# ตอนที่ 201 — บุนเพ่ง (ตอนปลาย)
ปอไซแม้ไม่เคยร่ำเรียนพิชัยสงคราม ทว่าผู้ที่ได้เป็นศิษย์ของเตียวก๊ก ทั้งยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง)(1) ประจำเขตเองฉวน ตัวเขาเองก็นับเป็นผู้มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลย
ตามแผนการของเตียวก๊กนั้น เดิมทีกะจะยกพลก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์ฮั่นในวันเจี่ยจื่อเดือนสาม(2) ทว่าเพราะมีผู้ทรยศลอบแจ้งความ จึงจำต้องลงมือก่อนกำหนดอย่างกระชั้นชิด อีกทั้งเขตเองฉวนยังมีซุนเจินอยู่ด้วย ความเป็นไปของปอไซกับพวกก่อนลงมือนั้น เมื่อเทียบกับสานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงในเขตเมืองอื่น ๆ แล้ว ออกจะเลวร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ แม้กระนั้น ปอไซก็ยังติดต่อนายกองน้อยทั้งสิบเจ็ดอำเภอได้ภายในไม่กี่วัน ระดมสานุศิษย์ลัทธิมาได้หลายหมื่นคน แล้วตัดสินใจอย่างเฉียบขาด เข้าล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กไว้
จากการนี้ ก็พอเห็นได้ว่า ปอไซเป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยากผู้หนึ่งจริง
คนฉลาดย่อมไม่สะดุดล้มในที่เดิมถึงสองครั้ง เมื่อมีบทเรียนคราวที่ซุนเจินออกเมืองมาจู่โจมหนก่อนเป็นเครื่องเตือนแล้ว ปอไซย่อมไม่อาจไม่ระแวดระวังการนี้ เพื่อกันไม่ให้ซุนเจินใช้กลเดิมซ้ำอีก ทหารหุ้มเกราะหลายร้อยที่ขวางอยู่เบื้องหน้าซุนเจินกับพวกนี้ ก็คือ "การระวัง" ของเขานั่นเอง
บัดนี้มาคิดดู ตลอดแนวหน้าของทัพโพกผ้าเหลือง เหตุใดเฉพาะคูสนามเพลาะหน้าค่ายแห่งนี้แห่งเดียวจึงขุดได้ตื้นที่สุด
นอกจากจะเอื้อให้ทัพโพกผ้าเหลืองออกค่ายก่อกวนในเมืองยามค่ำคืน อีกทั้งสะดวกที่จะออกค่ายจากตรงนี้เข้าตีเมืองในเวลากลางวันแล้ว ก็ไม่อาจตัดทิ้งได้ว่า นี่อาจเป็นหลุมพรางที่ปอไซวางดักซุนเจินไว้ด้วย
ซุนจื่อกล่าวไว้ว่า "การยุทธ์นั้นคือวิถีแห่งการลวง ฉะนั้นเมื่อทำได้จึงแสร้งทำเป็นทำไม่ได้ เมื่อจะใช้จึงแสร้งทำเป็นไม่ใช้ เมื่ออยู่ใกล้จึงแสร้งทำเป็นไกล เมื่ออยู่ไกลจึงแสร้งทำเป็นใกล้ ล่อด้วยประโยชน์ เข้าตีในยามวุ่นวาย ฯลฯ นี่คือชัยชนะของนักพิชัยสงคราม ไม่อาจบอกล่วงหน้าได้"(3)
ปอไซแม้ไม่รู้พิชัยสงคราม ทว่า "หลุมพราง" ของเขานี้กลับต้องตรงกับวิถีแห่งการลวงของนักพิชัยสงครามที่ว่า "เมื่อทำได้จึงแสร้งทำเป็นทำไม่ได้ ล่อด้วยประโยชน์" พอดี
