ได้ยินเสียงซุนฮิวกับซุนเกี๊ยนสนทนาอยู่นอกกระโจม ซุนเจินที่อยู่ข้างในหันไปมองซีจื้อไฉ ซุนฮก และคนอื่น ๆ พลางยิ้มเอ่ยว่า “บุ๋นไท่มาถึงแล้ว! พวกเจ้าจงตามข้าออกไปต้อนรับ” เขาสะบัดชายเสื้อลุกขึ้นยืน จับกระบี่นำหน้าออกไปก่อน พาคณะซีจื้อไฉเปิดม่านกระโจมออกไปต้อนรับด้านนอก
ที่แห่งนี้คือค่ายทหารของซุนเจิน ซุนเกี๊ยนจึงไม่สะดวกพาพลม้าติดตามมามากมายนัก ครั้งนี้จึงนำมาเพียงซุนปีน หองกาย โจเมา ไม่กี่นายทหาร ส่วนพลม้าคนอื่น ๆ เขาส่งไปทางตะวันออกของอำเภอเสียบ้าง ให้รออยู่ที่จวนเจ้าเมืองบ้าง เมื่อเห็นซุนเจินออกมาจากกระโจม เขาก็หยุดบทสนทนากับซุนฮิว เอ่ยกับซุนเจินด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าบอกแล้วว่าอย่างช้าก็แค่ชั่วยามเดียวจะมาร่วมงานเลี้ยงของท่าน เป็นอย่างไรเล่า”
“ท่านแม่ทัพช่างเป็นผู้รักษาคำพูดยิ่งนัก!”
ซุนเกี๊ยนหัวเราะเสียงดังลั่น
“เรื่องที่ไปจัดการมาเรียบร้อยดีหรือไม่”
ซุนเกี๊ยนเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “เห็นข้านำทหารบุกตรงเข้าไป เขาตกใจจนตัวอ่อนปวกเปียกอยู่บนเตียง หวาดผวาจนพูดไม่ออก แม้แต่จะยืนยังยืนไม่ขึ้น ไฉนคนเช่นนี้ถึงได้เป็นข้าหลวงมณฑลหนึ่งได้เล่า? ช่างน่าขัน น่าขันนัก หากไม่เห็นแก่หน้าท่าน คนที่ได้แต่ชื่อลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนี้ ข้าเพียงฟันดาบเดียวก็ตัดศีรษะมันเสียแล้ว”
ซุนเจินรู้แก่ใจดีว่า “คนที่ได้แต่ชื่อลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนี้ ข้าเพียงฟันดาบเดียวก็ตัดศีรษะมันเสียแล้ว” เรื่องเช่นนี้ ซุนเกี๊ยนหาได้คุยโวไม่ ในหน้าประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เขาเคย “ฟัน” คนเช่นนี้” จริง ๆ และมิใช่เพียง “ฟัน” ไปแค่คนเดียว เริ่มจากอ้องซุย ต่อด้วยเตียวจี
หากจะเอ่ยถึง อ้องซุย เตียวจี และขงติ๋วนี้ก็นับว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเกียรติยศหรือความสามารถ ล้วนคล้ายคลึงกันยิ่ง ประหนึ่งออกจากแม่พิมพ์เดียวกัน
ประการแรก ทั้งสามคนนี้ล้วนมาจากสกุลใหญ่ในเมืองแคว้น มีชื่อกระฉ่อนไปทั่วหล้า ล้วนเป็นนักปราชญ์ชั้นแนวหน้า ได้รับการยกย่องจากหมู่บัณฑิต ประการที่สอง ทั้งสามคนนี้ล้วนมีแต่ชื่อว่างเปล่า หาได้มีเนื้อแท้ไม่ นั่นคือที่ซุนเกี๊ยนว่า “ได้แต่ชื่อลม ๆ แล้ง ๆ”