืองยีหลำ แม้จะเป็นห่วงซุนเกี๊ยน แต่เพราะรู้ถึงความเหี้ยมหาญดุดันของซุนเกี๊ยน จึงมิสู้กระวนกระวายนัก ยังคงค่อนข้างผ่อนคลายอยู่
ซุนเกี๊ยนควบม้ากวัดแกว่งทวน เข้าประชิดอาวุธสั้นกับพลโพกผ้าเหลือง
แม้ในสมรภูมิทั้งสองฝ่ายรวมกันไม่ถึงห้าพันคน แต่คนห้าพันบุกตะลุยปะทะเข้าด้วยกัน ณ ที่เดียวก็ดูดั่งคนล้นภูเขาล้นทะเล
ซุนเจินทันแลเห็นแต่เพียงซุนเกี๊ยนขับม้ากวัดทวน สับพลโพกผ้าเหลืองหลายคนที่เข้ามาขวางให้กระเด็น แทงตายไป จากนั้นก็มองไม่เห็นเขาอีก เห็นเพียงวับเดียวดั่งเงาหงส์โผ เป็นแผ่นหลังของเขาที่ควบม้าทะยานเข้าไปในกระบวนโพกผ้าเหลือง แล้วในไม่ช้าแผ่นหลังนั้นก็ถูกพลโพกผ้าเหลืองกลบจมหายไป
โจเมา งอเก๋ง ฮันต๋ง เทียเภา บรรดาขุนพลที่ตามหลังซุนเกี๊ยน บ้างก็บัญชาพลส่วนหนึ่งติดตามเข้าไป บ้างก็นำทหารองครักษ์อารักขาอยู่ซ้ายขวาของเขา ต่างก็ทยอยกันเข้าไปในกระแสคลื่นพลโพกผ้าเหลือง ถูกกลบจมหายไปทีละคน ๆ
ในที่สุด สิ่งที่ซุนเจินมองเห็นได้ก็มีเพียงการห้ำหั่นของพลทั้งสองฝ่ายหลายพันคน พลหลายพันปะปนกันอยู่เป็นกลุ่มเดียว เนืองแน่นเต็มผืนแผ่นดินสมรภูมิระหว่างค่ายทั้งสอง สุดสายตาล้วนเป็นทวนพุ่งดาบฟัน เต็มสองหูล้วนเป็นเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน คนต่อคนต่อสู้ฟาดฟันสุดกำลัง เลือดกระเซ็นกระจายทั่ว
เตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว ต่างกลั้นใจมองอยู่แต่ไกล
เล่าเติ้งมองดูพลของซุนเกี๊ยนห้ำหั่นกับพลโพกผ้าเหลืองแล้วอดกลั้นมิได้ สองวันมานี้ทัพของซุนเจินมิได้ออกสมรภูมิ เขาจึงมีใจรบฮึกเหิมมาแต่นาน ฮึกห้าวกระหายศึก ขณะมองดูการห้ำหั่นของสองฝ่ายที่ห่างออกไปกว่าสามลี้ มือก็ถือจี่เหล็กคู่ นิ้วลูบไล้บนด้ามจี่เหล็ก ใจจดจ่อใคร่เข้าร่วมวงด้วย เขามองอยู่นาน ก็หาเงาของซุนเกี๊ยนกับพวกมิพบมานานแล้ว เห็นแต่ธงทัพของซุนเกี๊ยนในกระบวนโพกผ้าเหลืองค่อยรุกคืบหน้าไปอย่างมั่นคงและรวดเร็ว เขาแยกตัวจากแถวทัพของตน วิ่งเหยาะ ๆ มายังข้างม้าของซุนเจินตรงกลาง ร้องเรียกว่า "ท่านซุน! รบกันมาสองวันแล้ว พลโจรทานไม่ไหวแล้ว ซือหม่าซุนรุกคืบรวดเร็วยิ่งนัก พวกเราขึ้นไปด้วยเถิด? ด้วยความกล้าหาญของพวกเรา จักขยายชัยได้แน่ บางทีอาจตีพลโพกผ้าเหลืองเบื้องหน้านี้ให้แตกพ่ายราบ ฉวยโอกาสบุกเข้าค่ายได้ด้วยซ้ำ!"
