# ตอนที่ 213 — บรรจบทัพ (ตอนต้น)
คืนนั้น ปอไซพ่ายแพ้ยับเยิน
เริ่มจากกองหลักโพกผ้าเหลืองนอกกำแพงด้านตะวันออก แล้วตามมาด้วยค่ายต่าง ๆ นอกกำแพงด้านตะวันตก ใต้ และเหนือ ทัพแตกพังทลายดั่งภูเขาถล่ม ไพร่ฉกรรจ์ เฒ่าชรา หญิง เด็ก ราวเจ็ดแปดหมื่น ทิ้งอาวุธ สลัดธง กระจัดกระจายเหยียบกันหนีอยู่ทั่วทุกไร่ทุกนาท่ามกลางราตรี
ซุนเจินนำพลไล่ตี กระทั่งสว่างอรุณจึงหันหน้ากลับเข้าเมือง
ตลอดทางกลับ รายรอบเต็มไปด้วยซากศพทหารโพกผ้าเหลือง ศพซ้อนทับดั่งภูเขา โลหิตนองไหลดั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะนอกเมือง คูรักษาเมืองถูกย้อมแดงทั่ว ด้วยเพราะซากศพที่ตกลงในคูมีมากมายนัก น้ำถึงกับนิ่งไม่ไหล ซากศพที่กระจัดกระจายทั้งในและนอกคูนั้น ประมาณต่ำ ๆ ก็เกินพันศพขึ้นไป
ไล่ตีมาตลอดคืนโดยไม่หยุดพัก แม้แต่เหล็กกล้าก็ยังต้องอ่อนล้า จะกล่าวไปใยถึงซุนเจิน
นับแต่กองโพกผ้าเหลืองล้อมเมืองมา หกวันหกคืนติดต่อกัน เขาไม่ได้ลงจากเชิงเทินเลยแม้แต่คราวเดียว ขณะสั่งการพลอาสา(1)จัดวางป้องกันอยู่นั้น ก็ยังนำปินเค่อออกตีฉับพลันนอกเมืองถึงหลายครั้ง แรงกายสิ้นเปลืองหมดสิ้นมาช้านานแล้ว
ทว่า ณ ยามนั้น ถึงแม้ร่างกายอ่อนล้ายิ่งนัก จิตใจกลับยังเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม
เขาหยุดม้าอยู่ริมคูรักษาเมือง เปิดทางให้แก่หมู่พล ให้พวกเขาเข้าเมืองก่อน
ยามออกเมือง มีพลร่วมทางหนึ่งพันห้าร้อยคน ยามนี้ได้รับชัยกลับมา แม้ยังไม่ได้นับตรวจบาดเจ็บล้มตาย แต่ประเไม่นคร่าว ๆ ผู้สูญเสียก็น่าจะไม่มากนัก เพราะกองโพกผ้าเหลืองไม่มีความเก่งกล้าในยุทธการนัก ยามตีเมืองยังพออาศัยกำลังมากเป็นใหญ่ พอออกมารบในที่โล่งแจ้งก็ไร้กระบวนอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งค่ำคืนที่ผ่านมายังเป็นการแตกพ่ายหนีทัพ จึงแทบไม่ได้สร้างอันตรายให้แก่พลรักษาเมืองที่ไล่ตาม ยกเว้นเพียงกลุ่มน้อยที่เก่งกล้าเป็นพิเศษเท่านั้น
อัดอั้นตลอดหกวันหกคืน คืนนี้ไล่ตีจนสะใจ จิตใจพลรักษาเมืองล้วนคลายอัดอั้นโล่งใจ
พลอาสาและปินเค่อที่ข้ามคูกลับเข้าเมืองต่างปลื้มปีติเต็มเปี่ยม
อรุณรุ่งฟ้าทางตะวันออก แสงทองพาดฉาบเจิดจ้า จมอยู่กลางแสงยามเช้า เหล่าพลต่างพูดคุยหัวเราะกันเสียงดัง มีคนแก้ออกทั้งเกราะ เปิดอกต้อนรับสายลมยามเช้าอันแสนเย็นเยือก มีคนชักดาบหวนโฉ่วออก ชี้ให้เพื่อนดูรอยโลหิต โอ้อวดความชอบในการรบ
แต่ครั้นผ่านหน้าซุนเจิน ทุกคนล้วนปิดปากเงียบโดยพร้อมเพรียง พากันหันมาส่งสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความนบนอบ
หกวันหกคืนรักษาเมือง ทุกสิ่งที่ซุนเจินกระทำล้วนอยู่ในสายตาพวกเขา
ตลอดหกวันอันยากเข็ญนี้ ผู้ที่ไม่ยอมลงจากเชิงเทินแม้แต่ก้าวเดียวคือซุนเจิน ตลอดหกวันอันยากเข็ญนี้ ผู้ที่นำกองออกเมืองเผชิญอันตราย ตีฉับพลันข้าศึกถึงสองครั้งคือซุนเจิน ตลอดหกวันอันยากเข็ญนี้ ผู้ที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน นำพวกเขาสู่ชัยชนะคือซุนเจิน
กล่าวได้ว่า หากขาดซุนเจิน เมืองเอี้ยงเต๊กนั้น อาจถูกบุกทลายไปนานแล้ว จะมาได้ชัยครั้งใหญ่ในวันนี้ได้อย่างไร
ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเปล่งเสียงเป็นคนแรก พลฉกรรจ์กว่าพันคนที่กำลังข้ามคูแบ่งเป็นหลายหมู่ ต่างชูอาวุธขึ้นสูง โห่ร้องกึกก้องว่า "ปิงเฉาเฉวียนผู้ฆ่าศัตรูปราบกบฏ ลูกเสือแห่งเองอิม ซุนเจินจือ! ปิงเฉาเฉวียนผู้ฆ่าศัตรูปราบกบฏ ลูกเสือแห่งเองอิม ซุนเจินจือ!"(2)
สวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง ต่างยืนเคียงข้างซุนเจิน ครั้นได้ยินเสียงโห่ร้องนี้ ต่างมีส่วนร่วมในความภาคภูมิ แอ่นอกผึ่งผายด้วยความภูมิใจ
ซุนเจินรู้สึกสารพัด
นั่งอยู่บนหลังม้า เผชิญกับเสียงโห่ร้องของพลอาสาและปินเค่อ เขาหนึ่งยิ้มรับอย่างนอบน้อม หนึ่งแลมองรอบทิศ
ไม่ไกลจากที่เขาหยุดม้าอยู่ ริมคูรักษาเมือง บนพื้นดินเลอะโคลน มีซากศพสี่ห้าร่างนอนสลบอยู่ เสื้อผ้าขาดรุ่ยปัก ผ้าเหลืองพันหน้าผาก เป็นพลโพกผ้าเหลือง พาดสายตาจากซากศพเหล่านี้ออกไปไกล มีซากศพพลโพกผ้าเหลืองอีกมากมาย เขาหันกลับมองไปทางด้านในคู ซากศพในคูยิ่งมาก หาใช่แค่มากกว่า แต่แน่นหนาจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างเลย
ทหารที่ดีนั้นไม่ใช่ฝึกออกมาได้ หากแต่ถูกสนามรบขัดเกลาออกมา
ผ่านคืนเดียวของการไล่ตี พลอาสาและปินเค่อที่ออกเมืองไปนั้น แต่ละคนต่างมีผู้เสียชีวิตบนมือหลายราย กระทั่งหลายสิบราย ยิ่งฆ่ามาก ใจก็ยิ่งกล้า ต่อชีวิตก็ยิ่งขาดความยำเกรง พลอาสาและปินเค่อที่ข้ามสะพานทุ่น ดูเหมือนจะมองข้ามซากศพข้าศึกที่กองอยู่ชิดกันดั่งไม่มีอะไร ซุนเจินเห็นกับตาว่า มีไม่น้อยที่ควบม้าเหยียบย่ำซากศพเหล่านั้นผ่านไปโดยตรง
ทั้งสองฮั่นนั้น ไม่ได้ห่างจากยุคโบราณนัก สืบแบบแผนฉิน ยกย่องความชอบทางทหารสูงที่สุด ตามขนบ ผู้ปราศจากความชอบทางทหารไม่อาจรับบรรดาศักดิ์โหวได้ ในยุคฮั่นต้น ผู้ไม่ใช่โหวยังไม่อาจเป็นอัครเสนาบดี(3) ฮั่นอู่ตี้เคยยกย่องนักปราชญ์สามัญคนหนึ่งให้เป็นอัครเสนาบดี เพราะไม่มีความชอบทางทหาร ไม่ได้เป็น "โหว" ผู้นี้ถึงกับสั่นใจกลัว จะเห็นได้ว่าชาวฮั่นให้ความสำคัญต่อความชอบทางทหารเพียงใด สำหรับเสมียนขุนนางยุคฮั่น อาวุโสเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดยังคือความชอบทางทหาร
ศึกครั้งนี้ ปราบทัพ "ขุนโจร" ได้หลายหมื่น เมื่อถึงเวลาราชสำนักมอบรางวัลโทษทัณฑ์ บุนไท่โส่วในฐานะเจ้าเมือง อาจต้องรับโทษร่วมด้วย คงหนีมิพ้นความรับผิดชอบว่า "ยุยงให้ราษฎรแข็งข้อ" หรือ "ขาดความระมัดระวัง" แต่สำหรับพลอาสาสามัญ ความชอบในการปราบกบฏนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เสียหายไปไหน แม้จะ "เลื่อนตำแหน่ง" ไม่ได้ แต่รับเงินรางวัล เลื่อนบรรดาศักดิ์สักขั้นสองขั้น ย่อมทำได้แน่
เงินรางวัลยกไว้ก่อน ขอกล่าวแต่บรรดาศักดิ์
แม้บรรดาศักดิ์ในราชวงศ์นี้จะเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีประโยชน์บ้าง พูดเล็ก คือยามเพื่อนบ้าน สหาย ญาติมิตรร่วมงานเลี้ยง การนั่งจะเรียงตามลำดับสายโลหิต อายุ แล้วจึงตามบรรดาศักดิ์กำหนดสูงต่ำ พูดใหญ่ คือยามตกยากก็ขายบรรดาศักดิ์แลกทรัพย์ หากพลาดกระทำผิดกฎหมายก็ยังใช้บรรดาศักดิ์ลดหย่อนโทษได้อีก
