ยามบ่ายของต้นเดือนสิบ แสงอาทิตย์เจิดจ้า ท้องฟ้าสีครามมีเมฆขาว
แม้ย่างเข้าเดือนสิบแล้ว แต่อากาศยังร้อน โดยเฉพาะแถบเมืองทางใต้ของแม่น้ำแยงซี
ในวันนี้ บนเส้นทางของเขตอำเภอยี่หยางในแคว้นฉางชา มีผู้คนหลายกลุ่มเดินทางมา
กลุ่มแรกมีจำนวนน้อย ประมาณยี่สิบสามสิบคนล้วนเป็นพลม้าที่พกดาบสะพายเกาทัณฑ์ ท่วงท่าแข็งกร้าว แววตาฉายแววดุดัน เพียงมองก็รู้ว่าเป็นทหาญที่ผ่านศึกมาโชกโชน
ริมทางมีศาลาหยุดพัก เจ้าหน้าที่ประจำศาลากำลังนั่งตากแดดอยู่หน้าประตูศาลา เห็นกลุ่มพลม้าเหล่านี้
บัดนี้โจรผู้ร้ายสับสนอลหม่านไปทั่วทุกหัวระแหง แม้เมืองทางใต้หลายแห่งจะไม่วุ่นวายเท่าปรเทศเหนือ แต่มิจฉาชีพก็มิได้ขาดสาย พลม้าดุดันจำนวนยี่สิบสามสิบคนนี้ผ่านมา ตามหลักแล้วน่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ศาลาหวั่นระแวงได้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลากลับเพียงกวาดตามองกลุ่มพลม้าเหล่านี้แค่ไม่กี่อึดใจก็เลิกสนใจ หาได้ลุกไปขัดขวางสอบถามไม่
หาใช่เพราะความเกรงกลัวไม่ หากแต่เป็นเพราะซุนเกี๊ยนผู้เป็นเจ้าเมืองฉางชาในยามนี้ มีชื่อเสียงเกรียงไกร นับแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผ่านศึกเลือดหลายครั้ง เพียงสิบกว่าวันก็ราบกบฏโอวซิงที่มีสมัครพรรคพวกกว่าหมื่นได้สงบราบคาบ สะท้านทั่วแว่นแคว้น พวกโจรใหญ่โจรร้ายในเมืองพากันหลบหนีออกนอก ชั่วขณะหนึ่งแคว้นพลันสงบเงียบ ยิ่งไปกว่านั้นยังยกพลไปต่างแคว้น ปราบกองทัพกบฏที่หลิงหลิงและกุ้ยหยางได้เป็นลำดับ
ด้วยวีรกรรมเกรียงไกรถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นพลม้าสักยี่สิบสามสิบ แล้วพวกพลม้าหลายร้อยเล่าจะทำอะไรได้
เพราะฉะนั้น แม้จะเห็นพลม้ารวดเร็วจำนวนหลายสิบนี้ เจ้าหน้าที่ศาลาก็หาได้ใส่ใจไม่
