สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 294 สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 2)

23 นาที· 5.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 294 — สามศึกชิงคืนแผ่นดินตังกุ๋นจนสิ้น (ตอน 2)

ครั้นกลับมาถึงริมฝั่งน้ำผูสุ่ย เหอหงี สวี่จ้ง เล่าเติ้ง ก็ตระเตรียมการข้ามน้ำไว้พร้อมแล้ว เหอหงีนำกำลังข้ามไปก่อน ตั้งกระบวนระวังหน้าอยู่ฝั่งใต้ ส่วนสวี่จ้งกับเล่าเติ้งให้คนไปรวบรวมเรือมาจากต้นน้ำปลายน้ำได้หลายลำ ซุนเจินเดิมหมายจะข้ามน้ำในวันนี้ แต่ครั้นได้พิเคราะห์ดูการตั้งรับของเหวยเซียงเมื่อครู่ ก็ตรองได้กลอุบายอย่างหนึ่ง เพื่อจะให้กลอุบายนี้สำเร็จได้ดียิ่งขึ้น จึงเปลี่ยนใจเสีย หยุดม้าอยู่ฝั่งใต้ แหงนพินิจสีฟ้า เห็นเป็นเวลาบ่ายแล้ว จึงรำพึงในใจว่า "หากข้ามน้ำเดี๋ยวนี้ กว่ากำลังอีกสองพันเศษที่ยังค้างอยู่ฝั่งเหนือจะข้ามมาครบ เห็นจะถึงยามเย็น มิเป็นผลดีแก่กลอุบายของเรา" จึงสั่งให้เหอหงีคงอยู่ฝั่งเหนือ ตั้งค่ายระวังเหตุ และสั่งให้กำลังส่วนที่เหลือไม่ต้องรีบข้ามมา ให้พักผ่อนอยู่ฝั่งตรงข้ามก่อน รอเช้าวันรุ่งขึ้นค่อยข้ามน้ำก็ยังไม่สาย

ซุนเจินกล่าวแก่เตียนอุย ตันเต้า กับเหล่าขุนทหารที่ตามไปดูการตั้งรับของเหวยเซียงด้วยกันว่า "นับแต่ออกจากผิงอวี๋มา กองของเราเดินวันละห้าสิบลี้ ติดต่อกันสิบกว่าวันมิได้หยุดพัก อีกทั้งรบกับโจรโพกผ้าเหลืองที่ตันลิวถึงสองครั้ง ไพร่พลเหน็ดเหนื่อยนัก ควรได้พักเสียบ้าง ท่านทั้งหลายจงกลับไปยังกองของตนฝั่งใต้ ให้พ่อครัวทำของกินดี ๆ เลี้ยงดูเหล่าทหาร ให้อิ่มหนำสักมื้อ พักผ่อนสักคืน รุ่งเช้าจึงค่อยข้ามน้ำขึ้นเหนือไปตีเหวยเซียง"

คนทั้งหลายรับคำ เตียนอุย ตันเต้า กับพวกข้ามน้ำกลับไปยังกองของตน แต่ซุนเจินหาได้ข้ามตามไปไม่

เมื่อครู่เหอหงีเห็นซุนเจินกลับมา ก็ออกจากหมู่ไพร่พลในค่ายมาต้อนรับ บัดนี้ยืนคำนับอยู่ข้างม้าของซุนเจิน

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "เหอหงีเดิมเป็นฉวี๋ซ่วยแห่งโพกผ้าเหลือง ใต้บังคับเคยมีคนนับหมื่น ออกคำสั่งชี้นิ้วได้ดังใจ บัดนี้มาสวามิภักดิ์ต่อเรา จากผู้อยู่เหนือคนกลับกลายเป็นผู้อยู่ใต้คน พรรคพวกในมือไม่ถึงพันคน ยามออกศึกยังต้องนำหน้าก่อน แม้เราจะสั่งให้เขาย้ายครอบครัววงศ์ตระกูลมาไว้ผิงอวี๋ ทั้งยามปรกติก็ผูกน้ำใจเขาไว้มาก แต่หากจะได้ความภักดีจากใจจริงของเขา ให้เขาเต็มใจยอมตามคำสั่งของเรา ก็ยังต้องสำแดงพระคุณและความเชื่อใจให้ประจักษ์เสียก่อน"