ด้วยเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ พลรักษาเมืองผู้ได้ชัยจึงปลื้มปีติกันถ้วนหน้า
"ชนะเป็นจ้าว แพ้เป็นโจร(4) จริงแท้เสียนี่กระไร"
มองดูภาพตรงหน้า ฝั่งหนึ่งพลรักษาเมืองปลื้มปีติ ฝั่งหนึ่งทุ่งนาเต็มไปด้วยซากศพโพกผ้าเหลือง ความคิดล่องไปพันปี แล้วนำภาพตรงหน้านี้มาเทียบกับกบฏผ้าแดงปลายหยวน กบฏหลี่จ้วงหวังปลายหมิง(5) ซุนเจินก็อดเปล่งคำเปรยออกมาไม่ได้
ไร่นาแผ่นดินนี้ ดึงดูดวีรบุรุษนับไม่ถ้วนให้โค้งคำนับ โพกผ้าเหลืองก่อเกิด นับแต่นี้ใต้หล้าเปลี่ยนสีฟ้า วีรบุรุษหาญกล้าจะทยอยปรากฏตัวทีละคน ๆ แข่งกำลังประลองปัญญา ใต้หล้านี้จะเป็นไปทางใด ก่อนที่เขาจะมา เขารู้ทิศทางของประวัติศาสตร์ว่าสุดท้ายสามก๊กรวมเป็นจิน แต่บัดนี้เขามาแล้ว และในการศึกครั้งแรกกับโพกผ้าเหลืองก็แสดงตัวให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุนี้หรือไม่
พลอาสาและปินเค่อทยอยข้ามคูกันอย่างต่อเนื่อง
ซุนเจินแส้ม้าเดินหน้า ท่ามกลางฝุ่นควัน โลหิต ซากศพรายทาง และแสงยามเช้า โดยมีสวี่จ้ง เจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ เป็นต้น ห้อมล้อมอยู่ กลับเข้าสู่เมืองเอี้ยงเต๊ก
…
บุนไท่โส่ว เฟ่ยช่าง ซีจื้อไฉ จงฮิว อ้องหลาน กุยโต๋ ตู้อิ้ว ซุนฮิว เป็นต้น มารอต้อนรับอยู่ภายในเมือง
"ท่านซุนเฉวียนเหนื่อยยากมา คืนที่ผ่านมาคืนเดียว ปราบทัพกบฏได้หลายหมื่น แก้วงล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กที่ล้อมมาหกวันได้ในพริบตา เกียรติยศสั่นสะเทือนเมืองเองฉวน นี่คือ 'ลูกเสือแห่งเองอิม' ของเราแท้ ๆ"
ซุนเจินกระโดดลงจากหลังม้า ถึงแม้สวมเกราะอยู่ ก็ไม่ได้ทำความเคารพอย่างทหาร หากแต่ก้มกราบลงต่อหน้าบุนไท่โส่ว พลางกล่าวด้วยความถ่อมตนว่า "ที่ปราบกบฏได้คืนวาน หนึ่ง เพราะบารมีของท่านเจ้าเมืองผู้นั่งประจำอยู่ในเมือง ทำให้ราษฎรสงบ ทหารไร้ความกังวล สอง เพราะกงเฉาเฉวียนจงฮิว จี้ลี่กุยโต๋(6) และท่านซีจื้อไฉ ท่านซุนฮิว คิดหาอุบาย สาม เพราะทหารรับใช้อย่างภักดี กล้าหาญไร้ความหวาดกลัว ข้าเพียงแค่ม้าหน้ากองทัพเท่านั้น จะกล้าอ้างความชอบได้อย่างไร"
"ข้าจำได้ว่าคราวก่อน ๆ ที่ท่านเจ้าเมืองขึ้นกำแพง ท่านซุนเฉวียนสวมเกราะอยู่จึงทำความเคารพอย่างทหาร วันนี้ปราบกบฏได้ชัยใหญ่ นำทัพกลับมา เหตุใดกลับก้มกราบแทนเล่า"
ซุนเจินไม่ต้องแหงนหน้า แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าผู้พูดนั้นเป็นใคร คือกุยโต๋นั่นเอง
เขาหมอบอยู่กับพื้น ตอบด้วยความนอบน้อมว่า "ท่านไท่โส่วนั้น ดังนายทัพแห่งแคว้น ขึ้นม้าบัญชาทหาร ลงม้าปกครองราษฎร ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ปราบกบฏ จึงทำความเคารพอย่างทหาร บัดนี้ปราบกบฏแล้ว จึงก้มกราบถวายบังคม"
บุนไท่โส่วนั้นใจแข็งกระด้าง ชอบกุมอำนาจ ด้วยที่กุยโต๋ เฟ่ยช่าง เป็นต้น ยุยงกล่าวร้าย จึงไม่ค่อยพอใจซุนเจินนัก ครั้งนี้ที่ยกขึ้นมา แต่งตั้งให้เป็นปิงเฉาเฉวียน มอบกิจการทหารทั้งแคว้นให้ ก็เป็นเพราะจำใจทำ ซุนเจินรู้เรื่องนี้ดีทะลุปรุโปร่ง จึงแม้จะปราบโพกผ้าเหลืองได้ชัยใหญ่ ก็ไม่ได้อวดอ้างตนเอง ท่าทีกลับยิ่งถ่อมตนมากขึ้นกว่าเดิม
"ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ปราบกบฏ จึงทำความเคารพอย่างทหาร บัดนี้ปราบกบฏแล้ว จึงก้มกราบถวายบังคม" ความหมายนั้นชัดเจน เขากำลังบอกบุนไท่โส่วว่า "อำนาจทหารนั้นท่านมอบให้ข้ามา บัดนี้ปราบกบฏแล้ว ท่านจะคืนอำนาจทหารกลับไปก็ได้"
บุนไท่โส่วครั้นได้ยินคำนี้ บนใบหน้าซูบผอมก็ค่อย ๆ เผยรอยยิ้ม ก้าวออกมาสองสามก้าว ยื่นมือพยุงเขาขึ้นเองด้วยตน กล่าวว่า "บัดนี้ยังพูดว่า 'ปราบกบฏแล้ว' ยังก่อนนัก กองกบฏมีพลนับหมื่น แม้คลายวงล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กได้แล้ว แต่กลัวว่ากองกบฏนั้นยังคงแตกพ่ายชั่วคราวเท่านั้น บางทีพวกมันอาจรวบรวมกำลังใหม่อีกก็เป็นได้ ท่านซุนชิง เชิญลุกขึ้นเถิด มาคุยกันที่โถงประชุม ค่อยปรึกษาหารือว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไร"
ซุนเจินครั้นได้ยินคำนี้ หินก้อนหนึ่งในใจก็หล่นลง
พูดตามตรง เขาเกรงว่าบุนไท่โส่วจะ "ข้ามสะพานแล้วรื้อสะพานทิ้ง" พอเห็นว่าคลายวงล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กได้แล้ว ก็ถอดตำแหน่งปิงเฉาเฉวียนเสียทันที บัดนี้มีคำว่า "กลัวว่ากองกบฏแตกพ่ายชั่วคราว" นี้ ดูท่าว่าอย่างน้อยจนกว่าจะปราบ "กองกบฏ" ในแคว้นได้อย่างสิ้นเชิง บุนไท่โส่วก็จะยังไม่ถอดอำนาจทหารและตำแหน่งของเขา
เขาก็ไม่ได้โลภอยากได้ตำแหน่ง ปิงเฉาเฉวียนนั้นเป็นเพียงขุนนางร้อยสือ ตำแหน่งระดับนี้ในที่ว่าการเจ้าเมืองหาตัวได้มากมาย มีสิ่งใดที่น่าโลภเล่า หลักก็คือตำแหน่งนี้สำคัญยิ่ง เทียบเท่ากับตำแหน่งจวิ้นซือหม่าในแคว้นชายแดน เป็นตำแหน่งทหาร กุมอำนาจบัญชาพล ยามปกติก็ไม่ว่า พอยามศึก นี่คือผู้ที่มีน้ำหนักอย่างสำคัญ ขอแต่ยังอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็มีอำนาจบัญชาพลทั้งแคว้น แม้ "การบัญชา" นั้นจะอยู่ภายใต้การบัญชาของท่านเจ้าเมืองก็ตาม
อาศัยจังหวะที่บุนไท่โส่วพยุงเขา ก็ลุกขึ้นยืน ถอยหลังหนึ่งก้าว โน้มตัวกล่าวว่า "ท่านเจ้าเมืองผู้ทรงปัญญาสุขุมเห็นได้แม้กระทั่งรูขน ตลอดวันที่ผ่านมาร่วมศึกกับกองกบฏ ข้าสังเกตเห็นว่า แม่ทัพกบฏปอไซนั้นมีกลยุทธ์พอสมควร แม้จะไม่อาจนับว่าชำนาญเชี่ยวชาญการทหารนัก แต่ก็ไม่ใช่โจรกบฏสามัญทั่วไปจะเทียบได้ อีกทั้งพลกบฏส่วนใหญ่เป็นสาวกลัทธิแห่งอาจารย์ผี(7) กำลังใจย่อมเหนือโจรกบฏสามัญมาก วันนี้ด้วยบารมีท่านเจ้าเมือง และบรรดาท่านทั้งหลาย และกองทหาร ถึงแม้คลายวงล้อมเมืองเอี้ยงเต๊กได้ชั่วคราว แต่ที่น่าสังเวชคือด้วยความผิดพลาดของข้า ไม่อาจจับปอไซได้ เขาฉวยโอกาสกลางดึกหลบหนีไป ปอไซยังไม่ตายเสียวันใด เหตุร้ายในแคว้นก็หวังกำจัดได้โดยสิ้นเชิงยาก"
จงฮิวแทรกขึ้นมาว่า "คืนวาน กองกบฏแตกพ่ายยับเยิน พลหมื่นกบฏแตกกระเจิง ปอไซปะปนอยู่ในนั้น กำลังของท่านเฉวียนน้อย จึงให้เขาหนีไปชั่วคราว ไม่อาจจับได้ ก็ไม่ใช่ความผิดพลาด"
บุนไท่โส่วนั้นกระด้างก็กระด้าง แต่ไม่ใช่คนหัวทึบ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "กงเฉาเฉวียนพูดถูก ไม่อาจจับปอไซได้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของท่าน"
เขาแหงนหน้ามองซ้ายมองขวา
พวกเขายืนอยู่ที่ไม่ไกลจากประตูเมือง ใกล้ ๆ ล้อมรอบด้วยราษฎรไม่น้อย อีกทั้งยังมีพลอาสา กรรมกร เป็นต้น แบ่งเป็นหมู่ ๆ กำลังออกไปนอกเมือง พลอาสาและกรรมกรเหล่านี้คือผู้ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ติดตามซุนเจินออกตี บัดนี้รับคำสั่งจากเบื้องบน ออกไปจัดการซากศพนอกเมือง สภาพทั้งหมดวุ่นวายยุ่งเหยิง
"ที่นี่ไม่ใช่ที่พูดความยาวได้ มาเถิด ไปที่โถงประชุมค่อยปรึกษากัน"
…
คณะเดินทางมายังที่ว่าการเจ้าเมือง ขึ้นสู่โถงประชุมนั่งปรึกษาราชการ
สิ่งแรกที่ปรึกษาคือ "การจัดการภายหลัง"
หกวันแห่งการรบพุ่ง กองโพกผ้าเหลืองสูญเสียหนักยิ่ง กองรักษาเมืองก็บาดเจ็บล้มตายไม่น้อย กรรมกรที่จงฮิวเกณฑ์มาก็บาดเจ็บล้มตายไม่น้อยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ต้องการการดูแลเยียวยา ที่ควรรักษาก็รักษา ที่ควรฝังก็ฝัง ที่ควรให้เงินค่าเผาฝัง(8)ก็ให้ ก่อนศึก ที่ว่าการเจ้าเมืองได้กำหนดรางวัลไว้ หัวกบฏหนึ่งหัวตอบแทนเงินจำนวนหนึ่ง บัดนี้ได้ชัยใหญ่ เงินรางวัลเหล่านี้ก็ถึงเวลาจ่ายออกไป
บรรดากิจการเหล่านี้ เสมียนต่าง ๆ ในที่ว่าการเจ้าเมืองต่างรับผิดชอบ แบ่งผู้รับผิดชอบแยกกันดำเนินการ
ต่อมา ปรึกษาเรื่องก้าวต่อไป
ยามปรึกษา "การจัดการภายหลัง" นั้น ทุกคนไม่มีความเห็นแตกต่าง ทำอะไรก็ทำ ครั้นปรึกษาเรื่อง "การจัดการภายหลัง" เสร็จ โถงประชุมก็เกิดการโต้แย้ง
มีคนกล่าวว่า ควรอาศัยบารมีแห่งชัยชนะจากคืนวาน ควรส่งพลทแกล้วออกเมือง ถือชัยไล่ตี แสวงหาข้าศึกรบให้ชนะอีก หนึ่งคือจับกุมปอไซ สองคือกำจัดเหตุร้ายในแคว้นให้สิ้นซาก
มีคนหนึ่งคัดค้าน เห็นว่ารักษาเมืองมาหกวัน พลอาสาบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย อีกทั้งทหารอ่อนล้า ไม่เหมาะแก่การรบอีก ส่วนโพกผ้าเหลืองนั้น แม้แพ้ครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมีพลนับหมื่น หากออกเมืองเพียงลำพัง ครั้นตกอยู่ในวงล้อมข้าศึก กลัวว่าจะไม่เพียงสูญเสียความชอบที่มี ยิ่งกว่านั้น เมืองเอี้ยงเต๊กอาจตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง ยิ่งเป็นเช่นนั้น ไม่เท่ากับรักษาเมืองไว้แน่วแน่ รอรับทัพหนุนจากราชสำนัก
ฝ่ายแรกมีเฟ่ยช่าง ตู้อิ้ว เป็นต้น ฝ่ายหลังมีจงฮิว อ้องหลาน เป็นต้น
ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ กุยโต๋ ต่างไม่ได้แสดงความเห็น
บุนไท่โส่วถามว่า "ท่านซุนเฉวียน ท่านทั้งหลายในโถงประชุมนั้น บ้างกล่าวว่าควรถือชัยไล่ตี บ้างกล่าวว่าควรรักษาเมืองรอทัพฟ้า ท่านเห็นประการใด"
ซุนฮิวไม่มีบรรดาศักดิ์ อีกทั้งยังนับเป็นคนรุ่นหลานของซุนเจิน จึงไม่มีที่นั่งในโถงประชุม เขานั่งอยู่หลังซุนเจิน โน้มหัวมากระซิบเบา ๆ กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ ระวังถ้อยคำด้วย!"
หากเป็นคนอื่น บางทีจะฉงนว่า ซุนฮิวนี้กระซิบ "ระวังถ้อยคำ" ขึ้นมาลอย ๆ มีความหมายอย่างไร
ซุนเจินรู้ถึงความตั้งใจของเขา
เหตุผลนั้นง่ายมาก บุนไท่โส่วเป็นเจ้าเมืองแห่งแคว้น ครั้งนี้ราษฎรในแคว้นก่อเหตุ ท่านต้องรับโทษร่วม อีกทั้งก่อนหน้านี้ซุนเจินเคยแจ้งเตือนท่านซ้ำ ๆ ให้ระวังลัทธิไท่ผิง แต่ท่านกลับเพิกเฉย พอถึงเวลาราชสำนักสืบสวนหลังเหตุการณ์ ท่านย่อมรับโทษหนักไม่น้อย บางทีถึงกับถูกส่งตัวไปลกเอี๋ยง เข้าคุกจิงเว่ย(9) ดังนั้น เพื่อล้างหรือลดความผิดของตนเอง บุนไท่โส่วย่อมต้องการ "ชดใช้ความผิดด้วยความชอบ" กล่าวคือ อาจเป็นไปได้มากที่ท่านเห็นด้วยกับเฟ่ยช่าง ตู้อิ้ว สนับสนุน "การถือชัยไล่ตี"
ซุนเจินนึกในใจว่า "หากซุนฮิวสนับสนุนการถือชัยไล่ตี คงไม่แจ้งเตือนให้ข้า 'ระวังถ้อยคำ' ดังนี้ ดูเหมือนเขาสนับสนุนการรักษาเมืองไว้แน่วแน่"
บัดนี้ ไม่ว่าจะ "ถือชัยไล่ตี" หรือ "รักษาเมืองไว้แน่วแน่" ซุนเจินก็สนับสนุนฝ่ายหลัง
พลอาสาแต่แรกมีน้อยอยู่แล้ว หากยังแบ่งพลรุกหน้า แบ่งส่วนหนึ่งออกเมือง เหลืออีกส่วนหนึ่งรักษาเมือง ดูท่าอันตรายมาก อาจถูกตีแตกทีละกอง
บุนไท่โส่วสังเกตเห็นว่าซุนฮิวกระซิบ จึงถามว่า "ซุนฮิวกำลังพูดอะไรอยู่" หยุดแล้วพูดต่อว่า "วันนี้ปรึกษาราชการ ไม่แบ่งสูงต่ำ ซุนฮิวแม้เป็นสามัญ แต่ข้าก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ปัญญาซุนฮิวนานแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไร ขอพูดมาได้โดยสะดวก"
ซุนเจินพยักหน้าเล็กน้อย ให้สัญญาณซุนฮิวลุกขึ้นตอบ
ซุนฮิวลุกขึ้นยืน ปล่อยแขนเสื้อลง ประสานสองมือไว้หน้าท้อง น้อมตัวนอบน้อมตอบว่า "ท่านทั้งหลายในโถงประชุมล้วนเป็นยอดอัจฉริยะแห่งแคว้น ข้าเป็นผู้หยาบตามบ้านนาชนบท มีความเห็นอันชอบจริงไม่ได้ หากมีความเห็นเล็กน้อยอยู่บ้าง ขอพูดออกมา ยังขอฝากท่านเจ้าเมืองอย่าได้โกรธเคือง ขอท่านทั้งหลายอย่าหัวเราะเยาะ"
ซุนฮิวนั้น เสียบิดาแต่เยาว์ เติบโตมาในบ้านปู่และลุง ตั้งแต่แรกก็เป็นแค่แขกพักพิงญาติมิตร ปู่ก็ดีแล้ว แต่ลุงซุนฉวีนั้นช่างเที่ยวเจ้าสำราญติดเหล้า อายุเจ็ดแปดขวบครั้งนั้น ซุนฉวีเมาเข้าครั้งหนึ่ง เผลอทำหูของเขาช้ำไม่น้อย จึงทำให้นิสัยค่อนข้างละเอียดอ่อน ภายนอกอ่อนแอภายในกล้าหาญ ต่อหน้าบุนไท่โส่ว ท่าที "นอบน้อม" ของเขานั้น เด่นกว่าซุนเจินมากกว่า
บุนไท่โส่วลูบหนวด กล่าวว่า "ว่ามาเถิด"
"ตามความเห็นของข้า งานด่วนที่สุดขณะนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่ปรึกษาว่าทัพเราควร 'ออกเมืองไล่ตี' หรือไม่ หากแต่ควรส่งทหารสอดแนมออกไปทั่วทิศ หนึ่งคือสืบทิศทางความเป็นไปของกองทัพกบฏที่แตกพ่าย สองคือสืบความเป็นไปและความปลอดภัยของอำเภอต่าง ๆ ในแคว้น พวกเราที่เมืองเอี้ยงเต๊กถูกล้อมโอบมาหกวันหกคืน สถานภาพปัจจุบันของสิบเจ็ดอำเภอทั่วแคว้นเป็นอย่างไร ถูกกองกบฏบุกทลายไปกี่อำเภอ รักษาไว้ได้กี่อำเภอ พวกเรายังไม่รู้อะไรเลย ตำราพิชัยกล่าวว่า 'รู้เขารู้เรา ร้อยศึกไม่พ่าย' บัดนี้พวกเราทั้งไม่รู้เขาไม่รู้เรา จะ 'ร้อยศึกไม่พ่าย' ได้อย่างไร รอจนสืบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้แล้ว ข้าเห็นว่าค่อยปรึกษาถึงก้าวต่อไปก็ยังไม่สาย"
บุนไท่โส่วคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามซุนเจินว่า "ท่านซุนเฉวียนเห็นประการใด"
"ข้าเห็นว่า ซุนฮิวพูดมีเหตุมีผล"
"ท่านทั้งหลายเห็นประการใด"
กุยโต๋ที่เงียบมาช้านานแล้วพูดขึ้นว่า "การใช้ทหารย่อมเน้นความรอบคอบ 'วิญญูชนกล่าวว่า ไม่เตรียมรับสิ่งที่คาดไม่ถึง ไม่อาจใช้ทัพได้'(10) ขณะนี้ยังไม่ทราบความเป็นไปของข้าศึกกับฝ่ายเรา กบฏแม้แพ้แล้วแต่กำลังพลมาก ฝ่ายเรายังชนะแต่กำลังพลน้อย บุกออกไปโดยไม่รอบคอบ กลัวจะมีเหตุที่คาดไม่ถึง ซุนฮิวที่กล่าวมาคือวาทะที่ถูกต้อง ข้าเห็นด้วย" พูดมาถึงตรงนี้ เขาแหงนหน้ามองบุนไท่โส่วแวบหนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "…อีกทั้ง การส่งทหารสอดแนมออกเมือง นอกจากสืบทิศทางกองกบฏและความปลอดภัยอำเภอต่าง ๆ แล้ว ยังส่งขึ้นไปทางตะวันตกถึงลกเอี๋ยงได้ คืนวานทัพเราปราบกบฏได้ชัยใหญ่ เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ เรื่องนี้ควรกราบเรียนราชสำนักให้รับทราบโดยเร็ว อนึ่ง ยังสามารถดูว่าราชสำนักส่งทัพหนุนออกมาหรือยัง"
กุยโต๋นั่งทแยงหน้าซุนเจิน ซุนเจินมองเขาแวบหนึ่ง นึกในใจว่า จึงรู้ว่าทำไมเขาถึงนิ่งเงียบมาตอนแรก
กุยโต๋เป็นคนฉลาด ซุนฮิวและซุนเจินเดาท่าทีบุนไท่โส่วได้ เขาก็ย่อมเดาได้ เมื่อเดาได้แล้วว่าบุนไท่โส่วมีใจอยากจะ "ชดใช้ความผิดด้วยความชอบ" อยากจะ "ถือชัยไล่ตี" เขาก็ย่อมไม่ยอมเป็นคนพูดขัดเป็นคนแรก จึงนิ่งเงียบก่อน รอจนซุนฮิวแสดงความเห็นแล้วค่อยพูดเสริม
ในโถงประชุม ไม่มีคนเข้าใจเรื่องทหาร แต่ก็ไม่มีคนใดโง่เขลา ซุนฮิว ซุนเจิน กุยโต๋ ต่างพูดกันตามลำดับ ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงยังไม่ควร "ออกเมืองไล่ตี" อย่างกระจ่างชัด ผู้ที่เคยถือความเห็นนั้นก้มหน้าไตร่ตรอง แล้วต่างเปลี่ยนความเห็นไปด้วยกัน
บุนไท่โส่วหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ลืมตามองออกไปนอกลานโถงประชุม
ขณะนั้นใกล้เที่ยง แสงแดดสว่างจ้า ส่องลงบนต้นไม้ในลาน ใบอ่อนงามเปล่งประกาย ท่านยกถ้วยชาขึ้น เงื้อง่าขึ้นจะดื่ม แล้วก็หยุด สุดท้ายก็พูดอย่างสิ้นหวังบ้างว่า "เมื่อท่านทั้งหลายต่างถือความเห็นเดียวกันแล้ว ก็ทำตามที่ซุนฮิวว่า"
ซุนเจิน ซุนฮิว กุยโต๋ เดาได้แม่น ท่านเจ้าเมืองใจอยากชดใช้ความผิดด้วยความชอบ อยากถือชัยไล่ตีนั้นจริง แต่ซุนฮิว กุยโต๋ พูดมีเหตุมีผล ในเมื่อยังไม่ทราบความเป็นไปของข้าศึกและฝ่ายเรา การออกเมืองนั้นอาจเสี่ยงประสบความพ่ายแพ้ได้มาก ครั้นพ่ายแล้ว ก็คือเปลี่ยน "ชัยครั้งใหญ่" เป็น "พ่ายครั้งใหญ่" ถึงตอนนั้น กลัวว่าจะไม่ใช่แค่เรื่องเข้าคุกจิงเว่ย แต่อาจถึงขั้นตัดหัวเสียแล้ว
ท่านวางถ้วยชาลง กล่าวแก่จู่ปู้อ้องหลานว่า "ท่านหวัง ฎีกาชัยชนะถวายราชสำนักก็ให้ท่านเป็นผู้เขียนแล้วกัน"
อ้องหลานรับคำ
"ท่านซุนเฉวียน ท่านอาจถือคำสั่งข้าไปนำพลทหารม้าที่ว่องไวเก่งกล้าออกเมืองสี่ทิศสืบข่าว …คำนึงไว้ให้ดี ผู้ที่ไปลกเอี๋ยงต้องรอบคอบฉลาดเฉลียว ห้ามพลั้งพลาดเป็นอันขาด!"
ซุนเจินรู้ถึงความประสงค์ ทราบว่าท่านกลัวฎีกาชัยชนะสูญหาย รับคำด้วยความนอบน้อม
อ้องหลานเชิงประโยคดี จรดพู่กันสักครู่ ฎีกาชัยชนะก็เสร็จสรรพ ยื่นให้บุนไท่โส่วตรวจแล้วส่งมอบให้ซุนเจิน
ซุนเจินขอรับตราพยัคฆ์(11)และคำสั่ง กล่าวลาออกจากโถงประชุม ไปยังกองพลด้วยตนเอง ถ่ายทอดคำสั่งของบุนไท่โส่ว สั่งแต่ละกองคัดเลือกพลม้าดีฝีมือเก่งออกเมืองสืบทิศทางกองกบฏโพกผ้าเหลืองที่แตกพ่าย และความเป็นไปของอำเภอต่าง ๆ ในแคว้น ตลอดจนขึ้นไปทางตะวันตกสู่ลกเอี๋ยง
เขาสั่งกำชับเป็นพิเศษแก่พลที่ไปทางเมืองเองอิม ให้สืบให้ได้ว่าเองอิมยังรักษาไว้ได้หรือล้มแล้ว
แต่ก่อน ยามที่ถูกล้อมเมืองอยู่ เขาเป็นห่วงครอบครัว เคยจะส่งปินเค่อออกเมืองไปสืบข่าวเองอิม แต่กองโพกผ้าเหลืองล้อมเมืองแน่นเกิน ตอนนั้นไม่มีโอกาสออกไป
…
ครั้นจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จแล้ว เขาก็กลับไปยังที่ว่าการเจ้าเมืองถวายคืนคำสั่ง
การประชุมปรึกษายังไม่เสร็จ เรื่องการจัดการภายหลังและการสืบข่าวข้าศึกปรึกษาเสร็จแล้ว บัดนี้กำลังปรึกษาเรื่อง "เสริมการรักษาเมือง"
หากกองโพกผ้าเหลืองกลับมาล้อมเมืองอีก จะรับมืออย่างไร
กำลังปรึกษากันอยู่ มีเสมียนน้อยคนหนึ่งรีบวิ่งโถมเข้ามาในลาน หมอบลงหน้าโถงประชุม ร้องบอกเสียงดังว่า "กราบเรียนท่านเจ้าเมือง นอกเมืองมีกองทัพหนึ่งเดินทางมา"
---
## เชิงอรรถ
(1) พลอาสา ในที่นี้หมายถึงพลจากแคว้น (จวิ้นจู๋) ที่ถูกระดมพลรักษาเมือง ต่างจากปินเค่อซึ่งเป็นบริวารส่วนตัวของซุนเจิน
(2) ปิงเฉาเฉวียน คือตำแหน่งของซุนเจิน ทำหน้าที่กำกับกิจการทหารของแคว้น ส่วน "ซุนเจินจือ" คือชื่อรองของซุนเจิน
(3) ในยุคฮั่นต้น ตามธรรมเนียม ผู้ที่จะเป็นอัครเสนาบดีต้องมีบรรดาศักดิ์โหว ซึ่งมาจากความชอบทางทหาร
(4) "ชนะเป็นจักรพรรดิ แพ้เป็นโจรนักเลง" (เฉิงหวังไป้โข่ว) สำนวนชี้ว่าประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ
(5) กบฏผ้าแดงปลายหยวน คือกบฏที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์หยวน; หลี่จ้วงหวัง หมายถึงหลี่จื้อเฉิง ผู้นำกบฏปลายราชวงศ์หมิง ฉายา "ราชาลิ่วจ้วง"
(6) กงเฉาเฉวียน คือตำแหน่งของจงฮิว ดูแลฝ่ายบุคคลและกิจการหลักของแคว้น; จี้ลี่ คือตำแหน่งของกุยโต๋ ดูแลสถิติและบัญชีของแคว้น
(7) "อาจารย์ผี" ในที่นี้หมายถึงแนวทางลัทธิไท่ผิง ซึ่งผู้นับถือเชื่อว่าสามารถรักษาโรคด้วยน้ำยันต์และพลังศรัทธา
(8) เงินค่าเผาฝัง คือเงินที่แคว้นจ่ายให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตในราชการ เพื่อใช้ในพิธีเผาหรือฝังศพ
(9) คุกจิงเว่ย (จิงเว่ยเจาอวี้) คือเรือนจำพิเศษภายใต้การดูแลของจิงเว่ย เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ใช้คุมขังผู้ต้องหาคดีสำคัญที่ราชสำนักดำเนินการเอง
(10) วาทะนี้มาจากคัมภีร์จั่วจ้วน ว่า "วิญญูชนกล่าวว่า ไม่เตรียมรับสิ่งที่คาดไม่ถึง ไม่อาจใช้ทหารได้"
(11) ตราพยัคฆ์ (อวี้ฝู่ 虎符) คือตราจำลองรูปเสือทองแดง แยกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งอยู่กับแม่ทัพ อีกซีกอยู่กับฝ่ายปกครอง เมื่อนำมาประสานกันพอดีจึงเชื่อว่าเป็นคำสั่งทหารแท้