# ตอนที่ 219 — จะยินดีลงใต้หรือ?
ซุนเจิน ซุนฮิว และซีจื้อไฉสามคนก้าวเข้าสู่โถงประชุม แล้วขึ้นไปยังที่นั่งตามลำดับ
บรรดาขุนนางประจำมณฑล ทั้งอู่กวานเฉวียน(1) หานเลี่ยง, จวิ้นกงเฉา(2) จงฮิว, จู่ปู้(3) อ้องหลาน และคนอื่น ๆ มาถึงก่อนแล้ว ทั้งสามก้มกายคำนับบุนไท่โส่วแล้วก็นั่งประจำที่ตน
ด้วยใจหนักอยู่แน่วแน่ประการหนึ่ง ทั้งขุนนางผู้มีสิทธิ์ร่วมประชุมมณฑลยังมาไม่ครบ บุนไท่โส่วจึงนั่งอยู่เบื้องบน หลับตาพักกายนิ่งงัน ไม่ได้กล่าวประโยคใด
ท่านเงียบ บรรดาขุนนางผู้น้อยอย่างซุนเจินเป็นต้น ย่อมไม่อาจเอื้อมปากเปล่าความได้เช่นกัน
เวลายามค่ำลึก โถงประชุมยิ่งมืดทึบเยือกเย็น ลมยามค่ำพัดหวิว ใบต้นเฮว่ยในลาน(4)ไหวกรอบแกรบ บรรดาขุนนางมณฑลนั่งนิ่งสงัดเงียบ บรรยากาศในโถงประชุมหนักอึมครึมยิ่ง
อีกครู่ จี้หลี่(5)กุยโต๋, เจ๋าเฉาเฉวียน(6)ตู้อิ้ว, จวิ้นเฉิง(7)เฟ่ยช่าง และคนอื่น ๆ ก็ทยอยมาถึง
คนสุดท้ายที่มาถึงคือจวิ้นเฉิงเฟ่ยช่าง ครั้นได้ยินเสียงเฟ่ยช่างก้มกายคำนับ บุนไท่โส่วก็ลืมตาขึ้น ดูดังจะตื่นจากความงุนงง นั่งงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปทั้งซ้ายและขวาในโถงประชุมนานพอควร ดวงตาจึงรวบรวมสติได้ กล่าวขึ้นว่า "โอ้ โอ้ ท่านทั้งหลายมาพร้อมกันหมดแล้วหรือ?"
โถงประชุมมืดทึบ และในฐานะขุนนางผู้น้อยย่อมไม่อาจเพ่งมองบุนไท่โส่วอย่างเปิดเผยได้ ซุนเจินจึงไม่อาจเห็นสีหน้าท่านชัดถนัด หากแต่ได้ยินเสียงท่านอ่อนเปลี้ยกว่าคราวที่พบกันตอนกลางวันยิ่งนัก
"มืดอยู่เช่นนี้ ยังไม่ได้จุดเทียนอีกหรือ?"
เจ๋าเฉาเฉวียนตู้อิ้วซึ่งนั่งอยู่ท้ายสุดทางด้านซ้ายลุกขึ้น ย่างเท้าก้าวไปยังหน้าประตูโถงประชุม ตบมือเรียกนางกำนัลที่รออยู่บนเฉลียง แล้วสั่งว่า "จุดโคม"
บรรดาขาตั้งโคมสำริดปักอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโถงประชุม บนนั้นมีเทียน นางกำนัลสวมซาบูนสีเขียวเข้มหลายคนก้าวเข้ามาเป็นแถว จุดเทียนทีละเล่ม ครั้นแสงเทียนสว่างขึ้น ความมืดก็ถูกขับไล่ออกไป โถงประชุมสว่างไสวขึ้นทันที
บุนไท่โส่วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายคงทราบกันดีแล้วว่า เหตุใดในยามค่ำดึกเช่นนี้จึงเรียกท่านมา ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด ม้าใช้ที่ข้าแต่งออกไปนั้นกลับมาแล้ว"
เฟ่ยช่างนั่งอยู่ที่หัวแถวฝั่งขวา ก้องถามขึ้นว่า "กลับมาเท่าไร?"
...
บรรดาม้าใช้นั้นซุนเจินเป็นผู้แต่งออกไปทั้งสิ้น แต่งออกไปรวม 12 ม้า
สามม้าออกไปทางตะวันออก มุ่งแถวฉางเสอ, เอี้ยนหลิง, เองอิม สามม้าออกไปทางใต้ มุ่งแถวเองเอี๋ยง(8), อำเภอเกียบ, คุนเอี๋ยง สี่ม้าออกไปทางตะวันตก ในนั้นสองม้าไปลกเอี๋ยงเพื่อแจ้งข่าวชัยชนะและขอกองหนุน ส่วนอีกสองม้าออกไปแถวเอี้ยงเฉิงและหลุนซื่อ ส่วนทางเหนือออกไปสองม้า ออกจากเอี้ยงเต๊กไปทางเหนือไม่ไกลก็ถึงชายแดนเมืองเองฉวน เส้นทางนี้สำรวจข่าวศัตรูได้ง่ายที่สุด ภารกิจก็เบาที่สุด
เมื่อแต่งม้าใช้เหล่านี้ออกไปแล้ว ซุนเจินได้แจ้งบุนไท่โส่วทราบ บรรดาขุนนางในโถงประชุมต่างอยู่ที่นั่นด้วย จึงล้วนรับรู้
บุนไท่โส่วตอบว่า "จนบัดนี้ กลับมาแล้วรวม 5 ม้า"
"เป็นม้าใช้ทั้งห้าคนใด?"