เขามองดูพรรคพวกของเหอหงีที่ตั้งกระบวนอยู่ฝั่งเหนือ แล้วคิดต่อไปว่า "ตั้งแต่ครั้งเหอหงีมาสวามิภักดิ์แต่แรก เราแบ่งคนให้เขาสองร้อยไว้ใช้ ครานั้นก็คิดอยู่แล้วว่าจะค้างแรมในค่ายของเขาสักคืน เพื่อสำแดงความไว้วางใจที่เรามีต่อเขา อันจะลดความระแวงแคลงใจของเขาลง เพื่อให้เขาอุ่นใจ เพียงแต่เมื่อครานั้นกลับใจตรองดูถี่ถ้วน เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา บัดนี้ดูไปกลับเป็นว่าถึงเวลาแล้ว คืนนี้เราจะไม่ข้ามไปฝั่งตรงข้าม จะพักอยู่ในค่ายของเขาเสียทีเดียว"

ซุนเจินเมื่อชาติก่อนได้อ่านตำรับตำรามา เคยพบเรื่องราวของแม่ทัพหลายคนที่ค้างแรมในค่ายทหารที่ยอมจำนนยามราตรี จนได้ใจทหารเหล่านั้นให้ภักดียอมตายถวายตัว ดังเช่นจูหยวนจาง อีกทั้งฉาหานเที่ยมู่เอ๋อร์ ทั้งสองเป็นคนร่วมยุคเดียวกัน ล้วนเคยทำการเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่การกระทำเช่นนี้มีทั้งผู้สำเร็จและผู้มิสำเร็จ ผู้สำเร็จดังจูหยวนจาง ผู้มิสำเร็จดังฉาหานเที่ยมู่เอ๋อร์ ฉาหานเที่ยมู่เอ๋อร์นั้นถึงกับต้องสิ้นชีพเพราะการนี้เอง ค้างแรมในค่ายทหารยอมจำนนเหมือนกัน แต่คนหนึ่งสำเร็จ อีกคนหนึ่งกลับต้องตาย นี่บอกแก่ซุนเจินให้รู้ความจริงข้อหนึ่งว่า การค้างแรมในค่ายทหารยอมจำนนนั้น มิใช่เพียงมีความกล้าก็พอ ที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้จักดูคน แต่ก่อนเขามิสู้รู้จักเหอหงีนัก จึงมิอาจทำการนี้ได้ บัดนี้นับว่ารู้จักดีขึ้นแล้ว ก็ควรจะทำการนี้ได้

คิดมาถึงตรงนี้ เขาจึงสั่งให้ซุนฮิวกับซีจื้อไฉข้ามน้ำไปฝั่งตรงข้ามด้วย ส่วนตนพาหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวคงอยู่ แล้วหัวเราะกล่าวแก่เหอหงีว่า "รุ่งเช้าทั้งทัพจะข้ามน้ำ คืนนี้เราจะไม่ไปฝั่งตรงข้าม จะพักอยู่ในค่ายของเจ้านี่แหละ จะได้ไม่ต้องไปมาให้ลำบาก"

เหอหงีตะลึงไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "ซือหม่าจะพักอยู่ในค่ายของข้าน้อยคืนนี้หรือ"

ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "อย่างไรเล่า ไม่ยินดีต้อนรับหรือ นับแต่เจ้าเข้ามาอยู่ในกองของเรา เจ้ากับเรายังมิเคยได้สนทนากันให้สบอารมณ์เลย พอดีอาศัยโอกาสคืนนี้ เจ้ากับเราเอนกายเคียงเท้า นอนเตียงเดียวกันสนทนายามราตรี มิรื่นรมย์ดอกหรือ จะว่าไป แม้เราจะออกศึกอยู่ในยีหลำเดือนเศษ แต่ก็วุ่นอยู่กับการรบทัพจับศึก เอาแต่รบพุ่ง ยังมิทันได้แบ่งเวลาไปฟังเรื่องเล่าลือนิทานพื้นบ้าน เพลงราษฎร์และจารีตบ้านเมืองของยีหลำเลย เราได้ยินมานานว่ายีหลำมีฟางซื่อมาก มีเรื่องเทพเซียนอยู่มากมาย เจ้าเป็นชาวพื้นเมืองยีหลำ คงรู้เรื่องเหล่านี้ดี คืนนี้เราจะฟังเจ้าเล่าสักหน่อย จะเป็นอย่างไร"

