หยางเจี้ยนจวินนำทางหยางหมั่นชางไปยังภัตตาคารรัฐ
หยางหมั่นชางเดินตามหลัง มองเสื้อบุฝ้ายตัวใหม่หนาหนักกับรองเท้าหนังเงาวับของลูกชาย ในใจทั้งปลื้มปิติและขมขื่น
ที่ปลื้มปิติคือลูกชายกลายเป็นคนเมืองที่ดูมีหน้ามีตา ส่วนที่ขมขื่นคือความมีหน้ามีตานั้นแทบไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
ภายในภัตตาคารรัฐอบอวลด้วยไอร้อน กลิ่นอาหารหอมฉุย
หยางเจี้ยนจวินสั่งกับข้าวผัดสองจาน เกี๊ยวชามใหญ่หนึ่งชาม และเหล้าขาวหนึ่งชั่ง
เมื่ออาหารและเหล้ามาวางบนโต๊ะ หยางหมั่นชางก็ทำตัวไม่ถูกด้วยความเกรงใจ “เจี้ยนจวิน นี่...นี่คงต้องเสียเงินไม่น้อยเลยสินะ?”
“นาน ๆ ทีพ่อจะมาเมืองสักครั้ง ถือเสียว่าผมเลี้ยงแสดงความกตัญญูต่อพ่อครับ”
หยางเจี้ยนจวินรินเหล้าให้หยางหมั่นชางหนึ่งแก้ว แล้วลุกขึ้นทันที
“พ่อค่อย ๆ กินนะครับ ผมจะไปบอกพ่อตาสักหน่อย ให้ช่วยจัดการเรื่องหนังหมา”
“อ้อ ดี ดี”
หยางหมั่นชางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ รสเผ็ดร้อนทำให้เขาจุ๊ปากติดกันหลายครั้ง ทว่าริ้วรอยบนใบหน้ากลับคลายลง
เขาดีใจมาก ดูท่าเจี้ยนจวินยังมีพ่อคนนี้อยู่ในใจ
หยางเจี้ยนจวินเดินออกจากภัตตาคาร รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปในพริบตา
เขาเร่งฝีเท้ากลับไปยังบ้านพักพนักงานของสหกรณ์การค้า
ทางทิศใต้ของบ้านพักพนักงานมีตึกอิฐแดงสามชั้นหลังหนึ่ง นั่นคือบ้านของหลิวกุ้ยพ่อตาหยางเจี้ยนจวิน
หลิวกุ้ยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องรับแขก เบื้องหน้ามีกาน้ำชาหนึ่งกาและจานถั่วลิสงหนึ่งจาน
เขาอายุห้าสิบกว่า เส้นผมหวีเรียบกริบ สวมชุดจงซานสีเทา แม้จะอยู่บ้าน กระดุมตรงคอก็ยังติดมิดชิด
