# ตอนที่ 211 — ชัยชนะยิ่งใหญ่ (ตอนต้น)
ราตรีล่วงลึกลงทุกที แมกไม้ในที่ไกลยิ่งดำทะมึนขึ้นทุกขณะ
เหนือศีรษะดารดาษด้วยแสงดาว บนเชิงเทินและนอกเมืองเปลวเพลิงพวยพุ่งจรดฟ้า สาดสีให้ใบหน้าของไพร่พลทั้งฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเราแดงฉาน
ลมราตรีอันเยือกเย็นพัดมาแต่ที่ไกลแสนไกล หอบเอากลิ่นต้นข้าวอ่อนจาง ๆ มาด้วย เสื้อผ้าของไพร่โพกผ้าเหลืองในที่ไกลถูกลมพัดดังแผ่วพลิ้ว ส่วนในหมู่นายทหารคุมไพร่รักษาเชิงเทินที่อยู่ใกล้ มีอยู่หลายคนสวมหมวกอู่กวาน (หมวกทหาร)(1) ขนเหอ(2) บนหมวกอู่กวานก็พลิ้วไหวไปตามลม
ปลายยามซวี(3) ไพร่โพกผ้าเหลืองนอกกำแพงด้านตะวันตกและด้านใต้หยุดการเข้าตี ทิ้งซากศพไว้เกลื่อนพื้น แล้วถอยร่นกลับดั่งกระแสคลื่น ทว่าที่นอกกำแพงด้านตะวันออกนั้น การเข้าตียังคงดำเนินต่อไป ในยามนี้ ปอไซได้เปลี่ยนไพร่แนวหน้าทั้งหมดเป็นทหารเบา ถอยทหารหุ้มเกราะไปไว้ท้ายขบวนแล้ว ในคูเมืองมีคนอยู่ราวพันสี่ห้าร้อย นอกคูยังมีอีกพันกว่าคนแต่งตัวพร้อมสรรพ คอยจะส่งเข้าสนามรบได้ทุกเมื่อ
การเข้าตีเมืองคราวนี้ดำเนินมาเกือบสองยามแล้ว ผู้ที่ต้านทัพโพกผ้าเหลืองบนเชิงเทินเป็นพวกแรกคือไพร่รักษาเมืองเดิมประจำกำแพงด้านตะวันออก ครั้นยืนหยัดอยู่ได้ยามเศษ ต้องเสียไพร่ล้มตายบาดเจ็บไปนับร้อย ซุนเจินจึงให้ผลัดออกจากสนามรบ ที่ผลัดขึ้นแทนในบัดนี้คือกุยโต๋กับพวก
ซุนฮิวกล่าวว่า "ไพร่โจรที่ลงสู่คูเมืองมีเกินกว่าพันคนแล้ว เจินจือ ถึงคราวควรส่งกองจู่โจมออกตีแล้ว"
ซีจื้อไฉพยักหน้า กล่าวว่า "รบพุ่งกันมาจนบัดนี้ก็เกือบสองยามแล้ว ทหารหุ้มเกราะของไพร่โจรเข้าตีไม่ได้การกลับไป ครั้นเปลี่ยนทหารเบาขึ้นมาแทน ก็ไม่อาจคืบหน้าได้แม้สักนิด ขวัญกำลังใจของไพร่โจรบัดนี้กำลังตกต่ำลงทุกที กลับกัน ทัพเรามีคนน้อย รบพุ่งติดพันมาเกือบสองยาม ไพร่พลก็เริ่มอ่อนล้าลงทุกที หากขืนรบต่อไป ก็เป็นได้แต่ศึกยันกัน ฯลฯ ถึงคราวที่ควรส่งกองจู่โจมออกตีแล้ว"
ที่ว่าส่งกองจู่โจมนั้น ก็คือควรออกตีจากอุโมงค์ลับได้แล้วนั่นเอง
พูดถึงอุโมงค์ลับ ก็อดยกย่องสายตาอันแหลมคมของซีจื้อไฉไม่ได้
ตำแหน่งปากอุโมงค์เป็นที่เขาเลือกเอง เลือกได้ดีเหลือเกิน บังเอิญตกอยู่ใน "จุดอับ" ที่ไพร่โพกผ้าเหลืองมองไม่เห็นขณะเข้าตี พอดิบพอดีหลีกพ้นจากจุดที่รบพุ่งกันดุเดือด อุโมงค์สามสาย ปากอุโมงค์สามแห่ง รบราพันตูกันมาจนบัดนี้ ก็ยังอยู่ดีปลอดภัยครบถ้วน ไม่มีสายใดถล่มลงก่อนเวลาเลยสักสายเดียว
การออกเมืองจู่โจมคราวนี้ ซุนเจินเดิมคิดจะนำกองด้วยตนเองอีกเหมือนสองคราวก่อน หากแต่ซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว และคนอื่น ๆ พากันคัดค้านอย่างแข็งขัน
คำคัดค้านของพวกเขาก็มีเหตุผลยิ่งนัก จงฮิวว่า "สองคราวก่อนที่ออกตีนั้น ไพร่โจรหาได้เข้าตีเมืองไม่ แต่คืนนี้ ไพร่โจรยกเข้าตีเมืองอย่างใหญ่หลวง เจินจือ ท่านเป็นปิงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมทหารมณฑล)(4) ในยามนี้สมควรนั่งบัญชาการอยู่บนเชิงเทิน หาควรสำแดงความกล้าอย่างชายฉกรรจ์สามัญ เอาตัวเข้าเสี่ยงภัยโดยง่ายไม่"
ซุนเจินไม่ใช่คนไม่รู้หนักรู้เบา ยิ่งไม่ใช่คนบ้าบิ่นที่ "รู้แต่จะสำแดงความกล้าอย่างชายฉกรรจ์สามัญ" ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่ "ถนอมชีวิตของตน" ยิ่งนัก ไม่ฉะนั้นก็คงไม่ได้คิดอ่านจนหมดเปลือกเพื่อ "รักษาชีวิตให้รอดในยุคกลียุค" เช่นนี้ สองคราวก่อนที่นำคนออกตีด้วยตนเอง ล้วนเป็นเพราะ "จำใจต้องทำ" ล้วน ๆ
ประการหนึ่ง เขาไม่ไว้ใจไพร่ของมณฑล ประการสอง แม้ปินเค่อ (บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ) ในสังกัดเขาจะกล้าหาญชาญยุทธ์ ทว่าล้วนยังไม่เคยผ่านสนามรบ เขาห่วงว่าพวกนั้นจะทำผิดพลาดเมื่อถึงคราวประจัญ ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องนำกองด้วยตนเอง
แต่คืนนี้ต่างจากสองคราวก่อน
ประการแรก ดังที่จงฮิวว่า "สองคราวก่อนที่ออกตีนั้น ไพร่โจรหาได้เข้าตีเมืองไม่ แต่คืนนี้ ไพร่โจรยกเข้าตีเมืองอย่างใหญ่หลวง" เขาเป็นปิงเฉาเฉวียน หน้าที่อยู่ที่การบัญชาการรวมศูนย์ จึงไม่อาจละเชิงเทินไปโดยพลการได้จริง ประการต่อมา สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง พี่น้องตระกูลซู พี่น้องตระกูลเกา และคนทั้งหลาย เมื่อผ่านการออกตีสองคราวก่อนมาแล้ว ก็ปรับตัวเข้ากับสนามรบได้พอสมควร ยิ่ง "การออกเมืองจู่โจม" นั้นก็ชำนิชำนาญเสียจนคุ้นมือ แม้อาจยังไว้วางใจให้พวกเขารับผิดชอบเองตามลำพังโดยเด็ดขาดไม่ได้ แต่เพียงออกตีจู่โจมสักครั้งเห็นจะไม่ต้องห่วงแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึง "รับฟังคำชอบดุจสายน้ำไหล" รับเอาคำทัดทานของจงฮิว แล้วหัวเราะว่า "ก็ตามที่กงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมกงเฉา)(5) ว่าเถิด!"
…
สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง กับคนทั้งหลายล้วนอยู่ที่ปากอุโมงค์ ซุนเจินสั่งให้คนไปเรียกพวกเขามา
ไม่ช้านัก คนทั้งหลายก็มาถึง
"เตรียมพร้อมกันดีหมดแล้วหรือ?"