"ม้าที่กลับมาก่อนสองคนคือที่ไปสำรวจข่าวทางเหนือ ทางเหนือไม่มีกองโจรหลัก มีแต่เหล่าอันธพาลในท้องถิ่นที่ฉวยโอกาสก่อเรื่องอยู่บ้าง ... ต่อมากลับมาคือที่ไปทางใต้ ไปทางใต้สามม้า กลับมาได้เพียงม้าเดียว ระหว่างทางพบกับกองโจรขนาดใหญ่บริเวณฝั่งใต้ของแม่น้ำยี(9) เสียม้าไปสองคน ตามที่ม้าใช้คนที่กลับมารายงาน อำเภอเกียบและเซียงเซียยืนยันแน่ชัดแล้วว่าแตกเสียแก่ข้าศึก"
ครั้นปอไซล้อมเมือง เคยนำศีรษะหลายสิบหัวออกแสดงให้คนในเมืองเห็น ในนั้นมีทั้งศีรษะนายอำเภอเกียบขงสือ, จวิ้นเฉิงเซียงเซียกู้โจว(10) และเซียงเซียเว่ยเซี่ยเต้า(11) ด้วย ครั้งนั้นคนทั้งหลายคาดเดากันแล้วว่าทั้งสองอำเภอนี้คงแตกไปแล้ว บัดนี้ข่าวจากม้าใช้ยืนยันข้อนั้น
"ม้าสามคนนั้นกลับมาแล้ว ข้าก็สั่งคนไปเชิญท่านทั้งหลายมาในทันที ก่อนที่ท่านจะมาถึง ยังกลับมาอีกม้าหนึ่ง คือที่ออกไปทางตะวันออก ฉางเสอ เองอิม ปลอดภัยดี ... โอ้ ใช่แล้ว หยวนฉาง เจินจือ ท่านทั้งสองวางใจได้แล้ว"
จงฮิวมีครอบครัวอยู่ฉางเสอ ซุนเจินมีครอบครัวอยู่เองอิม ฉางเสอเองอิมปลอดภัย ก็แปลว่าวงศ์ตระกูลของทั้งสองปลอดภัยด้วย
ซุนเจินและซุนฮิวต่างถอนใจด้วยความโล่งอก จงฮิวก็คลายสีหน้าลง
ก่อนที่ปอไซจะก่อกบฏ ซุนเจินรู้ดีว่าต่อไปจะมีศึกใหญ่ที่ฉางเสอ จึงเคยชวนจงฮิวให้ย้ายเชื้อวงศ์ออกมาอยู่เอี้ยงเต๊ก จงฮิวเองก็ตกลง แต่ผู้เฒ่าในบ้านไม่ยินยอม
บรรดาผู้เฒ่าในตระกูลจงมีทัศนะว่า อย่าว่าแต่ปอไซยังไม่ได้ก่อการ แม้ปอไซก่อการแล้ว ในฐานะตระกูลมีชื่อเสียงชั้นนำในท้องถิ่น ก็ไม่บังควรที่จะหนีข้าศึก และไม่เพียงไม่หนีเท่านั้น หากยังพึงออกหน้านำเหล่าชาวบ้านผู้จงรักภักดีมาปกป้องท้องถิ่นด้วย
ซุนเจินนับถือน้ำใจอันแกร่งกล้าของผู้เฒ่าตระกูลจงยิ่งนัก
มีคำว่า "ทำสุดความสามารถแล้ว ก็ฟังฟ้าลิขิต" ที่ควรพูดเขาพูดไปแล้ว ผู้เฒ่าตระกูลจงไม่ยินยอม เขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้
เขาคลี่แขนเสื้อกว้างออก วางมือไว้บนเข่า โน้มกายเข้าหาด้วยท่าทีที่ถ่อมตัว กราบเรียนบุนไท่โส่วว่า "ข้าน้อยแต่งม้าออกไปทางตะวันออกรวม 3 ม้า บัดนี้กลับมาเพียง 1 ม้า ไม่ทราบว่ามีข่าวคราวอีก 2 ม้าที่เหลืออย่างไรบ้าง?"
แม้ม้าใช้นั้นตัวเองเป็นผู้แต่งออกไป แต่เขาเป็นแต่เพียงปิงเฉาเฉวียน(12) อำนาจทหารล้วนเป็นของบุนไท่โส่วที่มอบให้ ถึงแม้ผ่านการรักษาเมืองมาหลายวัน เขาจะได้ชื่อเสียงในหมู่ทหารมณฑลบ้างก็ดี แต่ที่จะให้ทหารมณฑลมาขึ้นตรงต่อเขา เปลี่ยนมา "จงรักต่อเขา ไม่ต้องฟังไท่โส่ว" ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อม้าใช้กลับมา ไม่ได้รายงานตัวเขา หากรายงานตรงต่อบุนไท่โส่ว ก็เป็นเรื่องสมควรอยู่เอง
บุนไท่โส่วกล่าวว่า "ทางตะวันออกยังพอสงบ ม้าที่ไปนั้นพบกองโจรน้อยตามระหว่างทาง ทั้งสองม้าจึงได้เดินทางต่อไปทางตะวันออก มุ่งแถวตันลิว, แคว้นเฉิน, ยีหลำ เพื่อสำรวจข่าวสามมณฑลนั้น"
บรรดาม้าใช้ที่ซุนเจินแต่งออกไปทั้ง 12 คน นอกจากภารกิจสำรวจข่าวศัตรูภายในมณฑลแล้ว ยังมีภารกิจ "สำรวจข่าวมณฑลข้างเคียงตามความเป็นไป" ด้วย ม้าสามคนที่ไปทางใต้ แค่ออกจากเอี้ยงเต๊กไปยังไม่ถึงห้าสิบลี้ก็พบกับกองทหารขนาดใหญ่แห่งฝ่ายโจรที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำยี ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปทางใต้สำรวจข่าวน่ำเอี๋ยงได้ ส่วนสองม้าที่ออกไปทางตะวันออกโชคดีกว่า เนื่องจากไม่ได้พบกับกองหลักของโจร จึงต้องเดินทางต่อไปทางตะวันออก สำรวจข่าวตันลิว, แคว้นเฉิน, ยีหลำสามมณฑล
ซุนเจินพยักหน้า คิดในใจว่า "วันที่คลายวงล้อมเอี้ยงเต๊ก กองโจรพ่ายแพ้แตกกระจัดกระจายทั่วทิศ บัดนี้มีแต่ม้าที่ไปทางใต้ที่พบกองใหญ่ของโจร ม้าที่ไปทางตะวันออกและเหนือต่างรายงานว่าไม่พบร่องรอยศัตรูชัดเจน จากเค้าเหล่านี้ ปอไซน่าจะกำลังรวบรวมกองทหารที่แตกพ่ายอยู่ทางใต้"
ภูมิประเทศ 17 อำเภอในเมืองเองฉวน ตลอดจนรูปแบบภูเขาแม่น้ำป่าไม้ ล้วนอยู่ในความทรงจำของเขาครบถ้วน ไม่ต้องพึ่งแผนที่ เขาก็สามารถพิเคราะห์ความเป็นไปของข้าศึกได้
เขาถามว่า "ม้าสองคนทางเหนือ, ม้าหนึ่งคนทางใต้, ม้าหนึ่งคนทางตะวันออก รวมเป็นสี่ม้า ท่านไท่โส่วเพิ่งกล่าวว่ากลับมาแล้วห้าม้า อีกหนึ่งม้าคือที่มาจากทิศตะวันตกหรือไม่?"
"ถูกต้อง ออกไปทางตะวันตกรวมสี่ม้า สองม้าไปลกเอี๋ยง หนึ่งม้าไปหลุนซื่อ หนึ่งม้าไปเอี้ยงเฉิง ม้าที่ไปลกเอี๋ยงนั้นทางไกล แม้ระหว่างทางสงบราบรื่น วันนี้ก็คงกลับไม่ทัน ม้าที่ไปหลุนซื่อก็ยังไม่กลับ ที่กลับมาคือม้าที่ไปเอี้ยงเฉิง"
"เอี้ยงเฉิงเป็นไฉน?"
"... อนิจจา แตกเสียแล้วด้วย"
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งงักจิ้น, เสี่ยวเซี่ย, เจียงหู นำเถี่ยกวานถู(13)มาถึง งักจิ้นได้เล่าให้ซุนเจินฟังพอสังเขปเกี่ยวกับความเป็นไปแถบเอี้ยงเฉิง เขาบอกว่าสาวกลัทธิไท่ผิงตามตำบลต่าง ๆ แถบเอี้ยงเฉิงต่างลุกขึ้นก่อการพร้อมกัน แทบทุกศาลาที่ผ่าน ทุกตำบลที่แวะ ล้วนพบเหล่าชาวนาที่ก่อการรวมกลุ่มกันเป็นหมู่ๆ ครั้งนั้น ซุนเจินก็คาดว่าเอี้ยงเฉิงคงจะเสียไม่ได้ บัดนี้ได้ข่าวยืนยันจากม้าใช้ ก็เป็นดังที่คาด
จงฮิวสีหน้าเป็นห่วง กล่าวว่า "เอี้ยงเฉิงแตกไปแล้ว หลุนซื่อก็คงรักษาไว้ไม่ได้"
หลุนซื่ออยู่ทางตะวันตกของเอี้ยงเฉิง ห่างกันเพียง 50 ถึง 60 ลี้เท่านั้น
ตู้อิ้วกล่าวว่า "ไท่โส่วเพิ่งกล่าวว่า ม้าสามคนที่ไปทางใต้เสียไปสองคน กลับมาได้เพียงหนึ่ง อนุมานตามเหตุผล ม้าที่ไปหลุนซื่อจนบัดนี้ยังไม่กลับ สงสัยว่าจะเสียระหว่างทาง"
การวินิจฉัยของตู้อิ้วนั้นมีเหตุผลยิ่ง ออกจากเอี้ยงเต๊กไปยังเอี้ยงเฉิงกับไปยังหลุนซื่อนั้น ระยะทางใกล้เคียงกันมาก บัดนี้ม้าที่ไปเอี้ยงเฉิงกลับมาแล้ว แต่ม้าที่ไปหลุนซื่อยังไม่กลับ ก็เป็นไปได้มากที่ม้าที่ไปหลุนซื่อเสียระหว่างทางแล้ว
"ข่าวที่ม้าใช้นำกลับมาก็ดังนี้ ท่านทั้งหลายมีทรรศนะอย่างไร?"
...
จู่ปู้อ้องหลานนำแผนที่ออกมา ปูลงที่พื้น แล้วเป็นผู้แรกที่กล่าวขึ้น
เขาชี้ลงที่แผนที่ว่า "จากรายงานที่ม้าใช้นำกลับมา ทางเหนือและตะวันออกของมณฑลล้วนไม่มีกองโจรขนาดใหญ่ ส่วนม้าที่ออกไปทางใต้และตะวันตกต่างพบกับกองทหารขนาดใหญ่ของโจร และอำเภอเกียบ เซียงเซีย ทางใต้ รวมถึงเอี้ยงเฉิง ทางตะวันตก ก็แตกไปแล้ว ... เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า บัดนี้ปอไซผู้ทรยศนั้นอยู่ระหว่างยีสุ่ยและเองสุ่ยอย่างแน่นอน กองทหารหลักก็อยู่ที่นี่"
ยีสุ่ยกับเองสุ่ย คือแม่น้ำยีและแม่น้ำอิ่ง(14) เอี้ยงเต๊กอยู่ใกล้แม่น้ำอิ่งทางเหนือ ลงไปทางใต้ไม่ถึงห้าสิบลี้ก็ถึงแม่น้ำยี
กุยโต๋พยักหน้า กล่าวว่า "เอี้ยงเต๊กอยู่ใกล้แม่น้ำอิ่งทางเหนือ วันที่ปอไซพ่ายแพ้ ทหารโจรนับหมื่นแตกพ่ายหนีในยามค่ำคืน ด้วยขาดเรือข้ามแม่น้ำพอ ข้ามแม่น้ำอิ่งไม่ได้ จึงได้แต่หนีลงใต้ อีกประการหนึ่ง ทั้งเซียงเซียและอำเภอเกียบทางใต้ เมื่อครั้งปอไซล้อมเมืองก็ตกอยู่ในมือโจรแล้ว เมื่อพ่ายแล้ว เหล่าทหารโจรหนีตามทิศนี้โดยสัญชาตญาณ รวมตัวกันใหม่แถบนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก"
อ้องหลาน กุยโต๋พิเคราะห์ตรงกับซุนเจิน จงฮิวและคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย
จงฮิวกล่าวว่า "ที่ปอไซกำลังรวบรวมทหารที่แตกพ่ายระหว่างยีสุ่ยและเองสุ่ยนั้น เห็นจะถือเป็นที่แน่ชัด ท่านไท่โส่ว ที่สำคัญในขณะนี้ ในทรรศนะของข้าน้อย ไม่ใช่การวินิจฉัยว่ากองหลักโจรอยู่ที่ใด หากแต่ต้องเร่งตัดสินใจว่าต่อไปเราจะดำเนินการอย่างไร!"