เหอหงีเป็นแม่ทัพกบฏที่ยอมจำนน รู้สถานะตนดี ทั้งเพราะถูกฮองฮูสงกับจูฮีข่มขู่กำราบ ยิ่งทำให้เขาระมัดระวังตัวเป็นที่สุด ยามปรกติก็นอบน้อมต่อซุนเจินอย่างยิ่ง ด้วยครอบครัววงศ์ตระกูลย้ายมาอยู่ผิงอวี๋หมดแล้ว ก็นับว่าตัดใจคิดกลับกลอกลงเสียได้ มิกล้าคิดสองใจอีก หมายเพียงขอให้อยู่รอดปลอดภัย รอจนสิ้นศึกแล้วมิถูกถีบหัวส่งทิ้งก็นับว่าเป็นบุญนักหนา หากมิคาดว่าซุนเจินจะออกปากเองว่าจะไปพักค้างในค่ายของตน จึงซาบซึ้งใจยิ่งนัก มิรู้ว่าจะกล่าวกระไรดี เหลือบมองสีหน้าซุนเจินดุจจะให้แน่ใจ เห็นมิเหมือนพูดเล่น จึงรีบหมอบกราบลงหน้าม้า กล่าวว่า "หากซือหม่าใคร่ฟังเรื่องเทพเซียนของฟางซื่อ ข้าน้อยก็ขอเล่าเท่าที่รู้ให้สิ้น เพื่อให้ท่านสำราญสักครา" หยุดไปครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อว่า "จะว่าไป ปู่ของข้าน้อยเองก็เคยมีวาสนาได้พบบุตรของจื้อปั๋ออี๋อยู่นะขอรับ"

"อือ ปู่ของเจ้าเคยพบบุตรของจื้อปั๋ออี๋หรือ" ซุนเจินเพิ่งกล่าวว่าใคร่ฟังเขาเล่าเรื่องฟางซื่อเทพเซียนของยีหลำ ที่จริงก็เพียงพูดออกไปลอย ๆ เท่านั้น แต่ครั้นได้ยินว่าปู่ของเขาเคยพบบุตรของจื้อปั๋ออี๋ ก็พลันรู้สึกสนใจขึ้นมาจริง ๆ โดยมิรู้ตัว

จื้อปั๋ออี๋นั้นเป็นชาวซีผิง ปู่ของเขาคือจื้ออวิ้น เป็นคนเข้มแข็งซื่อตรง เรื่อง "ขวางประตู" ของเขาเป็นที่เล่าขานปากต่อปากในหมู่บัณฑิตทั่วใต้หล้า เลื่องลือกันด้วยความนิยม มีชื่อเสียงเทียบเคียงได้กับตั่งเซวียน นายอำเภอคอแข็งแห่งฮั่นยุคก่อน(1) ภายหลังได้เป็นไท่โส่วแห่งฉางชา ส่วนบิดาของเขาคือจื้อโซ่ว เคยดำรงตำแหน่งชื่อสื่อแห่งกิจิ๋ว และซ่างซูผูเย่ ก็เป็นขุนนางผู้มีชื่อเสียงซื่อตรงสุจริตและมีความสามารถ และตามที่เล่าลือกันมา จื้อปั๋ออี๋นั้นมีปฏิภาณเฉียบขาดยิ่งนัก รู้จักสวดมนตร์ฟันกระบี่ ปราบมารจับผีได้ ครั้นอายุได้สามสิบปี ขณะดำรงตำแหน่งตูโหยวเขตเหนือของแคว้นยีหลำ เคยจุดไฟเผาปีศาจจิ้งจอกในเรือนศาลาแห่งหนึ่ง

กล่าวมาถึงตรงนี้ จำต้องกล่าวความนอกเรื่องสักหน่อย ด้วยซุนเจินนั้นข้ามภพมาแต่ยุคหลัง ย่อมมิเชื่อเรื่องฟางซื่อเทพเซียนของยีหลำเป็นธรรมดา แต่ถึงมิเชื่อก็มิอาจห้ามความสงสัยใคร่รู้ได้ เพราะเหตุใดเล่า ก็เพราะเรื่องฟางซื่อเทพเซียนของยีหลำนั้นมีมากเหลือเกิน อีกทั้งตัวเอกในเรื่องเหล่านั้นส่วนมากมีชื่อมีแซ่ มีตัวตนอยู่จริง หาใช่เรื่องกุขึ้นเลื่อนลอยไม่

ดังเช่นจื้อปั๋ออี๋ผู้นี้ อีกทั้งเฟ่ยฉางฝางชาวซ่างไช่ "เคยเป็นเสมียนตลาด เล่าลือกันว่าตามหูกงเข้าภูเขาไปเรียนวิชาเซียน แต่มิสำเร็จจึงลากลับ รักษาโรคหนักได้ เฆี่ยนตีผีร้อยตน ใช้เสอกงได้" อีกทั้งตั่งเอ๋งผู้ย้ายถิ่นมาอยู่ยีหลำ อีกทั้งตั่งจ้งบุตรของตั่งเอ๋ง "มารดาเป็นเทพธิดา กำเนิดมาก็มีปาฏิหาริย์ เขียนยันต์ขับปีศาจได้หลายครั้ง" อีกทั้งเกาฮั่วชาวซินซี เกาฮั่วเป็นสหายเก่าของฮั่นกวงอู่ตี้ "เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ รู้แจ้งวิชาตุนเจี่ย ใช้ภูตผีได้" อีกทั้งสวี่จวิ้นกับสวี่ม่าน ปู่หลานแห่งตระกูลสวี่ในผิงอวี๋ ล้วนเชี่ยวชาญวิชาเสี่ยงทายพยากรณ์ มักแม่นยำปรากฏผลเสมอ แต่ครั้งอยู่เองฉวน ซุนเจินก็เคยได้ยินซุนเชวียเล่าเรื่องราวผู้คนเหล่านี้มาแล้ว ครั้นมายีหลำปราบโพกผ้าเหลือง ยามว่างศึกออกตรวจตราในค่าย บางคราก็ได้ยินคนนำทางในกองทัพเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เหล่าทหารที่มาจากเองฉวนฟังอย่างมีสีสันชวนฟัง จะว่ามิสงสัยใคร่รู้เสียเลยนั้น ย่อมเป็นไปมิได้

ในตำราโฮ่วฮั่นซู หมวดฟางซื่อเลี่ยจ้วน บันทึกฟางซื่อไว้สามสิบสี่คน เป็นชาวแคว้นยีหลำเสียหกคน

เห็นซุนเจินพิศวงที่ปู่ของตนเคยพบบุตรของจื้อปั๋ออี๋ เหอหงีรำพึงในใจว่า "หากมิใช่ปู่ของข้าเคยพบบุตรของจื้อปั๋ออี๋ ครั้นกลับถึงบ้านแล้วบอกแก่ข้าซึ่งยังเป็นเด็กว่า 'เรื่องเทพเซียนนั้นมีจริงแน่แท้' ข้าก็คงมิคิดเข้าร่วมก่อการกำเริบกับลัทธิไท่ผิงพร้อมพาบรรดาปินเค่อตามไปด้วยดอก เพียงแต่บัดนี้ดูไปแล้ว ลัทธิไท่ผิงนี้หาได้มีวิชาเทพเซียนจริงไม่ ส่วนท่านแม่ทัพฮองฮูสงกับท่านซุนซือหม่ากลับใช้ทัพได้ราวเทพจริงแท้แน่นอน เฮ้อ ข้าหลงกลเสียแล้ว" ความในใจเหล่านี้เอ่ยออกมามิได้ จึงเพียงตอบอย่างนอบน้อมว่า "ขอรับ"

