“ทำไมล่ะ!”
“ก็ใช่สิ นี่มันทำอะไรกันอยู่เนี่ย!”
“เมื่อกี้บวกฐานราคาขึ้นมาพันล้านก็ยังพอทน ตอนนี้อยู่ ๆ เพิ่มอีกสามพันล้าน เราดูเป็นอะไรกัน? ตู้กดเงินหรือไง?”
“ประท้วง ประท้วงอย่างรุนแรง!”
ผู้คนต่างพูดไปคนละคำคนละประโยค ในห้องโถงใหญ่พลันกลายเป็นตลาดสดที่แสนวุ่นวายในฉับพลัน
ใบหน้าของคนส่วนใหญ่ล้วนโกรธเดือดดาลไม่ต่างกัน
คิดจะชี้โชยเสีย ๆ !
ชี้โชยต่อหน้าธารกำนัลขนาดนี้!
แถมยังทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ จะพูดจาไม่เข้าหูสักคำก็ยังไม่ได้
ใครจะไปกล้าเล่า! หนิงไห่ยืนจ้องเขม็งอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ ใคร ๆ ก็รู้ว่าสาวที่ดูแลการประมูลคนนี้มีความสัมพันธ์อะไรกับจอมสังหารผู้นี้
แล้วใครจะกล้าพูดอะไรที่แสบหูออกไป?
เว้นแต่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว!
เห็นภาพแบบนี้ เหยียนจิ่วซีเงยหน้ามองซูโม่พร้อมกะพริบตาให้ สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
หล่อนปิดไมโครโฟนแล้วลดเสียงต่ำลง “เสี่ยวโม่ ฉันเล่นพังหรือเปล่าเนี่ย?”
ซูโม่ส่ายศีรษะเบา ๆ มุมปากยิ้ม “ไม่เป็นไร ฉันบอกแล้วไง เธออยากเล่นยังไงก็เล่นไปแบบนั้น จงใจหน่อย มีฉันอยู่ ไม่มีอะไรพลาดแน่นอน”
“นี่เธอพูดเองนะ”
เหยียนจิ่วซีพูดทั้งที่ยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “งั้นฉันจะโกงคนอย่างเบาใจแล้ว!”
ซูโม่อยากหัวเราะเหลือเกิน อดทนสุดกำลังจึงกลั้นไว้ได้ ทำหน้าเรียบนิ่งพยักหน้าเบา ๆ “โกงเลย อยากโกงยังไงก็โกงไป”
“ได้เลย!”
ได้คำตอบจากซูโม่แล้ว เหยียนจิ่วซีหัวเราะคิก ๆ ดวงตาใสกระจ่างราวกับน้ำใสเปล่งประกายขึ้นมา
หล่อนเปิดไมโครโฟนอีกครั้ง มือขวาหยิบค้อนไม้ขึ้นมาเคาะที่โต๊ะเบา ๆ “เงียบที!”
สายตาที่ไร้เดียงสากวาดมองไปทั่วใบหน้าของผู้คน แล้วเอ่ยเสียงเบา ๆ “ฉันพูดแล้ว สิทธิ์การตีความทุกอย่างในงานประมูลครั้งนี้เป็นของฉันคนเดียว เพราะฉะนั้น การประท้วงไม่มีผล”