ทหารหุ้มเกราะหลายร้อยที่ซุ่มอยู่ในค่ายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกำลังหลักในสังกัดปอไซ ตลอดทั้งทัพโพกผ้าเหลือง มีก็แต่ในสังกัดปอไซเท่านั้นที่มีทหารหุ้มเกราะพรักพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อันประณีตมากมายถึงเพียงนี้ เพียงแต่ทหารหุ้มเกราะเหล่านี้เดิมล้วนอยู่ในกองกลาง คอยอารักขาปอไซทั้งสิ้น เขาย้ายพวกมันมาที่นี่เมื่อใดเล่า คิดดูแล้วเห็นจะไม่ใช่ในเวลากลางวัน หากแต่เป็นเมื่อย่ำค่ำไปแล้ว
ด้วยซุนเจินกับพวกอยู่เบื้องสูงทอดลงต่ำ ในเวลากลางวัน ปอไซยากจะเล่นกลอุบายอันใดออกมาได้ มีก็แต่เมื่อย่ำค่ำไปแล้วเท่านั้น จึงมีโอกาสจัดการลอบทำเช่นนี้ วางกำลังซุ่มไว้
ความนึกคิดต่าง ๆ แล่นวาบผ่านห้วงสำนึกของซุนเจิน ครั้นทวนยาวในมือเสียบทะลุเข้าร่างทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลือง ความนึกคิดเหล่านั้นก็หายลับไปสิ้น ในสมองของเขาเหลือเพียงความคิดเดียว "ฆ่าฝ่าออกไป ฆ่าตีกลับเข้าเมือง"
ทางแคบเมื่อประจัญกัน ผู้กล้าย่อมชนะ ในเมื่อพลั้งเผลอชั่วขณะ ตกหลุมพรางปอไซ ติดกลซุ่มของโพกผ้าเหลืองไปเสียแล้ว จะมาคิดถึงสิ่งอื่นใดอีกก็หาประโยชน์ไม่ได้ ความเสียดาย ความตื่นตระหนก ล้วนช่วยอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น หากไม่คิดจะตายอยู่ที่นี่ ก็มีแต่ต้องสำแดงความกล้าหาญให้มากกว่าข้าศึกเท่านั้น
แผ่นดินฮั่นทั้งสองยุค(4)แม้ไม่ได้ห้ามราษฎรซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ทว่าอาวุธที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดส่วนมากเป็นดาบ กระบี่ ธนู หน้าไม้ ส่วนเกราะนั้นมีน้อย เกราะอย่างประณีตยิ่งน้อยลงไปอีก รวมกับเกราะที่ปล้นมาจากอำเภอเกียบกับเซียงเซียสองวันมานี้ ทหารในสังกัดปอไซที่มีเกราะสวมในบัดนี้รวมทั้งสิ้นก็ไม่เกินสองสามพันคน เขาจึงไม่อาจส่งทหารหุ้มเกราะเข้ามาที่นี่มากนัก ทหารหุ้มเกราะที่ขวางอยู่เบื้องหน้าซุนเจินกับพวกมีราวสามร้อยคน เห็นจะเป็นหนึ่ง "ฉวี" (กอง)(5)
ซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า แลเห็นได้กว้างไกลกว่า ก่อนจะพุ่งเข้าในกระบวนทหารหุ้มเกราะ ก็ได้กวาดตามองกองทหารหุ้มเกราะกองนี้ไว้คร่าว ๆ แล้ว
ทหารหุ้มเกราะราวสามร้อยนั้นประกอบขึ้นจากทหารสองเหล่าเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นพลโล่ อีกส่วนหนึ่งเป็นพลทวน พลโล่อยู่หน้า พลทวนอยู่หลัง ประกอบกันขึ้นเป็นขบวนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พลโล่มีไม่มาก เห็นจะราวสี่ห้าสิบคน เรียงแถวอยู่หน้าขบวน เบื้องหลังล้วนเป็นพลทวนทั้งสิ้น
โดยรอบกระบวนรูปนี้ คือไพร่โพกผ้าเหลืองสามัญหลายพันคน ที่ลุกขึ้นกลางค่ำคืนเมื่อได้ข่าว หรือรีบรุดมาจากที่ใกล้เคียง
ไพร่โพกผ้าเหลืองสามัญเหล่านี้ก็เหมือนกับพวกที่ปะทะกันเมื่อวันก่อน และพวกในสามค่ายที่เพิ่งพุ่งฝ่ามาเมื่อครู่ คือล้วนสวมเกราะกันน้อยนัก ส่วนมากเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง อาวุธก็หยาบกระด้าง หลายคนถือแต่เครื่องไถนากับหอกไม้ไผ่ สำหรับ "ทหารระดมมั่ว" เหล่านี้ ซุนเจินไม่ได้ใส่ใจนัก ขอเพียงระมัดระวังสักหน่อย "ทหารระดมมั่ว" เช่นนี้แม้มีมากเพียงใด ก็ยากจะเป็นภัยใหญ่หลวงต่อพวกเขาได้ เมื่อเช้าวันก่อน เขานำคนฝ่าเข้าฝ่าออกในกระบวน "ทหารระดมมั่ว" เหล่านี้ สุดท้ายเสียไพร่พลล้มตายไปเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่ต้องเอ่ยถึง ก็เป็นข้อพิสูจน์ชัดแจ้งอยู่แล้ว
กล่าวอีกอย่างก็คือ ขอเพียงตีทหารหุ้มเกราะสามร้อยที่อยู่เบื้องหน้านี้ให้แตกได้ พวกเขาก็จะได้ชัยในการตีค่ายยามค่ำคืนนี้
พลโล่ที่อยู่หน้ากระบวนทหารหุ้มเกราะนั้นถือโล่ใหญ่ สูงกว่าครึ่งตัวคน
พลโล่เหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าผ่านการฝึกปรือมาหรือไม่ ดูแต่ท่วงท่าเบื้องหน้าก็ออกจะเข้าทีอยู่ แม้จะเรียงแถวเบาบางไปสักหน่อย ไม่หนาแน่นพอ ทว่าล้วนหมอบอยู่หลังโล่ ชูโล่ขึ้นสูง หมายจะหน่วงฝีเท้าม้าของซุนเจินกับพวกไว้ด้วยวิธีนี้
บนโล่มี "ช่องทวน" หลังพลโล่แต่ละคนมีพลทวนสองนาย คอยแทงทวนยาวออกมาทาง "ช่องทวน" หากมองแต่ไกล กระบวนทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองนี้ก็ดูประหนึ่งเม่นตัวหนึ่ง
หากซุนเจินขี่ม้าฝีเท้าดี เผชิญกระบวนเช่นนี้ เขาก็อาจฉวยจุดอ่อนที่พลโล่เรียงแถวเบาบาง ไม่หนาแน่นพอ ขับม้าให้กระโจนข้ามโล่แถวหน้าสุด เหยียบย่ำบุกเข้าไปในนั้น ถือโอกาสตีกระบวนให้แตก น่าเสียดายที่ม้าซึ่งเขาขี่แม้ไม่ใช่ม้ากระจอก ทว่าก็ไม่ใช่ม้าฝีเท้าดี ท่วงท่ายากเย็นเช่นนี้จึงยากจะทำให้สำเร็จ
เขาทำได้เพียงดึงรั้งบังเหียนสุดกำลัง ไม่ให้ม้าที่ขี่พุ่งชนเข้ากับทวนยาวที่ยื่นพ้นออกมานอกโล่ พร้อมกันนั้นก็ออกแรงกวัดแกว่งทวนเหล็กในมือ แทงออกไปให้สุดกำลัง แสงดาวแสงเดือน คบเพลิง กองไฟ ทวนเหล็กพุ่งตรงเสียบเข้ากลางหน้าทหารหุ้มเกราะพลทวนคนหนึ่งที่อยู่หลังโล่เบื้องหน้า
ที่แท้ก็เพราะขาดการฝึกปรืออย่างมีแบบแผน วิทยายุทธ์ยังไม่ถึงขั้น พลโล่ทัพโพกผ้าเหลืองแม้จะหลบอยู่หลังโล่กันหมด ทว่าพื้นที่ป้องกันของโล่ย่อมมีจำกัด ในกรณีเช่นนี้ พลทวนหุ้มเกราะที่แทงทวนยาวออกทาง "ช่องทวน" จึงละเลยการป้องกันตน หลายคนชะโงกตัวตรง โผล่ครึ่งบนของร่างพ้นออกมานอกโล่ ที่ซุนเจินแทงโดนก็คือหนึ่งในนั้นพอดี
ซุนเจินอยู่บนหลังม้า พลทวนหุ้มเกราะอยู่บนพื้น เพียงยกทวนยาวสูงขึ้นเล็กน้อย ก็เลี่ยงพ้นเกราะบนตัวพลทวนหุ้มเกราะ เสียบเข้าแก้มของมัน
โล่ที่เรียกว่า "เจี่ยโจ้ว"(6) นั้น เจี่ยคือเกราะ โจ้วคือหมวกเกราะ หมวกเกราะอย่างดีหน่อยจะมีกะบังหน้า ดังเช่นโต้วโหมว (หมวกเกราะ)(7) ที่ซุนเจินสวมอยู่นี้ เบื้องหน้าก็มีกะบังหน้า มีไว้กันลูกธนูเป็นสำคัญ ในยามประจัญตัวต่อตัวก็กันอาวุธสั้นยาวของข้าศึกได้ด้วย พลทวนหุ้มเกราะที่ถูกแทงนี้เป็นเพียงไพร่ทหารคนหนึ่งของทัพโพกผ้าเหลือง แม้จะเป็นไพร่กำลังหลัก ทว่าก็สวมเพียงหมวกเกราะสามัญ หามีกะบังหน้าไม่
ทวนเหล็กเสียบเข้ากลางหน้ามันโดยไร้สิ่งกีดขวาง อาศัยแรงม้าทะลุผ่านกะโหลกทั้งอัน ปลายทวนโผล่พ้นออกมาจากท้ายทอยของมัน
ทหารหุ้มเกราะคนนี้ร้องลั่นโหยหวน ล้มลงดังครืน หลังโล่อันหนึ่งมีพลทวนหุ้มเกราะสองนาย คนที่ล้มลงนี้กระแทกเข้ากับทหารหุ้มเกราะอีกคนพอดี ทหารหุ้มเกราะอีกคนนั้นยืนไม่อยู่ ก็ล้มฟุบลงกับพื้นตามไปด้วย ในยามล้มลง ทหารหุ้มเกราะคนที่สองนี้อาจเพราะตื่นตระหนกเกินไป หรืออาจคิดจะอาศัยทวนยาวยันตัวให้มั่น กลับลืมปล่อยด้ามทวนในมือ พอมันล้มฟุบลง ทั้งคนทั้งเกราะหนักเกือบสองร้อยชั่ง ทำให้โล่เอียงทะแยงไปในพริบตา อุ้งมือของพลโล่ถูกกระชากจนปริแยก ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แล้วปล่อยมือออกโดยไม่รู้ตัว
ว่าช้านั้นเร็ว สิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วกะพริบตา
โล่หล่นลงพื้น เบื้องหน้าพลโล่ก็ไร้เครื่องกำบังอีกต่อไป ซุนเจินดีใจยิ่งนัก ร้องในใจว่า "ฟ้าช่วยเรา!" ขับม้าเหยียบย่ำไปข้างหน้า กีบม้าเหยียบลงบนตัวพลโล่ กระชากทวนเหล็กกลับ แล้วหวนมือแทงเข้าหน้าพลทวนอีกคนหนึ่ง
พอดีกับขณะนั้น เสียงตวาดกระหึ่มก็แว่วเข้าหูเขา
เขาชำเลืองมอง กลับเป็นเล่าเติ้งใช้สองแขนหนีบหักทวนยาวสองเล่มบนโล่ที่อยู่ใกล้ ๆ จนขาดสะบั้น
ไม่ทันรู้ตัวว่าเมื่อใด เล่าเติ้งกระโจนลงจากหลังม้า เปลี่ยนมาสู้รบด้วยเท้าแทน ซุนเจินอยู่หน้าสุด จึงไม่มีเวลาลงจากม้า ส่วนเล่าเติ้งอยู่ค่อนไปทางหลังสักหน่อย เพราะเมื่อเห็นกระบวนโล่ของทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองแล้วยังมีเวลาลงจากม้ามาสู้ด้วยเท้า
หลังจากหนีบหักทวนยาวสองเล่มบนโล่ขาดสะบั้นแล้ว เล่าเติ้งก็ย่อขาลงในท่ากวางม้า ทรุดตัวลง คว้าเอาส่วนล่างของโล่ ยกโล่ขึ้นเล็กน้อย แล้วทุ่มทั้งตัวทับลงบนโล่ กดโล่นั้นให้ล้มลง
พลโล่กับพลทวนหุ้มเกราะสองนายที่อยู่หลังโล่หลบหลีกไม่ทัน ถูกทับอยู่ใต้โล่พร้อมกัน เล่าเติ้งหักได้แต่ทวนยาวที่โผล่พ้นอยู่นอกโล่ ด้านในโล่ยังมีด้ามทวนอีกสองเล่ม "ปุ" "ปุ" สองเสียงทึบ ๆ พลทวนหุ้มเกราะสองนายถูกด้ามทวนปักเข้าคนละเล่ม ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เล่าเติ้งหาแยแสไม่ ชักง้าวเกี่ยวสั้น(8)ที่ผูกอยู่บนหลังออกมา แล้วแทงกระหน่ำเข้าไปข้างในผ่านช่องว่างระหว่างโล่กับพื้นอย่างดุเดือด
เขาแทงเร็วยิ่งนัก ชั่วลมหายใจเดียวก็แทงติด ๆ กันไปสิบกว่าครั้ง ทุกครั้งที่แทงลง ก็พุ่งสายเลือดออกมาสายหนึ่ง พลโล่กับพลทวนหุ้มเกราะ จากร้องโหยหวน ดิ้นรน จนนิ่งไม่ไหวติง
เล่าเติ้งลงจากม้า ส่วนสวี่จ้งที่อยู่อีกด้านหนึ่งเหมือนซุนเจิน คือไม่ได้ลงจากม้า ทว่าก็ต่างจากซุนเจิน สวี่จ้งไม่ได้มองหาจุดอ่อนของข้าศึก หากแต่ขับม้าพุ่งชนเข้ากับโล่ตรง ๆ ทวนยาวสองเล่มเสียบลึกเข้าในตัวม้าที่ขี่ ม้าร้องครวญครางส่งเสียงยาว ตีลังกาล้มลง เพราะแรงม้าพุ่งชน โล่ก็ถอยร่นกลับไปโดยไม่อาจห้าม
สวี่จ้งใช้ปลายเท้าแตะโกลนม้าเบา ๆ กระโจนตัวลอยขึ้นก่อนม้าที่ขี่จะล้มลง ทิ้งทวนยาวในมือเสีย ชักดาบประจำกายออกกลางอากาศ กระโจนลงสู่พื้น พลิกตัวพุ่งเข้าประชิดโล่ อ้อมไปทางด้านหลัง เพียงสองสามท่าก็สังหารพลโล่กับพลทวนหุ้มเกราะสองนายที่กำลังยืนไม่อยู่ตัวเสียสิ้น
"แปดเซียนข้ามทะเล ต่างสำแดงฤทธิ์ของตน"(9) เมื่อเผชิญข้าศึกแกร่งกล้าเหมือนกัน ความแตกต่างในนิสัยใจคอของซุนเจิน เล่าเติ้ง สวี่จ้งสามคน ก็สำแดงออกอย่างถึงที่สุดในชั่วขณะนี้ เล่าเติ้งอาศัยกำลัง สวี่จ้งอาศัยความห้าวหาญ ส่วนซุนเจินนั้นมองหาจุดอ่อนของข้าศึก
แทบจะพร้อมกันกับที่เล่าเติ้งกับสวี่จ้งสังหารข้าศึกโดยไม่รู้ว่าใครก่อนใครหลัง ซุนเจินยังหันหน้ากลับมาไม่ทันตรง ซินอ้ายก็ร้องบอกอยู่เบื้องหลังเขาว่า "ก้มหัวลง!"
ซุนเจินไม่ทันหันไปมอง รีบขานรับแล้วก้มหัวลง ได้ยินเสียง "หวือ" หนึ่ง กลับเป็นซินอ้ายเหวี่ยงทวนยาวในมือออกไป เพียงแต่ไม่ได้ถูกข้าศึก กระแทกเข้ากับโล่ แล้วตกลงพื้น
การกระทำนี้ของซินอ้ายเตือนสติเจียงฉินที่คุมกองหลังขึ้นมา เขาร้องตะโกนตามมาทันทีว่า "เหวี่ยงทวน!"
ปินเค่อ(10)ห้าสิบคนรับคำสั่ง ต่างเอาอย่างซินอ้าย พากันออกแรงเหวี่ยงทวนยาวออกไป ทวนยาวหลายสิบเล่มแหวกอากาศ พุ่งข้ามศีรษะซุนเจิน สวี่จ้ง เล่าเติ้งไป ดั่งห่าฝนกระหน่ำ ตกลงในกระบวนทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลือง ส่วนมากไม่ได้ถูกข้าศึก ทว่าก็มีสิบกว่าเล่มที่เสียบโดนพลทวนที่อยู่หลังโล่ ในกระบวนทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลืองมีแต่เสียงร้องโหยหวนระงม กระบวนก็ปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในทันที
เห็นซุนเจินกับพวกต่างสำแดงเดชเดชะ บุนเพ่งละอายใจที่จะตามหลังเขา จึงกัดฟันกรอด เร่งม้าควบห้อ ดั่งสายลมพัดไล่มาแต่ข้างหลัง ผ่านพ้นซุนเจินไป เป็นคนแรกที่พุ่งเข้าในกระบวนทหารหุ้มเกราะโพกผ้าเหลือง สำแดงเพลงทวนยาว ทะลวงซ้ายแทงขวา ปากก็ร้องตวาดสังหารไม่ขาด "ฆ่ามันเสีย! ฆ่ามันเสีย!"
——
## เชิงอรรถ
(1) ฉวี๋ซ่วย คือตำแหน่งแม่ทัพหรือหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล เตียวก๊กแบ่งสานุศิษย์ออกเป็นสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยเป็นผู้คุม ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเขตเองฉวน
(2) วันเจี่ยจื่อ เป็นวันหนึ่งในการนับวันตามรอบหกสิบของจีนโบราณ (ดูเชิงอรรถข้อ 11 ท้ายตอน ว่าด้วยข้อถกเถียงเรื่องวันก่อกบฏของเตียวก๊ก)
(3) ถ้อยคำนี้มาจากตำราพิชัยสงครามของซุนจื่อ (ซุนหวู่) ปราชญ์พิชัยสงครามผู้ยิ่งใหญ่ บทว่าด้วยการลวงข้าศึก
(4) แผ่นดินฮั่นทั้งสองยุค หมายถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกกับราชวงศ์ฮั่นตะวันออกรวมกัน
(5) ฉวี (กอง) เป็นหน่วยทหารยุคฮั่น เป็นหน่วยรองจากปู้ คุมรวมสองถุน
(6) เจี่ยโจ้ว เป็นคำเรียกรวมเครื่องเกราะ เจี่ยคือเกราะหุ้มกาย โจ้วคือหมวกเกราะ
(7) โต้วโหมว คือหมวกเกราะเหล็กชนิดหนึ่ง มีกะบังหน้าไว้กันลูกธนูและอาวุธประชิดตัว
(8) ง้าวเกี่ยวสั้น เป็นอาวุธด้ามสั้นปลายมีง่ามเกี่ยว สำหรับแทงและเกี่ยวในการประชิดตัว เป็นอาวุธคู่มือของเล่าเติ้ง
(9) "แปดเซียนข้ามทะเล ต่างสำแดงฤทธิ์ของตน" เป็นสำนวนจีน หมายถึงต่างคนต่างงัดความสามารถเฉพาะตัวออกมาใช้ตามถนัด
(10) ปินเค่อ คือบริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด
(11) ว่าด้วยวันเจี่ยจื่อเดือนสาม
จดหมายเหตุซานกั๋วจื้อ (จดหมายเหตุสามก๊ก) บันทึกว่า "เจี่ยจื่อเดือนสาม" ส่วนโฮ่วฮั่นซู (จดหมายเหตุฮั่นยุคหลัง) จือจื้อทงเจี้ยน เป็นต้น บันทึกว่า "วันที่ห้าเดือนสาม"
ท่านฟั่นเหวินหลานอาจอาศัยบันทึกสองอย่างที่ต่างกันนี้ จึงกล่าวไว้ในจงกั๋วทงสื่อ (ประวัติศาสตร์จีนฉบับสมบูรณ์) ว่า "เตียวก๊กกำหนดไว้ล่วงหน้าให้ก่อการพร้อมกันทั้งในและนอกเมืองหลวงในวันที่ห้าเดือนสามปีเจี่ยจื่อ (วันเจี่ยจื่อ)" ทว่าตามการสอบทานของเว่ยจ้งจ่านในบทความเรื่อง "วันที่ห้าเดือนสามศักราชจงผิงปีที่หนึ่งไม่ใช่ 'วันเจี่ยจื่อ'" นั้น วันที่ห้าเดือนสามแห่งศักราชจงผิงปีที่หนึ่งหาใช่วันเจี่ยจื่อไม่ หากแต่เป็นวันเกิงซวี ส่วน "วันเจี่ยจื่อ" นั้นคือวันที่สิบเก้าเดือนสามแห่งศักราชจงผิงปีที่หนึ่ง
ส่วนที่ว่าเหตุใดซานกั๋วจื้อจึงกล่าวว่า "เจี่ยจื่อเดือนสาม" แต่โฮ่วฮั่นซูเป็นต้นกลับว่า "วันที่ห้าเดือนสาม" นั้น เว่ยจ้งจ่านเห็นว่า "ซานกั๋วจื้อแม้จะเป็นตำราที่เรียบเรียงขึ้นก่อนตำราอื่นทั้งปวง ทว่าผู้รุ่นหลังที่ชำระและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ล้วนเขียนตามว่า 'วันที่ห้าเดือนสาม' พึงเชื่อได้ว่าย่อมมีหลักฐานอ้างอิง อาจเป็นเพราะเอกสารต่างกัน หยิบยกหลักฐานไม่ตรงกัน จะเขียนว่า 'เจี่ยจื่อเดือนสาม' ก็ได้ หรือจะยกทั้งสองอย่างมากล่าวพร้อมกัน แล้วชี้แจงให้กระจ่าง ก็ได้เช่นกัน"