ซุนเจินกล่าวอย่างยินดีว่า "ดี ดี คืนนี้เราจะฟังเจ้าเล่าเรื่องที่ปู่เจ้าพบบุตรจื้อปั๋ออี๋ เจ้ารีบลุกขึ้นเถิด เรามิได้บอกแก่เจ้าแล้วหรือ ต่อไปเจ้ากับเราอยู่ในกองทัพเดียวกัน รับใช้ราชสำนักร่วมกัน ก็คือเพื่อนร่วมเสื้อแพรเดียวกัน อย่าได้ถือพิธีรีตองมากความเช่นนี้เลย"

เหอหงีรับคำแล้วลุกขึ้น ซุนเจินกล่าวว่า "เจ้าจงไปบัญชาการให้ไพร่พลตั้งค่ายเสียก่อนเถิด" เหอหงีรับว่า "ขอรับ" แล้วคำนับอีกครั้ง จึงจากไปด้วยความปลื้มปีติเต็มอก ไปบัญชาการให้ไพร่พลตั้งค่าย

คืนนั้นซุนเจินก็พักอยู่ในค่ายของเหอหงี อยู่ร่วมกระโจมเดียวกับเหอหงี นอนเตียงเดียวกัน ครั้นซักถามเรื่องที่ปู่ของเหอหงีพบบุตรของจื้อปั๋ออี๋โดยละเอียดแล้ว ก็ขยายเรื่องสนทนาออกไป บ้างก็พูดถึงเรื่องฟางซื่อเทพเซียน บ้างก็เล่าเรื่องการรบทัพจับศึก บ้างซุนเจินก็ซักถามความภายในของลัทธิไท่ผิงในยีหลำโดยละเอียด บ้างก็ถามเรื่องราวของเตียวก๊ก เหอหงีนั้นรู้สิ่งใดก็เล่าออกมาจนสิ้นไส้สิ้นพุงมิปิดบัง

แรกทีเดียวเหอหงียังเก้อเขินอยู่บ้าง ซุนเจินจึงแกล้งเล่าเรื่องสนุกครั้งเยาว์วัยของตนให้ฟังสักหน่อย แล้วถามถึงเรื่องครอบครัวและเรื่องครั้งเยาว์วัยของเหอหงี เหอหงีก็ค่อยคลายความเก้อเขินลง ครั้นคลายความเก้อเขินแล้ว เหอหงีก็ดึงเรื่องกลับมาที่ฟางซื่ออีก เอ่ยถามปัญหาขึ้นข้อหนึ่งว่า "เมื่อครู่ข้าน้อยได้ยินซือหม่ากล่าวว่า เองฉวนดูเหมือนจะมีเรื่องฟางซื่อเทพเซียนอยู่น้อย เองฉวนกับยีหลำมีอาณาเขตติดต่อกัน เหตุใดจึงมีแต่ยีหลำของข้าน้อยที่มีฟางซื่อมาก ส่วนเองฉวนกลับมีฟางซื่อน้อยเล่า"

ซุนเจินหัวเราะแล้วไขข้อข้องใจให้เขา กล่าวว่า "แต่ก่อนเมื่อเราอยู่เองฉวน ครั้นได้ฟังพี่รองของเราเล่าเรื่องผู้คนเหล่านี้ ก็เคยฉงนใจ จึงถามพี่รองว่า 'เองฉวนกับยีหลำมีอาณาเขตติดต่อกัน เหตุใดยีหลำจึงมีเรื่องฟางซื่อเทพเซียนมาก ส่วนเองฉวนของเรากลับพบเห็นได้ยากเหลือเกิน' พี่รองของเราตอบว่า 'ยีหลำแต่โบราณเรียกว่าเทียนจง เพราะถือว่ามณฑลอวี้อยู่กลางเก้ามณฑล และยีหลำยิ่งอยู่กลางสี่ทิศ จึงได้ชื่อนี้ เองฉวนของเราแม้มีเรื่องฟางซื่อน้อย แต่บัณฑิตส่วนมากศึกษาทั้งลัทธิหรูกับลัทธิฝ่า นี่เพราะได้รับอิทธิพลตกทอดของสำนักฝ่าแห่งแคว้นหานและแคว้นเว่ยครั้งชุนชิวจั้นกั๋ว ส่วนบัณฑิตของยีหลำนั้นน้อยนักที่จะศึกษาทั้งหรูกับฝ่า แต่กลับศึกษาควบไปทั้งวิชาเฉิ่นเหวย วิชาเฟิงเจี่ยว และวิชาทุยปู้ นี่ก็เกี่ยวเนื่องกับจารีตโบราณเช่นกัน'"

เหอหงีถามว่า "เกี่ยวเนื่องกับจารีตโบราณหรือ"

"ถูกแล้ว อันฟางซื่อนั้นมีกำเนิดมาแต่ริมฝั่งแดนเอียน ฉี โจว หลู่ ครั้งก่อนราชวงศ์ฉิน ยีหลำมีอาณาเขตติดต่อกับดินแดนเหล่านี้ จึงมีจารีตตกทอดแต่โบราณ เมื่อมีจารีตตกทอดแต่โบราณ ทั้งยีหลำยังเป็นที่กำเนิดของผู้มีชื่อเสียงสืบเนื่อง มีบัณฑิตเฒ่าผู้คงแก่เรียนมากมาย รากฐานวัฒนธรรมหยั่งลึก อีกทั้งราชวงศ์นี้นิยมวิชาเฉิ่นเหวยแพร่หลาย จึงเป็นเหตุให้มีฟางซื่อมาก มีเรื่องเทพเซียนมากด้วยประการฉะนี้"

เหอหงีถึงกับร้องอ๋อด้วยความเข้าใจกระจ่าง กล่าวด้วยความเลื่อมใสว่า "ซือหม่าช่างรอบรู้จริง คำเดียวก็ไขความสงสัยของข้าน้อยได้"

"ผู้รอบรู้หาใช่เราไม่ คือพี่รองของเราต่างหาก"

สองคนสนทนายามราตรีจนสำราญใจ พอใกล้รุ่งสางจึงได้พักผ่อน

หลับไปยังไม่ถึงชั่วยามหนึ่ง ซุนเจินก็ถูกเสียงไพร่พลโจษจันนอกกระโจมปลุกให้ตื่น เหอหงีได้ลอบออกจากกระโจมไปก่อนแล้ว ออกไปรวมพลพรรค ซุนเจินคลุมเสื้อออกจากกระโจม สิ่งแรกที่เห็นคือหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว กับทหารองครักษ์อีกหลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจม

หยวนจงชิงเอามือปิดปากหาวอยู่

เมื่อคืนซุนเจินนอนสบายอยู่ในกระโจม สนทนากับเหอหงีจนสำราญใจ แต่หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว กับทหารองครักษ์กลับต้องลำบาก ด้วยกองของเหอหงีล้วนเป็นทหารโพกผ้าเหลืองที่ยอมจำนน คนเหล่านี้หวาดหวั่นพรั่นใจ กลัวว่าหากเกิดเหตุขึ้นมา จึงต้องตึงเครียดเฝ้าระวังตลอดทั้งคืน

ซุนเจินยิ้มน้อย ๆ ตบแขนหยวนจงชิงเบา ๆ มิได้กล่าวสิ่งใด เอามือไพล่หลังหันไปมองทางไกล เห็นไพร่พลในกองของเหอหงีรวมพลกันเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว กระโจมและสิ่งของอื่น ๆ ก็เก็บไปเกือบสิ้น ทหารหลายร้อยยืนเรียงเป็นระเบียบอยู่ริมฝั่ง เหอหงีกำลังยืนกล่าวโอวาทอยู่หน้าแถว เห็นจะปลุกใจให้ฮึกเหิม เตรียมการก่อนศึกเพื่อเข้าตีเหวยเซียง ครั้นเห็นซุนเจินออกจากกระโจม เขาก็สั่งให้ทหารยืนตรง แล้วกล่าวว่า "ท่านซุน ตื่นแล้วหรือ ล้วนเป็นความผิดข้าน้อยเอง เมื่อคืนพูดเพลินไป ทำให้ท่านซุนนอนน้อยไป"

ผ่านการสนทนายามราตรีนอนเตียงเดียวกันคืนหนึ่ง ท่าทีของเหอหงีต่อซุนเจินก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนเขานอบน้อมคารวะ บัดนี้ยังคงนอบน้อมแต่กลับแฝงความสนิทสนม แต่ก่อนเขาเรียกซุนเจินด้วยยศทางการว่า "ซือหม่า" ผ่านการสนทนาคืนหนึ่งแล้ว บัดนี้เปลี่ยนมาเรียกว่า "ท่านซุน"

ซุนเจินพอใจการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ของเขายิ่งนัก หัวเราะกล่าวว่า "จะโทษเจ้าได้อย่างไร ต้องโทษเราต่างหากจึงถูก หากมิใช่เราดึงเจ้าไว้มิให้นอน ก็คงมิได้นอนดึกถึงเพียงนั้น" แล้วถามเขาว่า "จัดทัพเรียบร้อยแล้วหรือ"

"เรียบร้อยแล้วขอรับ"

"ดี"

ซุนเจินมองดูไพร่พลในกองของเหอหงีที่เรียงแถวอยู่ริมฝั่งอีกครั้ง เทียบกับเมื่อวาน ทหารโพกผ้าเหลืองที่ยอมจำนนเหล่านี้ของเหอหงี เมื่อรับสายตาของเขาก็ดูเหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ด้วยซุนเจินค้างแรมอยู่ในค่ายของพวกเขา ย่อมหมายความว่าซุนเจินไว้วางใจพวกเขามาก เมื่อครู่ยามรวมพล มีทหารยอมจำนนใจกล้าผู้หนึ่งถามเหอหงี ถามว่าเมื่อคืนเหอหงีกับซุนเจินสนทนาเรื่องใดกันบ้าง เหอหงีตอบไปตามจริง ครั้นได้ยินว่าคุยกันเรื่องเทพเซียนฟางซื่อกับเรื่องสนุกครั้งเยาว์วัยตลอดทั้งคืน ทหารยอมจำนนเหล่านี้ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จวนจะเข้าศึกแล้วยังไม่พูดถึงการรบในวันนี้ กลับพูดเรื่องพรรค์นั้นได้ ครั้นตรองดูถี่ถ้วน นี่เห็นจะเป็นเพราะซุนเจินมั่นใจในศึกเหวยเซียงนัก เหตุนี้เอง เมื่อพวกเขามองซุนเจินอีกครั้ง ก็รู้สึกสนิทสนมเช่นเดียวกับเหอหงี และในความสนิทสนมนั้นยังแฝงความเชื่อมั่นว่าศึกเหวยเซียงจะชนะแน่นอน

ซุนเจินพยักหน้าในใจอย่างพอใจ หันไปมองฝั่งตรงข้าม เห็นสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า เจียงฉิน เฉินเปา ซินอ้าย ก็กำลังจัดกองอยู่เช่นกัน จึงสั่งความไปว่า "ไปบอกจวินชิงกับพวกเขาที่ฝั่งตรงข้ามว่า จัดทัพเสร็จแล้วให้กินข้าวก่อน กินเสร็จก็ข้ามน้ำมา" ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งรับคำ วิ่งไปยังฝั่งตรงข้าม ไพร่พลสามพันสองฝั่ง ครั้นจัดกองเสร็จก็กินข้าวกันตรงนั้น กินเสร็จแล้ว สวี่จ้งกับพวกก็นำกำลังข้ามน้ำมาสมทบกับเหอหงี

