รุ่งเช้า สวี่จ้งเร่งให้หน่วยทำครัวปรุงอาหารแต่เช้าตรู่ ให้ทหารทั้งหลายได้กินอิ่มหนำสำราญ แล้วยังให้หยวนพ่านและสมัครพรรคพวกนำเรือที่รวบรวมไว้ก่อนแล้วมาจัดเรียงไว้ริมฝั่ง รอเพียงให้สวินผูเริ่มการเข้าโจมตี พวกตนก็จะยกพลข้ามแม่น้ำขนานใหญ่
หน่วยลาดตระเวนของจวี๋กงและพวกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติในค่ายของสวี่จ้ง จึงรีบไปรายงานให้จวี๋กงและพวกทราบ
จวี๋กงและคนอื่นๆ มิได้เป็นคนในวงการทหาร เพียงเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ไม่รู้จักพิชัยสงคราม ไม่เพียงแต่กองกำลังของพวกเขาไร้ระเบียบวินัย พวกเขาเองก็ปล่อยตัวตามสบาย ไม่รู้จักการบัญชาการรบ ดังนั้นแม้จะรู้ว่าสวี่จ้งเป็นแม่ทัพชื่อดังในกองทัพสกุลสวิน แต่ก็คิดว่าเอาแม่น้ำอิ่งสุ่ยเป็นเครื่องกีดขวาง อีกทั้งเคยได้เห็นความเก่งกาจของลิโป้ และมีเกียรติวงศ์ตระกูลของอ้วนสุดหนุนหลัง รู้สึกว่าคราวนี้พบที่พึ่งใหญ่หลวงแล้ว ต่อให้สวี่จ้งมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ ก็คงทำอะไรไม่ได้ จึงดื่มสุราเลี้ยงฉลองตลอดคืน รุ่งเช้าจึงตื่นสายทุกวัน ยามที่ทหารสอดแนมมารายงานด่วนเรื่องความเคลื่อนไหวที่ฝั่งตรงข้ามนั้น จวี๋กงและพวกยังไม่ทันตื่นจากนิทรา
เจียงกงดีกว่าจวี๋กงและเสิ่นเฉิงอยู่บ้าง ถึงแม้ยังไม่ได้ลุกขึ้น แต่พอทราบว่ามีรายงานทางทหารเร่งด่วน ก็มิได้รีรอ รีบคลุมเสื้อผ้าขึ้นนั่งบนเตียงพลางเรียกหน่วยสอดแนมเข้ามา ถามว่า “ฝั่งตรงข้ามมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอันใด?”
ทหารสอดแนมตอบว่า “ฟ้ายังไม่ทันสาง ฝั่งตรงข้ามก็ก่อไฟทำกับข้าว เมื่อครู่ไม่นานนัก พวกข้าน้อยยังเห็นทหารของสวินนำเรือมาเรียงรายอยู่ริมฝั่ง ดูท่าทางคล้ายจะข้ามแม่น้ำ”
เจียงกงเกิดความสงสัย รำพึงในใจว่า “ข้ากับนายกองจวี๋และนายกองเสิ่นรักษาฝั่งใต้ไว้ สวี่จ้งมิอาจข้ามมาได้ เขาตั้งค่ายอยู่ที่ฝั่งเหนือหลายวันแล้ว เหตุใดจู่ๆ จึงนำเรือมาเรียงริมฝั่งเช่นนี้? หรือว่าจะบุกข้าม?”