"พร้อมแล้ว"
การออกเมืองคราวนี้ ก็ยังคงใช้ปินเค่อในสังกัดซุนเจินเช่นเดิม คัดเลือกออกมาได้รวมหนึ่งร้อยห้าสิบคน ในยามที่รบพุ่งกันบนเชิงเทิน พวกเขาพักผ่อนอยู่ใต้เมืองกันทั้งหมด สั่งสมเรี่ยวแรงไว้
เกาซู่กับเฝิงก่งก็ตามสวี่จ้งกับพวกมาด้วย
หลายวันมานี้ คนทั้งสองไม่ได้รักษาเมือง อีกทั้งไม่ได้ออกเมืองเลย เฝิงก่งยังพอทน แต่เกาซู่นั้นอัดอั้นเสียจนแทบทานไม่ไหว เห็นบนเชิงเทินรบพุ่งกันคึกคัก เห็นซุนเจินนำคนออกเมืองด้วยท่วงท่าองอาจห้าวหาญบุกตะลุยไม่หวั่นใคร เขาก็อดกลั้นไว้ไม่อยู่มานานแล้ว ใจคอกระสับกระส่ายอยากลองฝีมือเต็มที
"เจินจือ ออกเมืองคราวนี้ให้ข้าไปด้วยเถิด!"
หลายวันมานี้ เกาซู่ขออาสาออกรบมาหลายหนแล้ว
แม้เขาจะสนิทสนมกับซุนเจิน แต่ถึงอย่างไรก็ต่างจากสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง อันเป็นปินเค่อในสังกัดซุนเจิน นับว่าเป็น "ทัพอาคันตุกะ" หากเขาตายไป ก็จะอธิบายแก่ทางบ้านเขาได้ยาก ด้วยเหตุนี้ซุนเจินจึงไม่ได้รับคำขอของเขาเรื่อยมา คืนนี้เขาก็ขออาสาออกรบอีก
ซุนเจินตอบว่า "ดาบหอกหาได้มีตาไม่ ที่ที่สองทัพปะทะกัน ก็คือที่ตั้งศพ จื่อซิ่ว ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้เจ้าขึ้นสนามรบ หากเจ้าเป็นอันเป็นไปสามอย่างเจ็ดอย่างขึ้นมา ข้าจะไปอธิบายแก่ท่านพ่อของเจ้าได้อย่างไรเล่า?"
"ก่อนข้ามานี้ บิดากำชับข้านักหนาให้สังหารไอ้พวกโจรให้มาก ๆ จากเองอิมมาถึงเมืองเอี้ยงเต๊ก ข้าจากบ้านมากี่วันแล้วนี่! กลับยังไม่ได้ฆ่าไพร่โจรเลยสักคน เจินจือ ข้าได้ยินคนเขาเล่ามาแล้ว คืนนี้จะเป็นศึกชี้ขาดแพ้ชนะของพวกเรา ท่านยังจะไม่ให้ข้าขึ้นสนามรบอีกหรือ? หากท่านคิดถึงข้าจริง ก็จงรับคำข้าเถิด! ไม่ฉะนั้น คอยข้ากลับถึงบ้าน หากบิดาถามขึ้นมา ข้าจะตอบเขาได้อย่างไร?"
ซุนเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกในใจว่า "คืนนี้หากราบรื่น ย่อมต้องได้ชัยชนะใหญ่ มีชัยชนะใหญ่ก็จะมีความชอบใหญ่ เกาซู่เพื่อเห็นแก่ข้า ครั้งแรกก็ควบม้ายามค่ำคืนหลายสิบลี้จากตำบลตะวันตกมายังเองอิม ต่อมาก็ฝ่าลมฝ่าหนาว ไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยากมาถึงเมืองเอี้ยงเต๊ก น้ำใจไมตรีของเขาเช่นนี้ ข้าจะไม่ตอบแทนเสียเลยไม่ได้ ก็ช่างเถิด 'ยศศักดิ์สมบัติย่อมหาได้ในความเสี่ยง' ก็อนุญาตเขาเสียก็แล้วกัน"
หากเกาซู่ออกเมืองไปแล้วไม่ตาย คืนนี้ได้ชัยใหญ่ ก็ย่อมต้องมีความชอบส่วนหนึ่งเป็นของเขา หากเขาอับโชคล้มตายในสนามรบ ก็เป็นเรื่องสุดวิสัย
"ก็ได้ ในเมื่อเจ้าดื้อดึงขออาสาออกรบ คืนนี้เจ้าก็จงออกเมืองไปพร้อมกับจวินชิงและแปะฉินเถิด!"
เกาซู่ได้ฟังก็ดีใจยิ่งนัก
ซุนเจินกำชับว่า "เมื่อออกเมืองไปแล้ว อย่าได้เสี่ยงรุกหน้าโดยประมาทเป็นอันขาด จะรุกหรือจะถอย ให้คอยฟังเสียงกลองของข้าบนเชิงเทินทุกขณะ"
"ขอรับ"
"จวินชิง แปะฉิน คืนนี้ออกเมืองให้เจ้าทั้งสองนำกอง ข้าจะตีกลองช่วยกำลังใจให้เจ้าด้วยตนเอง เมื่อใดที่ข้าตีกลองเบา เจ้าทั้งหลายห้ามข้ามคูไปแม้ครึ่งก้าว ให้บุกสังหารอยู่แต่ในคูเมืองก็พอ จงจำไว้ คืนนี้ออกตี ไม่ได้ถือเอาการสังหารไพร่โจรเป็นกิจสำคัญ หากถือเอาการก่อกวนไพร่โจรในคูเมืองให้ระส่ำระสายเป็นกิจสำคัญ พวกเจ้าต้องคอยสังเกตธงนายทัพบนเชิงเทินของข้าทุกขณะ"
ซุนเจินทำสัญญาณให้เฉิงเยี่ยนกับเสี่ยวเริ่นแบกธงสองผืนที่ทำไว้ล่วงหน้าออกมา ผืนหนึ่งสีแดง ผืนหนึ่งสีดำ เขากล่าวว่า "จวินชิง เจ้าจงจ้องธงแดงไว้ ธงแดงไปทางซ้าย เจ้าก็นำคนบุกสังหารไปทางซ้าย ไปทางขวา เจ้าก็บุกสังหารไปทางขวา"
สวี่จ้งรับคำว่า "ขอรับ"
"แปะฉิน เจ้าจงจ้องธงดำไว้ ก็เหมือนจวินชิง เมื่อธงดำไปทางซ้าย เจ้าก็บุกสังหารไปทางซ้าย ไปทางขวา เจ้าก็บุกสังหารไปทางขวา"
"ขอรับ"
"และเมื่อใดที่ข้าตีกลองหนัก เจ้าทั้งหลายก็ห้ามคงอยู่ในคูแม้ครึ่งก้าว ต้องบุกสังหารออกไปนอกคูเมืองทันที ธงดำกับธงแดงหากรวมกัน พวกเจ้าก็รวมกัน หากแยกกัน พวกเจ้าก็แยกกัน"
"ขอรับ"
ซุนเจินผ่อนคลายน้ำเสียงลง กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า "ไพร่โจรล้อมเมืองมาหกวันแล้ว ความแพ้ชนะของทัพเราอยู่ที่การนี้ครั้งเดียว การออกตีคราวนี้ หากพวกเจ้าชนะ เมืองของเราก็ชนะ หากพวกเจ้าแพ้ เมืองของเราก็แพ้ ท่านทั้งหลาย จงเพียรเถิด!"
"พวกข้าพเจ้าขอถวายชีวิตเพื่อท่าน!"
"แม้ศึกจะเป็นไปไม่เป็นคุณ พวกเจ้าหากตกอยู่ในวงล้อมหนาแน่นขึ้นมา ก็อย่าได้ตื่นตระหนกวุ่นวาย ข้าจะออกเมืองมารับพวกเจ้ากลับด้วยตนเอง"
สายตาซุนเจินจับจ้องอยู่ที่ตัวพวกเขาทุกคนชั่วครู่ ในที่สุดจึงกล่าวว่า "ข้าได้สั่งให้ชั่นฟู (พ่อครัวหลวง)(6) ในเมืองปรุงกับข้าวอุ่นสุราไว้แล้ว คอยตีไพร่โจรแตกพ่าย พวกท่านกลับมาด้วยชัยชนะเมื่อใด พวกเราจะดื่มให้เมามายไปด้วยกัน!"
…
ปินเค่อในสังกัดซุนเจิน รวมกับคนที่เกาซู่และเฝิงก่งนำมา ตลอดจนฉีหนู (บ่าวขี่ม้า)(7) ของบุนเพ่ง รวมทั้งสิ้นสามร้อยกว่าคน หักคนที่ออกเมืองหนึ่งร้อยห้าสิบคนนี้ออก ก็ยังเหลืออีกหนึ่งร้อยห้าสิบคน คนหนึ่งร้อยห้าสิบนี้ก็ไม่ได้อยู่ว่าง รับคำสั่งซุนเจินให้แต่งตัวพร้อมสรรพ ตั้งแถวอยู่ในอุโมงค์ประตูเมือง หากสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ กับพวกเสียที พวกนี้ก็จะออกเมืองไปช่วยกู้ทันที
ซุนเจินนำสวี่จ้ง เจียงฉิน เกาซู่ เล่าเติ้ง กับพวกส่งลงจากเมืองด้วยตนเอง มองดูพวกเขาต่างนำคนทยอยลงสู่อุโมงค์ลับเรียงเป็นแถวดั่งปลาเรียงแล้ว จึงกลับขึ้นเชิงเทิน คว้าไม้ตีกลองขึ้นมา ตีกลองศึกดังกระหึ่ม
…
ต้นยามไห้(8)
ราตรีลึกล้ำ เสียงกลองศึกหนักหน่วง
คบเพลิงบนเชิงเทินวูบวาบ เสียงตวาดสังหารของข้าศึกและฝ่ายเราเดือดพล่าน ความสนใจของทัพโพกผ้าเหลืองถูกดึงไปยังเชิงเทินจนหมดสิ้น พอดีในยามนั้นเอง ณ ที่ห่างจากกำแพงเมืองออกไปห้าสิบก้าว พื้นดินผืนหนึ่งก็ถล่มยุบลงโดยฉับพลัน ดินทรุดลงเบื้องล่าง ฝุ่นคลุ้งฟุ้งกระจาย เผยให้เห็นปากปล่องกว้างพอให้คนสองคนลอดผ่านได้
ศึกกำลังดุเดือด มีแต่ไพร่โพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ปากปล่องเท่านั้นที่เห็นความเคลื่อนไหว
ไพร่ของทัพโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่เป็นชาวนา ไม่มีประสบการณ์การศึก จึงไม่ได้ฉุกใจคิดเลยว่านี่คืออุโมงค์ลับ
ไพร่สองสามคนถือดาบถือกระบี่ ค่อย ๆ ย่างเข้ามาที่หน้าปล่องอย่างระมัดระวัง ก้มหน้าชะโงกมองเข้าไปข้างใน ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกมาจากเบื้องล่าง เสียบเข้าที่ใต้คางของผู้หนึ่งพอดี ผู้นั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ล้มหงายไป ไพร่อีกสองคนตกใจสะดุ้ง ยังไม่ทันตั้งตัว เพียงถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ก็เห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งสวมเกราะ มือถือจี่หล็ก(9)เล่มสั้น กระโจนตามลูกธนูออกมาจากปากปล่องในทันที "ฆ่า!"
## เชิงอรรถ
(1) หมวกอู่กวาน คือหมวกของนายทหารยุคฮั่น
(2) ขนเหอ คือขนของนกเหอ ไก่ป่าชนิดดุที่ชอบต่อสู้จนตัวตาย ใช้ประดับหมวกอู่กวานของนายทหาร เป็นเครื่องหมายแสดงความองอาจกล้าหาญ
(3) ยามซวี คือยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 19.00–21.00 น.
(4) ปิงเฉาเฉวียน คือเจ้ากรมทหารประจำมณฑล มีหน้าที่บัญชาการกำลังทหาร
(5) กงเฉาเฉวียน คือเจ้ากรมกงเฉา เสมียนเอกประจำมณฑลผู้ดูแลการแต่งตั้งและพิจารณาความชอบของขุนนาง ในที่นี้หมายถึงจงฮิว
(6) ชั่นฟู คือพ่อครัวหลวงประจำจวน ดูแลจัดเตรียมอาหารให้เจ้านาย
(7) ฉีหนู คือบ่าวขี่ม้า บ่าวไพร่ในสังกัดที่ขี่ม้าติดตามรับใช้นาย
(8) ยามไห้ คือยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 21.00–23.00 น.
(9) จี่หล็ก คือง้าวเกี่ยวทำด้วยเหล็ก อาวุธด้ามมีง่ามแหลมและคมเกี่ยว ในที่นี้เป็นจี่หล็กเล่มสั้น