สะพานข้ามน้ำผูสุ่ยมิสู้กว้าง นี่อาจเป็นเหตุที่ทหารโพกผ้าเหลืองที่รักษาเหวยเซียงมิได้เผาสะพานนี้ทิ้ง ด้วยสะพานแคบนัก คราวหนึ่งข้ามได้ไม่ถึงสองคน หาควรค่าแก่การเผาทิ้งไม่ มิเผาทิ้งยังพอรักษาการติดต่อกับแคว้นตันลิวไว้ได้บ้าง เป็นประโยชน์แก่การส่งหน่วยลาดตระเวนไปมา

ด้วยเหตุนี้เช่นกัน เมื่อสะพานทั้งมิกว้าง กำลังพลเดินเท้าและพลม้ากว่าสองพันในกองของสวี่จ้ง เล่าเติ้ง จึงข้ามมาทางเรือเป็นส่วนมาก เหอหงีตั้งกระบวนอยู่ฝั่งเหนือ ระวังเหตุอย่างเข้มงวด เฝ้าระวังทหารโพกผ้าเหลืองของเหวยเซียงจะยกออกมาขัดขวาง แต่จนกระทั่งกำลังเดินเท้าและพลม้าฝั่งตรงข้ามข้ามมาครบสิ้น ก็มิเห็นทหารรักษาเหวยเซียงปรากฏกายออกมาเลย

ครั้นข้ามน้ำแล้ว ซุนเจินสั่งให้สวี่จ้งส่งคนนำเรือที่รวบรวมมาคืนแก่เจ้าของเรือ ในข้อนี้ของซุนเจิน ซุนฮิวกับซีจื้อไฉชื่นชมยิ่งนัก ไม่ว่าเขาจะทำไปเพื่อสร้างชื่อหาเกียรติ ใฝ่ในนามอันลวงก็ดี หรือเอ็นดูราษฎร รักประชาดุจบุตรอย่างแท้จริงก็ดี อย่างน้อยการทำเช่นนี้ราษฎรก็มิด่าทอเขาลับหลัง นับแต่รักษาเอี้ยงเต๊กในเองฉวนเป็นต้นมา ผ่านศึกมาหลายครั้ง รบเปลี่ยนที่ไปทั่วทั้งสองแคว้นเองฉวนกับยีหลำ ไม่ว่าซุนเจินนำกำลังไปถึงที่ใด ก็ทิ้งไว้แต่เสียงสรรเสริญของราษฎร ได้รับคำชมไปทั่วทุกแห่ง สะสมจากน้อยจนมาก แม้บัดนี้คำชมเหล่านี้จะยังเป็นเพียง "นามอันว่างเปล่า" ที่ยังมิได้ประโยชน์อันแท้จริง ทั้งยังมิได้แพร่หลายไปไกลนัก แต่ขอเพียงทำสืบเนื่องมิหยุดยั้ง ครั้นเวลาผ่านไป กิตติศัพท์ที่ซุนเจินรักราษฎรและมีวินัยทหารเข้มงวด ย่อมต้องเป็นที่รู้กันทั่วใต้หล้า ดุจเดียวกับฮองฮูสง

ครั้นทั้งทัพข้ามน้ำเสร็จสิ้น พักจัดทัพอยู่ครู่หนึ่ง ซุนเจินก็สั่งให้ออกเดิน มุ่งตรงไปยังเหวยเซียง คงสั่งให้เหอหงีนำหน้าก่อนดังเดิม สวี่จ้งกับเล่าเติ้งระวังหลัง แต่คราวนี้เขาหาได้คุมอยู่กลางทัพไม่ กลับพาซุนฮิว ซีจื้อไฉ กับหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และทหารองครักษ์ เข้าสมทบกับกองซ้ายของเหอหงี เดินเคียงเหอหงีอยู่หน้าสุด เดินไปสองลี้ก็ถึงเหวยเซียง

## เชิงอรรถ

(1) ฮั่นยุคก่อน — หมายถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (เฉียนฮั่น) อันมาก่อนราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (โฮ่วฮั่น) ในยุคของเรื่อง ตั่งเซวียนผู้นี้มีสมญาว่า "เฉียงเซี่ยงลิ่ง" หรือนายอำเภอคอแข็ง ขุนนางผู้ซื่อตรงเด็ดเดี่ยวมิยอมก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป