"คารวะท่านสะใภ้รอง"
ข้างประตูห้องชั้นใน เฉินฉือรีบคำนับด้วยความนอบน้อม
เซียวเฟิ่งเซียวนั่งอยู่บนเตียง ณ เวลานี้อากาศร้อนระอุ อาภรณ์จึงค่อนข้างบางเบา แต่ก็มิได้เปิดเผยผิวกายแต่อย่างใด
หารู้ไม่ว่า ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ มิอาจล่วงละเมิดได้ ยิ่งยั่วกิเลสความปรารถนาในการพิชิตซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในใจบุรุษมากเท่านั้น
เฉินฉืออดนึกถึงภารกิจที่กู้เฉิงเจ๋อมอบหมายให้ไม่ได้
หากได้ขึ้นสู่เตียงของเซียวเฟิ่งเซียวได้จริง คงคุ้มแก่การมีชีวิตอยู่นี้แล้วกระมัง
"เจ้าคือเฉินฉือ"
ยามนี้ เซียวเฟิ่งเซียวเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค
"ขอรับ"
เฉินฉือรีบรับคำ ไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป
เซียวเฟิ่งเซียวเรียกเขามาอย่างกะทันหัน จะเป็นภัยหรือเป็นสุขยากจะคาดเดาได้
"เจ้าทำตามคำสั่งข้า ไปที่บ้านนางแพศยาตรอกเถียนสุ่ยนั้นทุกวันหรือไม่"
"...ทุกยามบ่ายข้าน้อยไปมิเคยขาด แม้แต่วันเดียวก็มิกล้าผ่อนคลาย"
ได้ยินเซียวเฟิ่งเซียวเรียกชุ่ยหนงว่านางแพศยา เฉินฉือในใจไม่สบายนัก แต่เพราะฐานะแตกต่างกันเกินไป เขาจึงมิกล้าแสดงออกมา
"เจ้ากลับซื่อสัตย์เสียด้วย"
เซียวเฟิ่งเซียวหัวเราะแผ่วเบา จู่ ๆ ก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องมองเฉินฉือ
"หรือว่าที่จริงนั้นเป็นเพราะเจ้าลุ่มหลงในสตรีกันแน่"
"ข้าน้อย..."
เฉินฉืออ้าปาก แต่ก็ไม่รู้จะตอบเช่นใด
อันที่จริง การเอ่ยถ้อยคำแก้ตัวสองสามประโยคนั้นมิใช่เรื่องยาก แต่ชุ่ยหนงเคยบอกเขาว่า บางครั้งคนเราต้องรู้จักซ่อนความฉลาดไว้ในความโง่เขลา โดยเฉพาะการเป็นบ่าวใต้ชายคาผู้อื่น ยิ่งฉลาดเฉลียวต่อหน้านายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป
