เจวี้ยนจู่มีแววตาล้ำลึก น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยการหยั่งเชิงอยู่หลายส่วน
โจวเพยฟางอ้าปากค้าง ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มที่เหมาะสมดังเดิม
“เจวี้ยนจู่ อาภรณ์ชุดนี้แต่เดิมเป็นของติดตัวมารดาข้าน้อยตอนออกเรือน ท่านก็ทรงทราบอยู่แล้ว...ว่าข้าน้อยยังมิได้มีภรรยา”
“ข้าน้อยหวังว่า...ท่านจะอย่าได้กล่าวถึงนางเช่นนั้นเลย”
เจวี้ยนจู่ได้ฟังดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้ามิได้จางหายไป
นางพยักหน้าอย่างกระจ่างแจ้ง ก้าวไปข้างหน้าแล้วจับมือของโจวเพยฟางเอาไว้
ทั้งสองมิได้แนบชิดสนิทสนม ยังเว้นระยะห่างพอประมาณ แต่กลับดูเคอะเขินและใจเต้นระรัว
“เดิมทีเป็นของมารดาท่านโจว ถ้อยคำเมื่อครู่นี้เปิ่นกงพลั้งปากเสียแล้ว...”
ถ้อยคำต่อมาของเจวี้ยนจู่ เจิ้งฉือฝูก็มิได้ฟังอีก
แสงตะวันอบอุ่น ท้องฟ้าสดใสยามเที่ยงของเมืองหลวง เป็นวันที่ดวงตะวันเจิดจ้าที่เจียงหนานไม่เคยมี
ทว่าเจิ้งฉือฝูกลับรู้สึกได้ถึงความเบื่อหน่ายอย่างหนึ่ง
บางทีอาจเป็นเพราะเหนื่อยล้า เหนื่อยจนฉือฝูไม่เหลือโทสะอีกแล้ว
เมื่อเห็นมือของเจวี้ยนจู่และโจวเพยฟางซ้อนกัน ในใจนางกลับหลงเหลือเพียงความระอาหน่าย
นางเดินออกจากเรือนไปอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังเรือนของตนกับเสี่ยวเป่า
หลังจากเจวี้ยนจู่มาถึง นางกับเสี่ยวเป่าก็ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนกระต๊อบริมในเรือนรอง
เรือนกระต๊อบเล็กและเปลี่ยว เครื่องเรือนจัดวางอย่างขอไปทีและซอมซ่อ
แต่โชคดีที่ยังมีเรือนนี้ เป็นที่อาศัยเล็กๆ ของแม่ลูกในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่
เจิ้งฉือฝูผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเสี่ยวเป่านอนสงบนิ่งบนเตียง แสงตะวันสาดส่องลงบนผ้าห่ม ใบหน้านวลใสนุ่มนิ่มเหมือนน้ำนม
นางจากไปทั้งเช้า เสี่ยวเป่ากลับไม่ร้องไห้งอแงเลย
เมื่อเห็นนาง เสี่ยวเป่าดีใจจนมือไม้เต้นระบำ ดวงตากลมโตดุจลูกองุ่นยังมีรอยยิ้ม
โจวเพยฟางยุ่งเกินไป จนยังไม่มีเวลาตั้งชื่อที่เป็นทางการให้นาง
ได้แต่เรียกเสี่ยวเป่าๆ ไปพลางก่อน
เจิ้งฉือฝูคิดถึงตรงนี้ ใจพลันเจ็บแปลบขึ้นมา นางรีบเดินไปที่ข้างเตียง อุ้มเสี่ยวเป่าเข้ามากอดไว้ในอ้อมกอด ปลอบโยนอย่างแผ่วเบา “เสี่ยวเป่าเป็นเด็กดี”
เสี่ยวเป่านอนซบบนอกฉือฝู คงได้กลิ่นน้ำนม จึงส่งเสียงจิ๊จ๊ะอยากกินนม
เสี่ยวเป่าหิวแล้ว ฉือฝูเองก็ไม่ได้ให้นมนาน น้ำนมยามนี้จวนเจียนจะเอ่อล้น จนกระทั่งผ้าซับในชุ่มชื้นไปหมด
นางเพิ่งจะเปิดเสื้อเพื่อให้นม แต่เมื่อคิดถึงคุณหนูน้อยแห่งตำหนักอวี้หวัง ก็พลันชะงักไปเล็กน้อย
ฉือฝูรีดน้ำนมของตนทิ้งลงในกระโถน จากนั้นก็ไปที่ครัวเล็ก บังคับใจให้แข็งแล้วหุงข้าวต้มขึ้นมาถ้วยหนึ่ง
นางนำข้าวต้มผสมกับนมโค รอให้เย็นลง แล้วใช้ช้อนไม้ค่อยๆ ป้อนใส่ปากเสี่ยวเป่า
เสี่ยวเป่าอยู่ในอ้อมกอดนาง กลับไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ยอมกลืนข้าวต้มลงไปอย่างว่าง่าย
เจิ้งฉือฝูเบิกตากว้าง ประหลาดใจและยินดีมองนาง “เสี่ยวเป่า เด็กดีนัก ถึงสามเดือนก็รู้จักกินข้าวต้มแล้ว”
เสี่ยวเป่าคล้ายจะฟังคำของฉือฝูออก ด้านหนึ่งกินไปด้านหนึ่งยิ้มไป คำแล้วคำเล่า
แสงตะวันสาดส่องลงบนตัวนาง เผยให้เห็นเหงือกสีชมพูนิ่ม
เจิ้งฉือฝูเองก็อดที่จะเผยยิ้มออกมาไม่ได้ เอื้อมมือป้อนอีกคำหนึ่งพลางว่า
“ถ้าเจ้ากินข้าวต้มได้ แม่ก็จะให้มามาซานอู๋ช่วยดูแลเสี่ยวเป่าได้”
นางยิ้มๆ อยู่ จู่ๆ ก็ชะงัก จากนั้นก็ร้องไห้ออกมา
บนโลกนี้ยังจะมีแม่ที่ใจร้ายถึงเพียงนี้ ป้อนข้าวต้มให้ลูกสาวสามเดือนของตน
นางน้ำตาไหลริน มือสั่นเทาตักข้าวต้มอีกช้อน ป้อนใส่ปากเสี่ยวเป่า
ฉือฝูบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร
มามาซานอู๋เป็นคนรู้จักมักคุ้น เป็นชาวบ้านเดียวกับนาง นิสัยก็ดี
ตอนนี้หลานสาวเพิ่งครบสองขวบ สะใภ้อยู่บ้านเลี้ยงเด็ก มามาซานอู๋จึงมาทำงานรับใช้ที่จวนโจว
เดือนละห้าตำลึง
ถ้านางให้ได้เดือนละสามตำลึง ก็จะเอาตัวเสี่ยวเป่าไปฝากให้สะใภ้บ้านมามาซานอู๋เลี้ยงดูได้
————
แสงสนธยายามเย็นปกคลุมไปทั่ว
ภายในเรือนโถงห้องกลางของบ้านโจว หรูหรางดงาม แสงเทียนส่องไหว
เรือนที่เจวี้ยนจู่มอบให้นั้น ภายนอกเรียบง่ายแต่ภายในหรูหรา ทุกหนแห่งตกแต่งประณีต เครื่องเรือนล้วนเป็นของหลวงในวัง
ตะเกียบเงินเรียงเป็นระเบียบ ถาดหยกใสแวววาว
โจวเพยฟางนั่งหลังตรงอยู่หน้าโต๊ะกลมไม้แดง กำลังรออาหารเย็นพร้อมกับเจวี้ยนจู่
อาหารของเขาแต่ก่อนล้วนเป็นฝีมือของเจิ้งฉือฝู ไม่ว่าจะตอนสอบขุนนางหรือตอนเป็นขุนนางแล้ว หลายปีมานี้ไม่เคยเปลี่ยน
โจวเพยฟางชินเสียแล้ว
ถึงแม้เจวี้ยนจู่จะกินอาหารเลิศรสในวังมาหมดแล้ว แต่นางก็ออกปากชมฝีมือของเจิ้งฉือฝูอย่างหาได้ยาก
ดังนั้นแม้พวกเขาจะย้ายออกจากเรือนเล็กมาแล้ว เรือนตอนนี้ก็มีจวนฝูชำนาญการทำอาหารแล้วอยู่ดี
แต่โจวเพยฟางก็ยังกำชับให้ฉือฝูทำอาหารต่อไป
สามมื้อต่อวัน
เพื่อเขา และเจวี้ยนจู่
เพียงแต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด อาหารเย็นวันนี้กลับยังไม่ยกมาเสียที
“อาหารเย็นยังไม่ยกมาได้อย่างไรกัน”
เจวี้ยนจู่ขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความตำหนิ
ระเบียบในตำหนักอ๋องเคร่งครัด วันนี้นางล้วนกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็กลับตำหนัก ไม่กล้ายืดเวลาออกไปแม้สักครึ่งเค่อ
หากช้ากว่านี้ กลับตำหนักช้า ฝ่าบาทอ๋องทรงถามไถ่ แล้วรู้ว่านางไปทำอะไรไว้ข้างนอก คิ้มไม่คุ้มเสีย
ยามนี้เจวี้ยนจู่รอจนเริ่มหมดความอดทน หมุนกำไลหยกที่ข้อมือ พลางเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ
“เกินตัวมามาซานเจิ้งไร้ระเบียบมานานแล้ว แค่ท่านโจวใจดี หากอยู่ในตำหนักอ๋อง คนรับใช้ไร้ระเบียบเช่นนี้คงถูกกำจัดไปนานแล้ว”
คำพูดของเจวี้ยนจู่ทำให้โจวเพยฟางชะงัก
อาภรณ์ปักดอกไห่ถังนั้นยังคงสวมอยู่บนร่างของนาง
สีแดงสด เจิดจ้าดั่งเปลวไฟ ทำให้ใบหน้าอันเรียบๆ ของเจวี้ยนจู่เพิ่มเสน่ห์ยั่วยวนขึ้นมาหลายส่วน
โจวเพยฟางนึกถึงเบ้าตาแดงก่ำของเจิ้งฉือฝูในวันนี้ ใจพลันหงุดหงิดขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาไม่ได้โต้เถียง เพียงแต่ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ
“เจวี้ยนจู่รอมาช้านานแล้ว ข้าจะไปที่ครัวเร่งให้”
เจวี้ยนจู่ฝืนใจพยักหน้า “เจ้าไปเรียกเกินตัวมามาซานเจิ้งมา ข้ามีเรื่องจะกล่าวกับนาง”
โจวเพยฟางออกจากเรือนโถงกลาง ก็เดินมุ่งไปยังครัว
ครัวเล็กจุดตะเกียงแล้ว มีเงาคนอยู่ข้างในวุ่นวาย
โจวเพยฟางโล่งอกขึ้นเล็กน้อย
เขาเปิดประตูไม้ของครัว สิ่งที่ปะทะหน้ามาคือไอน้ำที่ลอยอบอวล
เมื่อก่อน ใบหน้างามสง่าของเจิ้งฉือฝูจะโผล่ออกมาจากไอน้ำที่พวยพุ่ง
ละอองน้ำซึมชื้นไรผม ย้อมคิ้วตาของนางให้พร่าเลือน
นางจะยิ้มพลางเรียกเขา “สามี...”
“ใต้เท้า ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดให้รับใช้หรือไม่”
เสียงสตรีหนึ่งขัดจังหวะความทรงจำของโจวเพยฟาง โจวเพยฟางได้สติกลับมา มองใบหน้าอันแปลกตาตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“...เกินตัวมามาซานเจิ้งล่ะ นางไปไหน”
บ่าวสาวผู้ก่อไฟตอบตามตรง “เกินตัวมามาซานเจิ้งมาตอนเที่ยง หุงข้าวต้มถ้วยหนึ่งแล้วก็ไม่ได้มาอีกเลย”
โจวเพยฟางพยักหน้า แต่ในใจกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหาได้ยาก
เขาไม่ได้ไปที่เรือนโถงหลัก เพื่อจัดการอาหารเย็นให้เจวี้ยนจู่ แต่ไปตามหานางที่เรือนกระต๊อบในเรือนรอง
เท้ากลับรีบร้อนอย่างไม่รู้ตัว
จากเรือนโถงหลักสว่างไสวโอ่โถง มาสู่เรือนกระต๊อบเล็กคับแคบมืดสลัวในชั่วพริบตา
โจวเพยฟางขมวดคิ้วไม่เคยชินนัก
เขาผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเจิ้งฉือฝูนั่งอยู่ข้างเตียงแคบๆ กำลังกล่อมเสี่ยวเป่าให้หลับ
นางคงเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมดำขลับเปียกชื้นด้วยละอองน้ำ ทิ้งตัวลงบนบ่าอย่างนุ่มสลวย
ลำคอขาวผ่องเผยออกมาเพียงส่วนหนึ่ง ระเรื่อด้วยสีชมพูจางๆ ราวหมอก
ตะเกียงเทียนสลัวดวงหนึ่งส่องกระทบใบหน้านาง วาดเค้าโครงคิ้วตาอันอ่อนโยน ราวกับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่เปี่ยมเมตตา
เจิ้งฉือฝูเงยหน้าขึ้นเห็นเขา จากนั้นก็ก้มหน้าลงต่อไป ตบหลังเสี่ยวเป่าเบาๆ
นางมิได้รีบออกมาต้อนรับ ใบหน้าเผยความยินดี กระโปรงเรียบง่ายพลิ้วไหว
มิได้อุ้มเสี่ยวเป่าที่หอมน้ำนมส่งใส่อ้อมกอดเขา ดีใจที่ให้เด็กน้อยรู้จักท่านพ่อของตน
กระทั่งสีหน้าเกินจำเป็นก็ไม่มี
นางเงียบสงบ หากก็ดูห่างเหิน
โจวเพยฟางยืนอยู่ตรงปากประตู เขารู้สึกว่าหัวใจถูกยกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว