หลังจากบิดามารดาเสียชีวิต เยี่ยมู่มู่ก็ตกอยู่ในภวังค์เลื่อนลอย มิได้สังเกตในทันทีว่าภายในบ้านมีของเพิ่มขึ้นมาอย่างประหลาด
อย่างเช่น:
บางครั้งเป็นกระดาษเหลือง เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม ภัยแล้ง และความอดอยากด้วยอักษรตัวเต็ม
บางครั้งเป็นเศษชามกระเบื้องเก่าครึ่งใบ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในบ้านปรากฏคมมีดหักเปื้อนเลือด
นางถึงได้ตระหนกขึ้นมา เคยคิดว่าบ้านตนมีผีสิง!
วันนี้ กลางวันแสก ๆ ในบ้านกลับปรากฏเสื้อชั้นในโบราณเปื้อนเลือดตัวหนึ่ง เสื้อชั้นในสีเหลืองหม่นและมีคราบเหงื่อ
มือนางแตะถูกมันเข้า~
อา~
เสื้อตัวนี้ยังอุ่นอยู่!
เลือดก็ยังอุ่น!
เยี่ยมู่มู่ตกใจจนร้องลั่น
ครู่ใหญ่ ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าอีก นางจึงสงบสติอารมณ์ลงได้
หยิบเสื้อชั้นในขึ้นมาตรวจสอบอย่างระมัดระวัง ยืนยันได้ว่าเป็นเสื้อชั้นในโบราณ แบบบุรุษ เจ้าของเสื้อสูงเกินหนึ่งจั้งแปด ช่วงไหล่กว้างใหญ่
จุดที่เสื้อชั้นในปรากฏคือแขวนอยู่บนปากแจกันใหญ่ตรงมุมผนังห้องรับแขก
แจกันใหญ่สูงหนึ่งจั้ง เป็นสมบัติตกทอดที่ปู่ทวดส่งต่อมาให้ท่านปู่ แล้วจึงตกทอดมายังบิดา
เยี่ยมู่มู่เคลื่อนย้ายแจกันใหญ่ไปตั้งกลางห้องรับแขก
แจกันไม่ได้เขียนลายดอกโบตั๋นแห่งความร่ำรวย หรือลายนกยูงรำแพน
รูปทรงแจกันเรียบง่าย ภายนอกเป็นสีเทาหม่น ไม่ได้เคลือบ อายุเก่าแก่ มีรอยบิ่นเล็ก ๆ ที่ปากแจกัน
รูปทรงของแจกัน ไม่เข้ากับเรือนห้าชั้นที่ตกแต่งหรูหราหลังนี้เลย
ปีนั้นบิดาเคยคิดจะทำหิ้งบูชาตั้งไว้ แต่ถูกมารดาปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าสไตล์ไม่เข้ากัน
บิดาจึงวางไว้มุมห้องรับแขกชั้นล่าง คอยปัดเช็ดทุกวัน บอกว่านี่คือสิ่งที่ท่านปู่เห็นคุณค่าและไว้วางใจเขา
ภายในแจกันสะอาดมาก ไม่มีฝุ่นเกาะ
หรือว่า แจกันตกทอดของนางจะกลายเป็นปิศาจไปแล้ว?
คอยแต่จะเก็บขยะกลับเข้าบ้าน?
นางเตือนแจกันดอกนั้น ถ้ายังเอาขยะกลับเข้าบ้านอีก จะถูกโยนไปขังที่ห้องใต้ดิน!
ราวกับแจกันตั้งใจเอาคืนนาง ในชั่วพริบตาต่อมา บนปากแจกันปรากฏผ้าพันแผลทำจากป่านเปื้อนเลือดม้วนหนึ่ง
ใช่แล้ว แถบป่านสีเหลือง!
ฝีมือการทำหยาบกระด้างนัก ในประเทศไม่มีใครเคยเห็นผ้าป่านที่ฝีเข็มเหินห่างเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว
นางขมวดคิ้ว คว้าผ้าพันแผลป่านขึ้นทันที ปาลงบนเสื้อชั้นใน
หากไม่ใช่เพราะบิดาหวงแหนแจกันดอกนี้ล่ะก็ คลังสินค้าห้องใต้ดินนั่นแหละคือที่สุดท้ายของมัน
เยี่ยมู่มู่เดินวนไปมาในห้องรับแขก ทำแบบนี้ต่อไปไม่ใช่เรื่องแน่
ใครจะไปรู้ ครั้งต่อไปแจกันจะเอาขาแขนเปื้อนเลือดหรืออะไรมาส่งให้นาง
นางจะถูกทำให้ขวัญหนีดีฝ่อเอาได้
บิดาหวงแหนแจกันตกทอดมาโดยตลอด ไม่เคยเอาแจกันไปเลี้ยงต้นไม้
หน้าที่ของแจกันก็คือการปักดอกไม้มิใช่หรือ?
นางไปตักน้ำมาจากห้องครัวหนึ่งอ่าง เทลงในแจกัน
แจกันใหญ่เกินไป อ่างน้ำหนึ่งอ่างเทลงไป กินบริเวณเพียงหนึ่งในสิบส่วน
นางเทอ่างแล้วอ่างเล่า ตักน้ำมานับสิบอ่างเต็ม ๆ
แจกันเหมือนรั่วซึมอย่างไรก็เติมให้เต็มไม่ได้
เยี่ยมู่มู่ตรวจสอบตามขอบก้นแจกัน ไม่มีรอยรั่ว พรมในห้องรับแขกก็แห้งดี
นางไม่เชื่อว่าเป็นความผิดปกติ จึงตักน้ำมาอีกสิบอ่าง มือที่ยกน้ำล้าไปหมด
แต่แจกันยังคงมีน้ำเพียงครึ่งใบ
นางโมโหแล้ว!
หยิบสายยางรดน้ำต้นไม้จากห้องเก็บของ ต่อเข้ากับก๊อกน้ำในครัว แล้วสาดลงในแจกัน
ซ่า~
สายน้ำมหึมาพุ่งเข้าใส่ภายในแจกัน
นางจะลองดูว่า แจกันตกทอดนี้ จะบรรจุแม่น้ำลำธารได้ หรือว่าทะเลสาบ
มันจะบรรจุได้มากมายเพียงนี้เลยหรือ!
*
ในห้องแคบ ๆ เต็มไปด้วยฝุ่น ท่านแม่ทัพวัยหนุ่มนั่งอยู่เบื้องบน ใบหน้าราวกับถูกแกะสลักด้วยมีด งดงามละเอียด หน้าผากมีเส้นผมบางเส้นปรกลงมา โครงหน้าและรูปทรงหล่อเหลาคมคาย ใบหน้างามสง่าแต่แฝงความอิดโรยป่วยไข้!
หมอทัพกำลังพันแผลให้เขา
ในกองทัพขาดโอสถมานานแล้ว ทั้งยังไม่มีสุรา ไม่อาจฆ่าเชื้อ บาดแผลของแม่ทัพจึงติดเชื้อเน่าเปื่อย
หมอทัพถอนหายใจ ใช้ผ้าป่านเก่าครึ่งใหม่ครึ่งเก่าพันรอบรอยแผลบนแขนของเขา
แม่ทัพนายกองสามคนสวมเกราะ คุกเข่าครึ่งตัวอยู่เบื้องล่าง ร่างกายเปรอะฝุ่น ริมฝีปากแห้งแตก ไม่ได้ดื่นน้ำมาหลายวัน มีทหารนายหนึ่งโซเซใกล้จะล้มลงแล้ว
เฉินขุยเดิมทีเป็นคนรูปร่างใหญ่โต แต่บัดนี้ผ่ายผอมจนแก้มตอบ มีแต่หนังหุ้มกระดูก
ลำคอเขาแห้งผากราวกับถูกไฟเผา กล่าวอย่างโศกเศร้า: "ท่านแม่ทัพ หากยื้อต่อไปอีก เมืองตั้งด่านก็คงรักษาได้อีกไม่นาน"
"ถ้าให้ทหารสองหมื่นนายนี้ตีฝ่าวงล้อมจากทางด้านหลัง พวกเราอาจฝ่าออกไปได้"
เนตรของจ้านเฉิงอินเต็มไปด้วยโลหิต เขาไม่ได้หลับนอนมาหลายวัน เพิ่งผ่านศึกใหญ่ป้องกันเมืองมาคราหนึ่ง
เดิมทีมีกำลังพลสองหมื่นห้าพันคน บัดนี้เสียหายไปห้าพัน
ตอนนี้เหลือทหารไม่เต็มสองหมื่นนาย
เดิมทัพสกุลจ้านประจำการอยู่ที่เมืองตั้งด่านมาหลายปี บิดากุมกำลังพลสองแสนนาย
หลังจากฮ่องเต้องค์น้อยขึ้นครองราชย์ ขุนนางชั่วครองอำนาจ อัครมหาเสนาบดีซูยั่วยุฮ่องเต้องค์น้อยให้แย่งสิทธิ์บัญชาการทัพสกุลจ้าน
ตั้งแต่แคว้นฉีก่อตั้งขึ้นมา สกุลจ้านภักดีต่อราชบัลลังก์มาทุกยุคสมัย
บิดาไม่ประสงค์จะส่งมอบสิทธิ์บัญชาการทหาร
มิฉะนั้น อัครมหาเสนาบดีซูก็จะไม่เหลือใครคอยกำราบอีก
เขาจะใช้โอรสสวรรค์เป็นหุ่นเชิดคุมขุนนางทั้งแผ่นดิน!