อู่กวานเฉวียนหานเลี่ยงผู้ไม่ถนัดเรื่องการทหาร ปกติแล้วแทบไม่แสดงความเห็นในที่ประชุมทหาร บัดนี้ตื่นเต้นจนกล่าวขึ้นว่า "ถึงแม้กองโจรจะพ่ายแล้ว แต่กำลังหลักยังคงอยู่ อย่าให้พวกมันได้พักหายใจ! ในความเห็นของข้า ควรรีบจัดทัพออกเมืองไปใต้โดยเร็ว ฉวยโอกาสที่ทหารโจรที่แตกพ่ายยังรวมตัวไม่ครบ บุกจู่โจมโดยพลัน ไม่ฉะนั้นเมื่อปอไซรวบรวมกองทหารได้สมบูรณ์แล้ว พวกมันมาก พวกเราน้อย เหตุการณ์ก็จะบานปลายอีกครั้ง"
หานเลี่ยงมีบ้านเรือนอยู่แถบหวู่หยาง ส่วนหวู่หยางอยู่ทางใต้ของเซียงเซีย
บัดนี้เซียงเซียแตกเสียแล้ว หวู่หยางจะแตกหรือไม่นั้นยังไม่รู้แน่ แต่ประการแรกกองหลักของโจรล้วนอยู่แถบเซียงเซีย ประการที่สองจากเซียงเซียถึงหวู่หยางก็แค่ระยะทางไม่กี่สิบลี้ เขาห่วงใยคนที่บ้าน จึงไม่อาจไม่ตื่นเต้นได้
ซุนเจินมองหานเลี่ยงอยู่ครั้งหนึ่ง คิดในใจว่า "'ควรรีบจัดทัพออกเมืองไปใต้ ฉวยโอกาสที่ทหารโจรที่แตกพ่ายยังรวมตัวไม่ครบ บุกจู่โจมโดยพลัน' คำพูดนี้ฟังดูน่าจะมีเหตุผล แต่ก็เป็นเพียงทรรศนะของบัณฑิต ทหารมณฑลในเมืองเหลืออยู่เพียงพันกว่าคน เถี่ยอิ๋งที่จัดตั้งใหม่ยังไม่ได้ฝึกจนมีกำลังรบ ด้วยกำลังพลน้อยนิดเช่นนี้ รักษาเมืองยังพอมีแนวทาง แต่จะให้ออกไปบุกตีทัพเปิดโล่งทางใต้ นั่นคือหาทางตายอยู่ชัด ๆ"
เขามีใจอยากออกปากหักล้าง แต่นึกถึงว่าหานเลี่ยงเป็นผู้มีชื่อเสียงในมณฑล อีกทั้งดำรงตำแหน่งอู่กวานเฉวียน ชื่อเสียงสูงศักดิ์ยิ่ง ไม่บังควรหักล้างตรง ๆ ทั้งที่ประชุมทหารเพิ่งเริ่มต้น ยังมีหลายคนที่ยังไม่ได้แสดงความเห็น จึงเปลี่ยนใจคิดว่า "ข้าขอดูก่อน จงฮิวและกุยโต๋ต่างเป็นผู้มีไหวพริบปัญญา ย่อมมองเห็นอันตรายของ 'การออกไปบุกตีทัพเปิดโล่ง' ได้แน่ เมื่อเขาพูดกันแล้ว ข้าค่อยพูดก็ยังไม่สาย"
การที่เขา "ขอดูก่อน" นั้น ไม่ใช่เพราะไหลตามใคร ไม่ใช่ไม่อยากขัดแย้งใคร แต่เป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ อู่กวานเฉวียนในมณฑลไม่มีอำนาจหน้าที่ตายตัว แต่ถ้าว่ากันด้วยความมีเกียรติ ยังอยู่เหนือตูโหยว มณฑลกงเฉา และจู่ปู้ เป็นหัวโต๊ะในหมู่ขุนนางมณฑลทั้งปวง บุนไท่โส่วไม่ชอบพอเขา จวิ้นเฉิงเฟ่ยช่างยังเคยกลั่นแกล้งเขา หากต้องขัดแย้งกับหานเลี่ยงผู้หัวโต๊ะขุนนางมณฑลอีกด้วย รวมถึงจี้หลี่กุยโต๋ที่เป็นศัตรูต่อตนอยู่ ก็อาจถูกขนาบสี่ทิศ ต่อไปอาจก้าวไปไม่ได้เลย
ดังที่เขาคาดไว้ จงฮิวก็ขมวดคิ้วกล่าวขึ้นว่า "เช้านี้เมื่ออำเภอเอี้ยงเต๊กคลายวงล้อม พวกเราได้มาประชุมกันในที่นี้ หารือเรื่อง 'ภายหลังจะทำเช่นไร' ครั้งนั้นไม่ได้หารือแล้วหรือว่าพวกเราควรออกไปตีโจรหรือควรรักษาเมืองอยู่? ข้าจำได้ว่าครั้งนั้นก๋งจิกกล่าวว่า 'ถึงแม้กองโจรพ่ายแล้ว แต่มีกำลังมาก พวกเรา ถึงแม้ชนะแล้ว แต่มีกำลังน้อย บุกออกไปอย่างหุนหันพลันแล่น เกรงว่าจะมีเรื่องที่คาดไม่ถึง' ท่านหาน กำลังเราน้อย กำลังโจรมาก เราอยู่ในเมือง โจรทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าออกไปนอกเมืองแล้ว คงยากจะบอก!"
จงฮิวหันถามกุยโต๋ว่า "ก๋งจิก ท่านว่าใช่ไหม?"
หานเลี่ยงมีชื่อเสียงสูงในมณฑล กุยโต๋ดูเหมือนไม่อยากขัดแย้งเขา จึงไม่ตอบจงฮิวตรง ๆ หากแต่เลี่ยงไปว่า "การออกไปตีทางใต้ฉวยโอกาสที่ทหารโจรยังรวมตัวไม่ครบนั้น ท่านหานพูดถูก แต่ข้าอ่านตำราพิชัยสงครามมาแต่ก่อน ในซุนจื่อมีถ้อยคำว่า 'ประมาณการศัตรูเพื่อชัยชนะ คือหลักของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่' ... ท่านหาน ก่อนตัดสินใจว่าพวกเราจะออกไปตีทางใต้หรือไม่ ไม่แม้ดีกว่าหากเราจะพิเคราะห์ทิศทางก้าวต่อไปของกองโจรก่อน? มีแต่ประมาณการทิศทางของพวกมันได้แล้ว เราจึงจะตัดสินใจทิศทางของเราได้!"
การวางกำลังทหารตามความเป็นไปของข้าศึก คำพูดของกุยโต๋นั้นสมเหตุสมผลยิ่ง ถึงแม้หานเลี่ยงห่วงใยคนที่บ้าน ก็ไม่มีคำโต้แย้ง
...
บุนไท่โส่วกล่าวว่า "ดีหนักหนา! คำของก๋งจิกนั้นถูกต้อง 'ประมาณการศัตรูเพื่อชัยชนะ คือหลักของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่' การ 'ประมาณการศัตรู' คืออะไร? ก็คือการพิเคราะห์ทิศทางที่ข้าศึกจะก้าวต่อไปนั่นเอง ... ก๋งจิก ในความเห็นท่าน ทิศทางที่กองโจรจะก้าวต่อไปจะเป็นอย่างใด? ขึ้นเหนืออีกครั้งมาล้อมเอี้ยงเต๊ก ลงใต้ข้ามแม่น้ำไปปล้นสะดมอำเภอทางใต้ หรือมุ่งตะวันตกผ่านเอี้ยงเฉิงและหลุนซื่อ หรือออกไปทางตะวันออกสู่มณฑลยีหลำ แคว้นเฉิน?"
เมื่อปอไซรวบรวมกองทหารที่แตกพ่ายได้ครบแล้ว จะเหนือ จะใต้ จะออก จะตก มีแค่ทางเหล่านี้เท่านั้น บุนไท่โส่วถามจนครบทุกทิศ ก็ไม่ต่างจากไม่ได้ถาม
กุยโต๋เดินไปยังหน้าแผนที่ ก้มหน้าดูครู่หนึ่ง คุกเข่าข้างแผนที่ แล้วชี้
เขาชี้ไปที่เอี้ยงเฉิงและหลุนซื่อทางตะวันตกก่อน กล่าวว่า "ถึงโจรจะได้เอี้ยงเฉิงไว้ แต่ข้าประมาณว่าปอไซย่อมไม่กล้าออกไปทางตะวันตก"
"เพราะเหตุใด?"
"เอี้ยงเฉิงอยู่ทางตะวันตกสุดของมณฑลเรา ออกไปจากที่นั่นไม่ถึงห้าสิบลี้ก็ถึงพรมแดนมณฑล ณ พรมแดนมณฑลมีด่านฮวนยวน(15) ด่านฮวนยวนนั้นเป็นด่านสำคัญยุทธศาสตร์คุ้มครองนครหลวง มีทหารชั้นเลิศประจำการอยู่เสมอ อีกทั้งสภาพภูมิประเทศรายรอบเป็นภูเขาสูงชัน ทางภูเขาคดเคี้ยว รักษาง่าย ตีได้ยาก กองโจรของปอไซแต่เดิมก็เป็นกองอลวน บัดนี้ยิ่งเป็นทัพที่เพิ่งพ่าย ให้หัวใจสักสิบดวงก็ยังไม่กล้าข้ามพรมแดน"
เอี้ยงเฉิงออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ถึงห้าสิบลี้คือด่านฮวนยวน ผ่านด่านฮวนยวนอีกห้าสิบลี้ก็ถึงนครหลวงลกเอี๋ยง
ลกเอี๋ยงเป็นศูนย์กลางของแผ่นดิน ที่ประทับขององค์พระจักรพรรดิ เป็นนครหลวงของอาณาจักร อย่าว่าแต่ด่านฮวนยวนที่รักษาง่ายตีได้ยาก แม้แต่หน่วยฮู่เปินหลาง(16) อวี่หลินหลาง(17) และทหารปักกุนห้าค่าย(18) ที่รักษาพระองค์ประจำลกเอี๋ยงล้วนเป็นทหารชั้นเลิศของแผ่นดิน ปอไซถึงจะใจกล้าหาญกล้าเพียงใด ด้วยกองทัพอลวนที่เพิ่งพ่ายอยู่นี้ ก็ย่อมไม่มีวันบุกออกนอกพรมแดนเองฉวนเข้าปากเสือได้อยู่ดี
บุนไท่โส่วกล่าวว่า "ถูกต้อง ทหารฮู่เปินและอวี่หลินและปักกุนห้าค่ายส่วนมากเป็น 'เลี๋ยงเจียจื่อ'(19)จากหกมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือ ขี่ม้ายิงธนูได้ บ้างสืบสายพ่อลูกเป็นทหารรุ่นต่อรุ่น กำลังรบเป็นยอดเยี่ยมของแผ่นดิน ปอไซหากกล้าข้ามพรมแดนเองฉวน ก็ไม่ต่างจากไข่ไปชนหิน"
กุยโต๋ต่อโดยชี้ไปที่ตันลิว แคว้นเฉิน ยีหลำทางตะวันออก กล่าวว่า "ตันลิวและแคว้นเฉินอยู่ทางใต้ของฉางเสอและเองอิม หากจะไปสองมณฑลนั้น ต้องผ่านฉางเสอและเองอิม บัดนี้ตามรายงานม้าใช้ ฉางเสอและเองอิมยังปลอดภัยดีอยู่ กล่าวคือโจรไม่อาจไปยังตันลิวและแคว้นเฉินได้เช่นกัน"
"แล้วยีหลำล่ะ?"
ยีหลำ แคว้นเฉิน และตันลิวทั้งสามมณฑลต่างอยู่ทางตะวันตกของเมืองเองฉวน ติดเขตกัน
ว่าด้วยตำแหน่งบนแผนที่ ตันลิวอยู่บนสุด แคว้นเฉินอยู่กลาง ยีหลำอยู่ล่างสุด
ไม่ผ่านฉางเสอและเองอิม ปอไซก็ไม่อาจไปยังตันลิวและแคว้นเฉิน แต่ถ้าหากเขาจะไปยีหลำ ทางสะดวกกว่ามาก ออกจากอำเภอเซียงเซียมุ่งตะวันออกเฉียงใต้ เดินตามแม่น้ำยีไป ไม่ถึงเจ็ดสิบลี้ก็เข้าเขตยีหลำ
"ยีหลำ ... ก็คงไม่ได้เช่นกัน"
"เพราะเหตุใด?"
ซุนเจินได้ยินน้ำเสียงบุนไท่โส่ว คิดในใจว่า "ฟังน้ำเสียงท่าน ท่านดูจะปรารถนาให้ปอไซไปยีหลำเสียด้วยซ้ำ" ก็ไม่แปลกใจ หากปอไซไปยีหลำจริง ก็ไม่เป็นผลดีต่อยีหลำ แต่สำหรับบุนไท่โส่วผู้ดูแลเองฉวนอยู่นี้ กลับเป็นเรื่องดี
ซุนเจินจ้องมองแผนที่กลางโถงประชุม คิดในใจว่า "ก็เสียดายว่า ..."
ก็เสียดายที่ปอไซจะไม่ไปยีหลำเช่นกัน กุยโต๋ตอบว่า "ทหารโจรของปอไซล้วนเป็นชาวมณฑลนี้ ก่อนจะก่อการก็เป็นแต่ชาวนา ไม่ใช่ทหารที่คุ้นศึก ชาวนานั้นอาลัยถิ่น แม้ปอไซจะมีใจอยากให้ไปยีหลำทางตะวันออก เหล่าทหารโจรใต้บังคับก็คงไม่ยอมรับ"
บุนไท่โส่วเอ่ยเสียงเสียใจ
ท่านแก่แล้ว ตาไม่ดี ลุกไปหยิบเทียนเล่มหนึ่งจากขาตั้งโคม แล้วลงมาบนพื้นโถงประชุม ค่อม ๆ เดินไปยังแผนที่ ถือเทียนส่องดู
ดูอยู่ครู่หนึ่ง ท่านกล่าวว่า "กองโจรไม่ไปตะวันตก ไม่ไปตะวันออก ฉะนี้มีแต่จะขึ้นเหนือหรือลงใต้เท่านั้น ก๋งจิก ในความเห็นท่าน โจรจะยกมาตีเอี้ยงเต๊กอีกครั้ง หรือจะลงใต้ข้ามแม่น้ำยีไปตีเหล่าอำเภอฟู่เฉิง คุนเอี๋ยง หวู่หยาง ติ้งหลิง(20) เอี้ยน(21)?"
บรรดาอำเภอทางใต้ของมณฑลที่บัดนี้ทราบแน่ชัดว่าแตกเสียไปแล้ว ได้แก่ อำเภอเกียบและเซียงเซียสองอำเภอ สองอำเภอนั้นอยู่เหนือแม่น้ำยีทั้งคู่ ส่วนฟู่เฉิง คุนเอี๋ยง หวู่หยาง ติ้งหลิง เอี้ยนห้าอำเภอ ต่างอยู่ทางใต้ของแม่น้ำยี
"หากข้าเป็นปอไซ ข้าย่อมลงใต้"
"เพราะเหตุใด?"
บุนไท่โส่วนั้นเพราะหนักใจอยู่ด้วยเรื่องหนึ่ง หวาดกลัวการลงโทษจากราชสำนัก ประกอบกับเมื่ออยู่กลางวงจึงมองไม่เห็นความจริง บรรดาขุนนางในโถงประชุมรวมถึงหานเลี่ยง อ้องหลาน ตู้อิ้วด้วย ต่างเข้าใจความหมายของกุยโต๋แล้ว กุยโต๋จึงอธิบายด้วยความอดทนว่า "กองโจรที่แตกพ่ายหนีลงใต้นั้น ก็เพราะพ่ายแพ้ที่เอี้ยงเต๊กของเรา ครั้นตีเมืองเอี้ยงเต๊กอันมั่นคงไม่ได้ เพื่อรวมขวัญกำลังใจขึ้นใหม่ ก็มีแต่ต้องลงใต้ไปปล้นสะดม"
"อ๋อ เข้าใจแล้ว!"
การพิเคราะห์ของกุยโต๋นั้น ถี่ถ้วนดุจดึงเส้นไหม ทั้งละเอียดและมีเหตุผลน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ถึงกระนั้น แม้ทราบว่าปอไซไม่น่าจะยกมาตีเอี้ยงเต๊กอีกครั้ง เอี้ยงเต๊กปลอดภัยได้พอสมควรแล้ว สีหน้าของบุนไท่โส่วก็ยังไม่ได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย ท่านสวมถุงเท้าเดินบนแผนที่ ก้มเทียนส่องดูบริเวณฟู่เฉิง คุนเอี๋ยง เป็นต้น เมื่อเห็นอำเภอเหล่านั้นชัดเจนแล้ว ก็ถอนใจ กล่าวว่า "ถ้าปอไซผู้ทรยศข้ามแม่น้ำยีลงใต้จริง ห้าอำเภอนั้นเห็นจะรักษาไว้ไม่ได้"
"ใช่"
"รวมกับอำเภอเกียบ เซียงเซียทางเหนือแม่น้ำยี รวมถึงเอี้ยงเฉิงทางตะวันตก เป็นแปดอำเภอที่แตกหรือจะแตกแล้ว!"
"ยังมีหลุนซื่ออีก"
"โอ้ ใช่! ม้าที่ไปหลุนซื่อยังไม่กลับ หลุนซื่ออาจแตกแล้วด้วย จะนับอย่างนั้น เก้าอำเภอ เก้าอำเภอแล้ว! มณฑลเรามีสิบเจ็ดอำเภอ กว่าครึ่งแตกแล้วหรือจะแตก ... ราษฎรก็จะตกระกำ บ้านเมืองก็จะเสียหาย ไม่อาจตอบแทนพระบารมีพระองค์ข้างบน ไม่อาจให้ความสงบสุขแก่ราษฎรข้างล่าง ล้วนเป็นโทษของข้า เป็นโทษของข้า!"
...
อู่กวานเฉวียนหานเลี่ยงลุกออกจากที่นั่งลงคุกเข่า ก้มศีรษะจรดพื้นคำนับซ้ำ ๆ กล่าวว่า "จากรายงานม้าใช้ บัดนี้กองโจรยังอยู่เหนือแม่น้ำยีทางใต้ ดูเหมือนจะยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำยีลงใต้ ห้าอำเภอคือฟู่เฉิง ติ้งหลิง หวู่หยาง เอี้ยน คุนเอี๋ยงอาจยังไม่แตก ห้าอำเภอ มีราษฎรหลายสิบหมื่น ท่านไท่โส่ว ไม่อาจทอดทิ้งพวกเขาได้ ... ขอท่านไท่โส่วจงรีบออกทัพตีปอไซ เพื่อช่วยเหลือราษฎรทางใต้!"
"ก๋งจิก ท่านว่าเช่นไร?"
"ข้าน้อยเพิ่งกล่าวว่า มีแต่ 'ประมาณการศัตรู' ก่อนแล้ว จึง 'ชนะ' ได้ในภายหลัง มองตามเหตุการณ์ปัจจุบัน ข้าเห็นว่าพวกเราไม่บังควรลงใต้"
ก่อนที่บุนไท่โส่วจะถามต่อ หานเลี่ยงก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ถามเสียงดุ ๆ ว่า "ทำไม?"
"กำลังเราน้อย รักษาเมืองก็ยังยาก จะแบ่งทหารลงใต้ได้อย่างไร? ถึงแม้จะฝืนแบ่งทหารไปบ้างได้ เผชิญกับโจรที่มีกำลังนับหมื่น ขอถามท่านอู่กวานเฉวียน มีโอกาสชนะเท่าใด?"
"ท่านไท่โส่ว ท่านเป็นบิดามารดาของราษฎรในมณฑลนี้ บัดนี้กองโจรกำลังจะลงใต้เบียดเบียนทรมาน ราษฎรหลายสิบหมื่นในอำเภอทางใต้ต่างเงยหน้ามองทางเหนือด้วยความหวัง รอคอยให้บิดามารดาช่วยเหลือ ในฐานะบิดามารดา ณ เวลาเช่นนี้พึงระดมพลออกไปช่วย ไม่อาจเไม่นเฉยทอดทิ้งได้ ... ท่านไท่โส่ว ในเมืองยังมีทหารที่รบได้กว่าพันคน ด้วยทหารพันกว่าคนที่เพิ่งได้รับชัยนี้ ตีกองทหารที่แตกกระจัดกระจายอยู่ของโจร ข้าไม่กล้าพูดว่าชนะแน่นอน แต่ก็ไม่พ่ายแน่!"
ถ้อยคำของหานเลี่ยงนั้นช่างหมิ่นเหม่นัก แต่ที่เขากล่าวว่า "ท่านเป็นบิดามารดาของราษฎรในมณฑล" นั้นครองความชอบธรรมไว้ กุยโต๋แม้จะไม่เห็นด้วย แต่เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนในมณฑล ก็ไม่อาจตำหนิตรง ๆ ได้ จึงเปลี่ยนมาพูดวิธีอื่นว่า "คำของท่านอู่กวานเฉวียนนั้นเป็นหลักการอันถูกต้อง แต่ข้าขอถามอีกครั้ง ถ้าพวกเราระดมพลออกไปทั้งหมด เอาทหารรบพันกว่าคนสู้โจรนับหมื่น อาจจะไม่พ่ายก็ได้ แต่เอี้ยงเต๊กของเราก็จะกลายเป็นเมืองร้างไป หากขณะที่โจรรบกับเราในเปิดโล่ง แล้วแบ่งกำลังส่วนหนึ่งมาดึงดูดเราไว้ ส่วนที่เหลือยกมาตีเอี้ยงเต๊กอีก ขอถามท่านอู่กวานเฉวียน เอี้ยงเต๊กจะเป็นอย่างไร?"
"..."
หานเลี่ยงตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "ใครจะระดมออกไปทั้งหมด! ทางตะวันออกนอกประตูเมืองยังมีเถี่ยกวานถูพันกว่าคนที่เพิ่งมาไม่ใช่หรือ? ในเมืองตระกูลจาง ฮ่อง อิ่วอิ๋ว และตระกูลกุยของท่านต่างมีปินเค่อที่กล้าหาญ หลายวันที่รักษาเมืองมา ปินเค่อเหล่านี้รวมถึงชาวบ้านที่เกณฑ์มาทีหลัง ก็ล้วนออกแรงไม่น้อย ... เถี่ยกวานถู รวมกับปินเค่อจากตระกูลต่าง ๆ บวกชาวบ้านที่เกณฑ์มา น้อยไปก็ยังสองสามพัน ด้วยคนหลายพันนี้ บวกกับราษฎรหลายหมื่นในเมืองต่างร่วมใจกัน ยังรักษาเอี้ยงเต๊กไม่ได้อีกหรือ?"
"เถี่ยกวานถูล้วนเป็นนักโทษ ให้พวกเขามารักษาเมือง ท่านหานวางใจได้หรือ? ปินเค่อของตระกูลต่าง ๆ แม้หลายคนจะกล้าหาญแกร่งกล้า แต่ล้วนเป็นความกล้าของบุรุษเดี่ยว ตามปกติมิได้ฝึกฝนร่วมกัน ไม่รู้รูปขบวนทัพ ก็ดั่งทรายกระจัดกระจาย ไม่อาจใช้งานได้ดี ส่วนชาวบ้านนั้น เป็นแต่สามัญราษฎร ยังสู้ปินเค่อของตระกูลต่าง ๆ ไม่ได้ ให้พวกเขาขนอาวุธรักษาเมือง ส่งข้าวให้ทหารรักษาการก็ยังพอ จะให้พวกเขาขึ้นกำแพงฆ่าโจร ... นั่นต่างกับเอาเอี้ยงเต๊กยกให้กองโจรอย่างไร?"
กุยโต๋ส่ายหน้าซ้ำ ๆ แล้วหยุดพักหนึ่ง กล่าวต่อว่า "บรรดาอำเภอทางตะวันออกของมณฑล อาทิ ฉางเสอ เองอิม อำเภอสวี่ เอี้ยนหลิง เป็นต้น ที่ยังปลอดภัยดีจนบัดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเอี้ยงเต๊กยังไม่แตก หากเอี้ยงเต๊กแตก บรรดาอำเภอทางตะวันออกก็จะเดือดร้อนด้วยโจร ท่านหาน ราษฎรทางใต้นั้นเป็นราษฎรในมณฑลของท่านไท่โส่ว แล้วราษฎรทางตะวันออกนั้นไม่ใช่หรือ?"
บัดนี้ในเมืองเองฉวนทั้งสิบเจ็ดอำเภอ มีแต่อำเภอทางตะวันออกสองสามแห่งที่ยังปลอดภัยดี ไม่ถูกคุกคามจากกองโจร หากเอี้ยงเต๊กแตก อย่าว่าแต่ชีวิตของบุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง กุยโต๋ และขุนนางมณฑลอื่น ๆ แม้บรรดาอำเภอทางตะวันออกก็จะตกอยู่ในอันตราย การนี้ก็มีโอกาสที่มณฑลทั้งมณฑลจะตกแก่กองโจรได้
บุนไท่โส่วฟังมาถึงตรงนี้ ก็ส่ายหน้าซ้ำ ๆ ท่านย่อมไม่ยอมเสี่ยงด้วยประการทั้งปวง ส่วนเรื่องที่ก่อนหน้านี้หานเลี่ยงยกถึง "เถี่ยกวานถู" นั้น บุนไท่โส่วสายตาก็หล่นมาจับอยู่ที่ใบหน้าซุนเจินครู่หนึ่ง ต่อมาเมื่อกุยโต๋พูดท่านก็เหือดสายตาไป บัดนี้ไม่รู้นึกถึงสิ่งใด อยู่ ๆ ก็ดูดวงตาสว่างขึ้นทันที แล้วหันสายตากลับมาจับที่ซุนเจินอีกครั้ง
ซุนเจินใจตกวาบ คิดในใจว่า "แย่แล้ว!"
รอให้กุยโต๋พูดจบ บุนไท่โส่วยกมือหยุดหานเลี่ยงแล้วกล่าวว่า "ท่านหาน ก๋งจิกพูดถูก เอี้ยงเต๊กนั้นเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของบรรดาอำเภอทางตะวันออก ทหารพันกว่าคนที่เหลืออยู่นี้ย่อมออกไปไม่ได้ แต่ ..."
"แต่?"
บุนไท่โส่วมองไปยังซุนเจิน ถามว่า "ซุนเฉวียน ตอนบ่ายวันนี้ท่านรับอาวุธจากปิงคู่(22)ออกมา แจกจ่ายให้เถี่ยกวานถูและบรรดาทาสเสร็จหมดแล้วหรือยัง?"
ซุนเจินใจหนักนัก แต่หน้าตาสงบนิ่ง ตอบว่า "ข้าน้อยมาที่โถงประชุมก่อนจะแจกให้ครบ"
"ท่านหานก็พูดไม่ผิด เมื่อรู้แล้วว่ากองโจรมีใจจะลงใต้ ในฐานะบิดามารดาของมณฑลนี้ ข้าจะทอดทิ้งไม่ได้ ราษฎรหลายสิบหมื่นทางใต้ต้องช่วยให้ได้ ซุนเฉวียน ข้าจะเติมชายฉกรรจ์ให้อีกสองสามร้อย จัดกำลังรวมสองพันคนให้ท่าน ท่านจะยินดีนำทัพลงใต้ช่วยกู้อำเภอทางใต้ให้ข้าหรือไม่?"
## เชิงอรรถ
(1) อู่กวานเฉวียน: ตำแหน่งกิตติมศักดิ์ในมณฑล ไร้หน้าที่ตายตัว แต่รักษาการแทนได้เมื่อตำแหน่งอื่นว่าง ยศศักดิ์เหนือตูโหยวและกงเฉา ถือเป็นหัวโต๊ะในหมู่ขุนนางมณฑล
(2) จวิ้นกงเฉา: หัวหน้าฝ่ายบุคคลของมณฑล
(3) จู่ปู้: หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทไท่โส่ว
(4) ต้นเฮว่ย: ต้นไม้มงคลยุคฮั่น นิยมปลูกในราชสำนักและบ้านผู้ดี
(5) จี้หลี่: เจ้าพนักงานฝ่ายการเงินและบัญชีของมณฑล
(6) เจ๋าเฉาเฉวียน: เจ้ากรมปราบโจรของมณฑล ทำหน้าที่สืบสวนจับกุมคดีสำคัญ
(7) จวิ้นเฉิง: รองไท่โส่วประจำมณฑล
(8) หมายถึงอำเภอเองเอี๋ยง ซึ่งต่างจากเองอิม บ้านเกิดซุนเจิน
(9) แม่น้ำยี: สายน้ำสำคัญในเองฉวน ไหลผ่านทางใต้ของเอี้ยงเต๊ก
(10) กู้โจว: จวิ้นเฉิงเซียงเซีย (รองนายอำเภอเซียงเซีย) ผู้ถูกประหารเมื่อเซียงเซียแตก
(11) เซี่ยเต้า: เซียงเซียเว่ย (นายอำเภอฝ่ายทหารเซียงเซีย) ผู้ถูกประหารเมื่อเซียงเซียแตก
(12) ปิงเฉาเฉวียน: เจ้ากรมทหารของมณฑล ตำแหน่งที่ซุนเจินดำรงอยู่
(13) เถี่ยกวานถู: นักโทษแรงงานประจำโรงเหล็กหลวง ที่งักจิ้นนำมาถวายมณฑลช่วยรักษาเมือง
(14) ยีสุ่ยและเองสุ่ย: แม่น้ำยีและแม่น้ำอิ่ง สายน้ำสองสายหลักในเมืองเองฉวน
(15) ด่านฮวนยวน: ด่านประตูสำคัญยุทธศาสตร์คั่นระหว่างเมืองเองฉวนกับนครลกเอี๋ยง ตั้งอยู่บนเขาซงซาน ทางภูเขาคดเคี้ยวเป็นวงกลมถึง 12 วง ยากแก่การเข้าตีอย่างยิ่ง
(16) ฮู่เปินหลาง: ทหารอารักขาฝ่ายใน ถือทวนยืนยามในท้องพระโรง
(17) อวี่หลินหลาง: ทหารอารักขาขี่ม้าตามเสด็จ ออกร่วมรบในฐานะทหารหลวงได้
(18) ปักกุนห้าค่าย: กองทัพประจำนครลกเอี๋ยง ห้าหน่วยคือ บูลิน เฉกหลี้ อวี่หลิน หลาง จงเหลย เหมาหลิน — เป็นกองกำลังรบที่ดีที่สุดของราชวงศ์ฮั่น
(19) เลี๋ยงเจียจื่อ: "บุตรชาวบ้านดี" คำเรียกทหารที่เกณฑ์มาจากครอบครัวสามัญชนที่ไม่มีมลทิน ต้นทางส่วนใหญ่มาจากหกมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือ อันได้แก่ หลงซี, เทียนสุ่ย, อันติ้ง, เป่ยตี้, ซ่างจวิ้น, ซีเหอ — ขึ้นชื่อว่าคุ้นเคยการขี่ม้ายิงธนู
(20) ติ้งหลิง: อำเภอในเมืองเองฉวน ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำยี
(21) เอี้ยน: อำเภอในเมืองเองฉวน ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำยี
(22) ปิงคู่: คลังอาวุธประจำเมืองหลวงมณฑล ซุนเจินในฐานะปิงเฉาเฉวียนขอเบิกอาวุธออกแจกจ่ายให้ทหาร