ซุนเจินหันหน้ามาดุว่า "เบื้องหน้าสองฝ่ายประจัญกัน หน้าที่ของพวกเราคือคุมกระบวนหนุนหลัง การหนุนช่วยซือหม่าซุนนั้นมีกำลังหลักหมื่นคนข้างหน้าอยู่แล้ว มิถึงคราวพ่ายก็ยังไม่ถึงทีพวกเราออกรบ เจ้าเป็นถึงหัวหน้ากองหนึ่ง กลับละทิ้งหน้าที่ตามอำเภอใจ ละจากพลในกองของเจ้า วิ่งมาที่ข้า นี่มิใช่ครั้งแรกที่เจ้าละเมิดอาญาทัพของข้า อยากโดนเฆี่ยนอีกหรือ? รีบกลับไปเสีย"
เล่าเติ้งไม่เต็มใจนัก แต่คำสั่งของซุนเจินนั้นเขาเชื่อฟังโดยไม่มีเงื่อนไขมาแต่ไหนแต่ไร จึงหันกลับไปยังกองของตนด้วยความเซ็งเซา
ผู้ที่ร้อนรนใคร่ร่วมศึกมิได้มีแต่เล่าเติ้ง เมื่อมองดูพลของซุนเกี๊ยนรุกตะลุยตรงดิ่งเข้าไปแต่ไกล เตียนอุย ตันเต้า หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว ก็ล้วนคึกคักเป็นยิ่งนัก
เตียนอุยกับตันเต้าเป็นผู้มาทีหลัง จึงค่อนข้างเหนี่ยวรั้งตัว แม้อยากร่วมศึกก็อดกลั้นมิเอ่ย ส่วนหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวคุ้นเคยกับซุนเจินมานานแล้ว มิมีอะไรต้องเกรงใจ จั่วปั๋อโหวนิสัยหนักแน่นจึงยังพอทน แต่หยวนจงชิงร้อนรนทนมิได้ กล่าวว่า "ท่านซุน อาเติ้งพูดมีเหตุผล ท่านดูสิ ซือหม่าซุนประจัญกับพลโจรมาจนบัดนี้ยังไม่ถึงสองเค่อ ธงทัพของเขาก็รุกล้ำเข้าไปถึงกลางกระบวนโจรแล้ว อย่างมากอีกสองเค่อ เขาก็จักเจาะทะลุกระบวนโจรได้! เวลานี้แหละคือคราวที่ทัพเราควรเร่งรุก! ท่านซุน ออกคำสั่งเถิด พวกเราขึ้นไปด้วย ไปช่วยซือหม่าซุนตีพลโจรกลุ่มนี้ให้แหลกราบ แล้วฉวยชัยบุกเข้าค่ายโจร" เล่าเติ้งกับหยวนจงชิงติดตามซุนเจินรบมาหลายศึกเช่นนี้ ยามปรกติซุนเจินก็มักบรรยายพิชัยสงครามให้พวกเขาฟัง ยกตัวอย่างศึกในกาลก่อน จึงช่ำชองในการศึกยิ่งนัก เพียงแต่พวกเขายังแลเห็นได้ว่าเบื้องหน้าซุนเกี๊ยนกำลังได้เปรียบ เป็นคราวที่ทัพฮั่นควรรุกซ้ำขยายชัย แล้วซุนเจินจักมองไม่เห็นได้อย่างไร
ซุนเจินหันกลับมองขึ้นไปยังหอสังเกตการณ์ในค่าย ฮองฮูสงกับจูฮีบัดนี้กำลังเฝ้าดูศึกอยู่บนหอนั้น ฮองฮูสงกับจูฮีล้วนเป็นแม่ทัพชื่อก้องที่ผ่านสมรภูมิมายาวนาน ย่อมแลเห็นข้อนี้แน่ แต่ทั้งสองกลับมิได้ออกคำสั่งส่งกองหนุนขึ้นไป
ซุนเจินรำพึงในใจว่า "สองวันก่อนกำลังรบของพลโพกผ้าเหลืองแข็งแกร่งนัก รบพันตูกับทัพเราสองวัน ทัพเรามิได้เปรียบ แต่วันนี้กลับอ่อนปวกเปียกขึ้นมาทันใด ถึงกับให้บุ๋นไท่บุกล้ำเข้าไปหลายร้อยก้าวภายในครึ่งยาม จวนเจียนจะแตกพ่าย แม้บุ๋นไท่จะกล้าหาญ ก็ไม่ควรชนะได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ ในนี้อาจมีกลลวง!" เดิมทีเขาเฝ้าดูศึกอย่างค่อนข้างผ่อนคลาย แต่บัดนี้กลับอดมิได้ที่จะวิตกแทนซุนเกี๊ยน
ซุนเกี๊ยนอยู่กลางกระบวน ผู้อยู่ในเหตุย่อมหลงเหตุ หากมิทันสังเกตความผิดปรกติของทัพโพกผ้าเหลืองในวันนี้ ก็เห็นจะตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่ คิดมาถึงตรงนี้ ซุนเจินจึงสั่งว่า "จงแจ้งคำสั่ง ทุกกองเตรียมพร้อมเข้าศึก"
เหล่าทหารองครักษ์ไปแจ้งคำสั่งยังกองต่าง ๆ พลเดินเท้าและพลม้าต่างพากันตรวจอาวุธยุทโธปกรณ์ พลม้ายังต้องตรวจสภาพม้าศึกด้วย ชั่วครู่เสียงเกราะกระทบ เสียงม้าศึกร้องคำราม ก็ดังระงมขึ้นหน้าประตูค่าย ขณะนั้นเอง ซุนเจินแลเห็นว่า เห็นจะเป็นเพราะพลโพกผ้าเหลืองในกระบวนหลังเห็นทัพหน้าจวนจะพ่ายแพ้ จึงนั่งนิ่งอยู่มิได้ พอเกิดความปั่นป่วนขึ้นพักหนึ่งก็มีกองทหารม้ากองหนึ่งออกจากกระบวน กองพลกองนี้มีจำนวนไม่น้อย ราวพันคน เพียงแต่ระยะห่างไกลเกินไป จึงมองธงสัญญาณไม่ถนัด ในเวลาเดียวกัน กองทหารม้าห้าร้อยของงอป้าที่หยุดประจำอยู่ปีกหลังของทัพหน้าก็เกิดเคลื่อนไหวผิดปรกติขึ้นเช่นกัน
สายตาที่ซุนเจินเฝ้ามองสมรภูมิจ้องนิ่งวูบหนึ่ง รำพึงในใจว่า "ไม่ดีแล้ว!" รีบสั่งให้คนไปกราบเรียนฮองฮูสงกับจูฮีที่หอสังเกตการณ์ในค่ายว่า "เรียนแม่ทัพทั้งสอง ว่าข้าพเจ้าเห็นว่าโจรโพกผ้าเหลืองอาจจะใช้กลลวง ขอแม่ทัพทั้งสองออกคำสั่งให้พวกเรากับกำลังหลักหมื่นคนข้างหน้าออกตีในทันที ไปช่วยซือหม่าซุนกลับมา!" ทหารองครักษ์ผู้นั้นจึงไปแจ้งความขอคำสั่งบนหอสังเกตการณ์ในค่าย
ซุนเจินเฝ้ามองสมรภูมิต่อไป
ซุนเจินมองธงสัญญาณของกองทหารม้าพันคนที่ออกจากกระบวนนั้นไม่ถนัด แต่ซุนเกี๊ยนกลับมองเห็นแจ่มแจ้ง บนธงนี้เขียนอักษร "เล่า" ใต้ธงเป็นนายทหารขี่ม้าสวมหมวกเกราะคลุมเกราะ ถือทวนพกกระบี่ ดูจากเกราะ อาวุธ และม้าที่ขี่ มิใช่เล่าผีผู้ซึ่งนำพลออกจากค่ายมาประจัญกับทัพฮั่นด้วยตนเองเมื่อสองวันก่อนหรอกหรือ เขาดีใจสุดขีด
นับแต่เริ่มศึกมา ซุนเกี๊ยนเป็นหัวหอกของทัพทั้งทัพมาตลอด บุกฆ่าอยู่หน้าสุด พลโพกผ้าเหลืองแม้รบมิได้เรื่อง ก็เปลืองแรงเขาไปมากอยู่ เดิมทีเริ่มอ่อนล้าลงบ้างแล้ว แต่พอเห็นเล่าผีออกจากกระบวน กลับฮึดสู้ขึ้นใหม่ รวบรวมกำลัง หันหลังร้องตะโกนว่า "หัวหน้าโจรเล่าผีออกมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว! เต๊กเบ้า งอเก๋ง เจ้าสองคนนำพลคุมกระบวนหนุนหลังให้ข้า ฆ่าพลโพกผ้าเหลืองที่เหลือให้แตกกระจาย อาเมา หงีก๋ง เจ้าสองคนตามข้ามาฆ่าเล่าผีมันให้ได้!" แล้วฮึดสู้ใหม่ด้วยความกล้าหาญ สับพลโพกผ้าเหลืองที่ขวางหน้าให้กระเด็นแทงตายไปทีละคน ๆ มิพักสนใจว่าโจเมา ฮันต๋ง และพวกที่ตามหลังจะตามมาทันหรือไม่ มุ่งหน้าตะลุยไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ บุกตะลุยไปข้างหน้าท่าเดียว ดวงตาจ้องอยู่แต่ที่ธงทัพของเล่าผีและตัวเล่าผีเบื้องหน้า
ระยะระหว่างเขากับกองพลของเล่าผีนี้ใกล้เข้ามาทุกที ห้าสิบก้าว ยี่สิบก้าว สิบก้าว
เขารู้สึกเพียงว่ามือเบาวูบ เบื้องหน้าสว่างโพลงขึ้น ที่แท้คือฝ่าออกพ้นทัพหน้าของกบฏโพกผ้าเหลือง ทะลวงพ้นกระบวนมาได้ เบื้องหน้าก็คือเล่าผี เขาทั้งกายเปื้อนเลือดชุ่ม กระชับทวนตรงดิ่งไป เร่งเสียงไล่กระตุ้นให้ม้าควบเร็ว มุ่งเข้าจับเล่าผี เล่าผีเบื้องหน้าดูเหมือนมิได้คาดคิดว่าเขาจะฝ่าวงล้อมออกมาเร็วถึงเพียงนี้ จึงมิได้เข้าต่อกร หากกลับม้าหนีไป พลางหนีพลางร้องว่า "สกัดเขาไว้ สกัดเขาไว้!"
ซุนเกี๊ยนดั่งพยัคฆ์ลงเขา พลรอบกายเล่าผีแม้รับคำสั่งเล่าผีให้รุมล้อมเข้ามา ก็มิใช่คู่มือของเขา สกัดมิอยู่ ซุนเกี๊ยนตวาดร้องด้วยความกล้าหาญ กวัดทวนรบดุเดือด เร่งม้าควบเร็ว พลโพกผ้าเหลืองที่รุมเข้ามาแม้มิใช่คู่ต่อกรเขาแม้เพลงเดียว แต่เล่าผีกลับยิ่งห่างออกไปทุกที ทันใดได้ยินคนผู้หนึ่งตวาดร้องด้วยเสียงห้าวว่า "งอป้าอยู่ที่นี่!" เงยหน้าขึ้นมอง จึงตกใจรู้ตัวว่าตนเองได้จมลึกลงในวงล้อมข้าศึกเสียแล้ว
ไม่รู้แต่เมื่อใด เขาถูกพลเดินเท้าและพลม้าอย่างน้อยหลายร้อยรุมล้อมไว้ตรงกลาง
เล่าผีบ่ายม้ากลับ มองดูซุนเกี๊ยนที่รบพันตูอยู่กลางกระบวน ชี้ไปที่เขา หัวเราะลั่นกล่าวกับคนรอบข้างว่า "ข้าได้ยินมานานแล้วว่าโจรผู้นี้เก่งกล้าดุดัน ตีหักอำเภอต่าง ๆ ของอู๋ฝางข้าแตก ทั้งยังหักเอาผิงอวี๋ของข้าไป เลื่องชื่อว่าเป็นยอดฝีมือกล้าหาญอันดับหนึ่งของพวกโจรฮั่น ที่ปอไซแห่งเองฉวนพ่ายแพ้ ก็เพราะเขากับโจรอีกผู้หนึ่งชื่อซุนเจินตีกระบวนทัพปอไซแตกที่นอกเมืองอู่หยางก่อนนั่นเอง วันนี้ข้าเห็นเขานำพลออกศึกเพียงพันเศษ ก็รู้ทันทีว่าเป็นโอกาสดีเลิศที่จะฆ่าเขา ใช้เล่ห์เพทุบายเล็กน้อย วางอุบายนิดหน่อย ฮ่า ฮ่า ก็กักขังเจ้าโจรผู้นี้ไว้ได้สมใจ"
ซุนเกี๊ยนถูกพลเดินเท้าและพลม้าโพกผ้าเหลืองหลายร้อยรุมล้อม ดีที่เกราะของเขาประณีตเลิศ ส่วนสำคัญของม้าที่ขี่ก็คลุมเกราะไว้ ลูกธนูของพลโพกผ้าเหลืองทำอันตรายเขาได้ไม่มาก แต่หากจะฝ่าวงล้อมออกไป ลำพังตัวเขาคนเดียวก็มิอาจทำได้เป็นอันขาด เขาเพ่งมองเล่าผีแต่ไกล ตะโกนร้องว่า "เล่าผีเจ้าเด็ก กล้ามาประลองกับข้าหรือไม่?" เล่าผีหัวเราะลั่น เอ่ยดูแคลนต่อคนรอบข้างว่า "ความกล้าของชายฉกรรจ์ไร้สมอง!" เห็นเกราะซุนเกี๊ยนประณีต ลูกธนูทำร้ายยาก จึงสั่งงอป้าผู้คุมพลม้าล้อมซุนเกี๊ยนอยู่วงนอกว่า "นำพลกล้าเข้ากระบวนไปฆ่าเจ้าชายฉกรรจ์ไร้สมองผู้นี้เสีย!"
งอป้ายังมิทันเข้ากระบวน พลของซุนเกี๊ยนบางส่วนก็ฆ่าฝ่าออกมาจากทัพหน้า บุกถึงนอกวงล้อม ผู้ที่บุกอยู่หน้าสุดเป็นพลม้าเกราะดำสองนาย นายหนึ่งม้าแดง นายหนึ่งม้าดำ พลม้าม้าแดงใช้ทวนยาว พลม้าม้าดำใช้ธนูแข็ง ใกล้ก็สับด้วยทวน ไกลก็ยิงด้วยธนู สองคนประสานกันมิมีช่องว่าง พุ่งทะลวงไม่มีสิ่งใดต้านอยู่ กล้าหาญยิ่งนัก ชั่วพริบตาก็ฆ่าพลม้าเบาโพกผ้าเหลืองที่ล้อมอยู่วงนอกตายไปสี่ห้าคน
ยังมีอีกผู้หนึ่ง เกราะดำเช่นกัน ขี่ม้าเหลืองด่าง ใช้ทวนยาวเช่นกัน ตามติดหลังพลม้าสองนายนี้มา ตวาดร้องรบอย่างกล้าหาญ ก็มุ่งฆ่าฝ่าเข้ากระบวนอย่างไม่คิดชีวิต หมายจะช่วยซุนเกี๊ยนออกมา หลังพลม้าสามนายนี้ ยังมีพลม้าอีกยี่สิบเศษฆ่าตามมา ล้วนเป็นทหารองครักษ์ของซุนเกี๊ยน
เล่าผีจำพลม้าสามนายเบื้องหน้านี้มิได้ ที่แท้คือฮันต๋ง โจเมา และเทียเภานั่นเอง แม้จำสามคนนี้มิได้ ก็มิกระทบต่อการส่งคนไปล้อมพวกเขา เล่าผีสั่งว่า "สามโจรนี้กล้าหาญดุร้ายนัก ต้องเป็นขุนพลกล้าใต้บัญชาเจ้าโจรซุนแน่ จงไปล้อมฆ่าพวกมันเสียก่อน!"
งอป้ารับคำสั่ง แบ่งพลม้าร้อยเศษ แยกกำลังออกมาล้อมฆ่าฮันต๋ง โจเมา และเทียเภา
งอเก๋งก็แลเห็นซุนเกี๊ยนตกอยู่ในวงล้อม แม้ใคร่นำพลรุดไปช่วย ก็ถูกพลโพกผ้าเหลืองของทัพหน้ารุมล้อมไว้ พลโพกผ้าเหลืองพวกนี้เมื่อครู่รบมิทนแม้เพลงเดียว แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปดั่งเป็นคนละคน ดุร้ายมิกลัวตาย กล้าหาญเข้มแข็ง ตรึงพวกเขาไว้แน่นหนา งอเก๋งดวงตาแดงก่ำ ได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ เห็นซุนเกี๊ยนถูกข้าศึกรุมล้อม รบโดดเดี่ยวลำพัง เทียเภาและพลม้าทั้งหลายแม้รบสุดกำลัง ก็ถูกพลม้าของงอป้าตรึงไว้ เข้าใกล้มิได้ ช่วยเหลือมิได้ ตวาดร้องเสียงดัง ร้อนใจสุดประมาณ
ซุนเกี๊ยนเวลานี้ก็รู้แล้วว่าต้องกลของทัพโพกผ้าเหลือง เขาอยู่กลางวงล้อมพลโพกผ้าเหลืองหลายร้อย ที่ใกล้เป็นพลเดินเท้ารุมรบมิคิดชีวิต ที่ไกลเป็นพลม้าง้าวธนูยิงเกาทัณฑ์ มีพลม้าเก่งกล้ากระชับทวนขับม้าพุ่งเข้ามามิขาดสาย จ้องจะแทงเขาตกจากหลังม้าลงไปอย่างเหี้ยมโหด
ซุนเกี๊ยนแม้กล้าหาญ แม้สวมเกราะหนาทั้งกาย แต่ก็ยากจะต้านสี่มือ ไม่ทันครู่เดียว บนเกราะก็ถูกเกาทัณฑ์ปักไม่ต่ำกว่ายี่สิบดอก หนาแน่นเป็นพืดดั่งเม่นทั้งตัว ถูกพลโพกผ้าเหลืองใช้ทวน ดาบ กระบี่ ฟันเข้าหลายแห่ง บาดแผลพรุนเต็มตัว ม้าศึกก็ถูกพลโพกผ้าเหลืองโถมล้มฆ่าตาย เขาคุกเข่าครึ่งหนึ่งลงกับพื้น อาศัยม้าศึกที่ล้มตายเป็นเครื่องกำบัง ทิ้งทวนเปลี่ยนมาใช้กระบี่มือ รบเอาเป็นเอาตายกับพลโพกผ้าเหลืองที่โถมเข้ามาดั่งคลื่นซัด ไม่ช้านอกเท้าหน้ากายเขาก็มีศพพลโพกผ้าเหลืองล้มลงสิบเศษ แต่กลับมีพลโพกผ้าเหลืองโถมเข้ามามากขึ้นอีก
เขาคุกเข่าครึ่งกายอยู่ข้างม้า เหลือบสายตามองดู เห็นรอบกายล้วนเป็นข้าศึก มิเห็นพลของตนแม้สักคน
ธงทัพของเล่าผีโบกสะบัดพลิ้วไสวอยู่แต่ไกล ผ่านหัวพลโพกผ้าเหลืองที่หนาแน่นเป็นพืด เขาแลเห็นเล่าผีนั่งอยู่บนหลังม้า กำลังชี้ไม้ชี้มือมายังตัวเขาด้วยท่าทางลำพองใจกับคนรอบข้าง เขารบมาจนถึงเวลานี้ เรี่ยวแรงหมดสิ้นมานานแล้ว ทั้งบาดเจ็บหลายแห่ง แท้จริงสุดจะรบต่อไหวอีก เขามีนิสัยเด็ดเดี่ยวเหี้ยมหาญ มิยอมตกอยู่ใน "เงื้อมมือโจร" เป็นอันขาด จึงตะโกนลั่นว่า "ซุนเกี๊ยนแห่งแคว้นง่อพลีชีพเพื่อชาติบ้านเมือง ขอตายอยู่ ณ ที่นี้!" ฮึดเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย แทงพลโพกผ้าเหลืองที่โถมเข้ามาตายสองคน แล้วพาดกระบี่ขวางลำคอ จะปลงชีพตน
## เชิงอรรถ ไม่มีเชิงอรรถของผู้เขียนในตอนนี้