เมื่อบิดาปฏิเสธการมอบตราอาญาสิทธิ์ อัครมหาเสนาบดีซูก็เดือดดาล ในช่วงที่ชนเผ่าป่าเถื่อนทางตอนเหนือบุกเข้ามารุกราน และทั้งสองฝ่ายกำลังรบพุ่งกันอย่างดุเดือด กลับตัดเสบียงของทัพสกุลจ้านอย่างเด็ดขาด
เสบียงถูกตัดขาดมาแปดเดือนแล้ว ในช่วงต้นศึก พี่ชายได้ขายทรัพย์สินที่เมืองหลวงของสกุล ระดมเสบียงส่งมาให้รอบหนึ่ง มิฉะนั้นคงอยู่มาถึงตอนนี้ไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จากคนสองแสนกลับเหลือเพียงสองหมื่น
สวรรค์ช่างไม่เป็นธรรม เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงสุนัขฟาง เมืองตั้งด่านซึ่งเป็นปราการชายแดนสำคัญ สิบเดือนมานี้มิตกสักเม็ด
แผ่นดินแห้งแล้งแตกระแหง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ราษฎรปลูกพืชผลไม่ได้...
กองทัพใหญ่ชนเผ่าป่าเถื่อนสกัดเส้นทางคมนาคมสำคัญ เมืองตั้งด่านถูกปิดล้อมเป็นชั้น ๆ รอบด้านรัศมีร้อยลี้ ถูกโอบล้อมจนกลายเป็นเมืองแห่งความตาย
ในเมืองเกิดทุพภิกขภัยมานานกว่าครึ่งปีแล้ว เดิมเป็นเมืองใหญ่ที่มีคนสองแสน ราษฎรล้มตายเสียเกินครึ่ง เหลือเพียงไม่ถึงแสนคน
ราษฎรขุดกินเปลือกไม้รากหญ้าจนหมดเกลี้ยง ในเมืองมีคนตายทุกวี่วัน
ในหมู่ชาวบ้านเริ่มมีภาพการสับเปลี่ยนบุตรหลานมาเป็นอาหารปรากฏขึ้น
เฉินอู่เห็นแม่ทัพยังต้องการยันหยัดรักษาเมือง จึงกล่าวด้วยความโศกเศร้าอาลัย: "ท่านแม่ทัพ อพยพออกไปเถิด พวกคนเถื่อนสามแสนนายประสงค์จะขังเราให้ตาย บ่าวจะขอสละชีวิตนี้ นำท่านออกไปให้จงได้ ท่านคือทายาทคนสุดท้ายของทัพสกุลจ้าน อ้ายจักรพรรดิชั่วมิควรค่าให้ท่านต้องมาสิ้นชีพอยู่ที่นี่"
หลายคนคุกเข่าลงทั้งสองข้าง กล่าวพร้อมกันว่า: "ใช่แล้ว ท่านแม่ทัพ ตีฝ่าออกจากเมืองเถิด!"
จ้านเฉิงอินกำหมัดทั้งสองข้างแน่น เส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน
เขาอยากนำกองทัพสกุลจ้านที่เหลืออยู่รอดชีวิตต่อไป อยากมีชีวิตอยู่ยิ่งกว่าใคร!
แต่หากเมืองตั้งด่านแตกคราใด ชนเผ่าป่าเถื่อนทางตอนเหนือก็จะราวกับเข้าสู่ดินแดนไร้ผู้คน บุกโจมตีลงทางใต้ ยึดเมืองได้หลายสิบเมืองติดต่อกัน
จากนั้นก็จะเข้าตีเมืองหลวง ทำลายล้างราชนิกุล!
สุดท้ายราษฎรสามสิบล้านคนของแคว้นต้าฉีจะถูกเข่นฆ่าจนหมดสิ้น
หากเขาทอดทิ้งราษฎร ทิ้งเมืองแล้วหลบหนี จะกลายเป็นคนบาปชั่วกัลปาวสาน
เขาจึงโศกเศร้ากล่าวว่า: "เมื่อวานซืนได้รับรายงาน ภัยแล้งที่ฟ้าบันดาลมานี้ มิใช่เพียงเกิดที่เมืองตั้งด่านเท่านั้น ภายในอาณาเขตต้าหัวดินแดนเกินครึ่งก็ประสบภัยพิบัติเช่นกัน"
"เวิ้งว้างไร้ผู้คนนับพันลี้ ซากศพเกลื่อนกลาดไปทั่ว แคว้นต้าฉีของเรามีราษฎรสี่สิบล้าน บัดนี้เหลือเพียงสามสิบล้าน"
ราชสำนักเพื่อความสนุกสำราญกลับเพิ่มการเก็บภาษีให้หนักขึ้น ภาษีอากรที่ขูดรีดไปนั้น ส่วนใหญ่เข้ากระเป๋าท่านอัครมหาเสนาบดีซู
ภายนอกก็ใช่ว่าจะดีกว่าภายในเมืองสักเท่าใด!
หากพวกเราละทิ้งเมือง ราษฎรแปดหมื่นคนจะต้องตาย จะตกเป็นเสบียงให้พวกชนเผ่าป่าเถื่อนที่ลงใต้
"แม่ทัพคนนี้จะทอดทิ้งเมืองหนีไปมิได้!"
นายทหารทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ก็สิ้นหวัง
รักษาเมืองก็ตาย ทิ้งเมืองก็ตาย!
สวรรค์ต้องการทำลายทัพสกุลจ้านแล้ว!
ตกลงควรทำอย่างไรดี?
จ้านเฉิงอินถามพวกเขาว่า: "ยังเหลือม้าศึกอีกเท่าใด?"
"ท่านแม่ทัพ จะฆ่าม้าศึกบรรเทาความหิวอีกต่อไปมิได้แล้ว ม้าศึกนับหมื่นตัว บัดนี้เหลือเพียงสองร้อยตัว!"
"ฆ่า ฆ่าให้หมด! สองหมื่นทหารจะอดตายมิได้!"
นายทหารทั้งหลายสิ้นหวังรันทด บุรุษร่างใหญ่ต่างคุกเข่าลงด้วยสองมือ น้ำตาก็เหือดแห้งเพราะขาดน้ำ
หลังจากฆ่าม้าศึกหมดแล้วเล่า?
ม้าศึกสองร้อยตัวจะยื้อไปได้อีกนานเท่าใด?
"ท่านแม่ทัพ จะฆ่าม้าศึกอีกมิได้เลย ขาดแคลนเสบียง" เฉินอู่กัดฟัน ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "ข้า ข้าจะหาทางเอง!"
ตอนนี้ทุกหนแห่งล้วนไร้เสบียง จะมีทางอันใด?
จ้านเฉิงอินโบกมือ "ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ตงกุนเฉิน จงปฏิบัติตาม!"
นายทหารทั้งหลายสีหน้าโศกเศร้า คุกเข่าอยู่กับที่ก้มศีรษะลง ไม่มีใครเคลื่อนไหว
เมื่อม้าศึกสองร้อยตัวสุดท้ายถูกฆ่าหมด พวกเขาก็จะไม่มีทางตีฝ่าวงล้อมอีกต่อไป ได้แต่รอความตายแต่เพียงฝ่ายเดียว!
ในยามที่ทุกคนดับสิ้นความหวังที่สุด~
ทันใดนั้น จากผนังกลับมีเสียงน้ำไหลดังซ่า ๆ!
หลายคนเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง!
น้ำ~
นี่คือน้ำนี่นา!