หวงเยว่เอ๋อจัดวางชามตะเกียบพลางตอบว่า “พี่ใหญ่ของเธอไปช่วยซ่อมบ้านให้บ้านเจียง เมื่อคืนพักอยู่ที่บ้านเจียง น่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้แหละ”
แม่ลู่คิดว่าตงซูเหยากำลังรอให้ทุกคนมากันครบ จึงยื่นซาลาเปาไส้เนื้อให้เธอลูกหนึ่ง “ไม่ต้องรอหรอก เดี๋ยวค่อยเหลือของกินไว้ให้เขาก็พอ”
หวงเยว่เอ๋อพยักหน้าตาม “ไม่รู้ช่วงนี้เด็กผู้หญิงบ้านเจียงเป็นอะไร ถึงได้อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา ยืนกรานจะสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ไว้อ่านหนังสือด้วย”
จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ?
เจียงเสี่ยวชุนไม่ใช่เด็กสาวเก็บตัวขี้อายคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคนอีกคนที่เข้ามาแทนที่เจ้าของร่างเดิม
ถึงตงซูเหยาจะไม่รู้ว่าเจียงเสี่ยวชุนมาจากไหน แต่เธอมั่นใจว่าคนคนนี้ไม่ใช่เด็กขี้อายที่เคยเดินตามเธอต้อย ๆ เรียกพี่สาวตั้งแต่เล็กคนนั้นแน่
คนเราจะเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นไม่ได้
เหมือนกับตัวเธอในตอนนี้
แต่พฤติกรรมหลายอย่างของเจียงเสี่ยวชุนในชาติก่อนกลับไม่เหมือนคนที่เกิดใหม่มาอีกครั้ง หากเหมือนคนประหลาดที่รู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า
ไม่ว่ายังไง ชาตินี้ตงซูเหยาจะไม่หลงกลเธออีกเด็ดขาด
หลังจากกินมื้อเช้าและดื่มน้ำตาลทรายแดงแล้ว ตงซูเหยาก็จัดการตัวเองเรียบร้อย ลู่ยวี่โจวจูงมือเธอไว้ “ไปกันเถอะ ที่รัก ผมจะพาคุณไปซื้อของใช้จำเป็นเพิ่ม”
บ้านตระกูลลู่อยู่ในเขตบ้านพักทหาร พอตงซูเหยาออกมาจากห้องก็เห็นจักรยานคันหนึ่งที่เก่าแต่ยังใช้ได้จอดอยู่กลางลาน
ลู่ยวี่โจวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำและรองเท้ายาง ยืนข้างจักรยานอย่างเท่เย็นชา ก่อนจะผิวปากขึ้นมา
ตงซูเหยาสวมกระโปรงลายดอกสีเหลืองยาวคลุมเข่า ผมดำขลับถูกรวบไว้หลังใบหูด้วยที่คาดผม เผยให้เห็นใบหน้าสวยสดใสบริสุทธิ์
เธอวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหา “จักรยานคันนี้ไปเอามาจากไหนอีกคะ?”
“ยืมมาจากช่างเฉิน”
การที่เธอเข้ามาใกล้ทำให้ลู่ยวี่โจวซึ่งกำลังทำท่าทางเท่ ๆ พลันเก้อเขินขึ้นมา เขาเกาหลังศีรษะพลางตอบ “พี่ซานเฟิ่งทำงานอยู่ที่ร้านค้าของรัฐไม่ใช่เหรอ? รอเราซื้อคันใหม่กลับมาแล้ว คันเก่านี่ค่อยให้พี่ซานเฟิ่งขี่กลับบ้านไป”
เฉินซานเฟิ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของช่างเฉิน ช่างตัดผม
“อาโจว น้องสะใภ้ จะออกไปข้างนอกกันเหรอ?”
ลู่ยวี่หวย พี่ชายคนโตของบ้านลู่ เดินกะเผลกเข้ามาในลานโดยมีเจียงเสี่ยวชุนช่วยพยุง สายตาอ่อนโยนของเขากวาดมองตงซูเหยา
ตอนเด็ก ๆ เด็กสาวคนนี้ชอบเล่นกับน้องชายคนรองของเขา
พูดให้ถูกคือ น้องชายคนรองของเขาต่างหากที่ชอบเดินตามเด็กสาวคนนี้ต้อย ๆ
แต่หลังจากอายุราว 15-16 ปี ลู่ยวี่หวยก็แทบไม่ได้เจอตงซูเหยาอีกเลย
เมื่อวานน้องชายแต่งงาน เดิมทีเขาตั้งใจจะรีบกลับมาดื่มฉลองด้วยสักจอก แต่ไม่รู้ทำไมถึงก้าวพลาดตกลงมาจากหลังคา ทำให้เอวได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่น้องสาวเจียงไปตามหมอมารักษาให้ เพียงแต่เสียเวลาไปหน่อย เลยกลับมาไม่ทันงานแต่งของน้องชาย
ไม่รู้ว่าน้องสะใภ้จะโกรธหรือเปล่า?
“พี่ใหญ่ เอวเป็นอะไรคะ?”
ตงซูเหยาแกล้งทำเหมือนไม่เห็นเจียงเสี่ยวชุน แล้วถามลู่ยวี่หวยด้วยความเป็นห่วง “ตกลงมาจนบาดเจ็บหรือเปล่าคะ?”
เจียงเสี่ยวชุนทำหน้ารู้สึกผิด “เหยาเหยา ขอโทษนะ ถ้าจะโทษก็โทษฉันเถอะ! พี่ใหญ่ลู่ไม่ได้ตั้งใจไม่มาร่วมงานแต่งของเธอกับพี่รองลู่หรอก”
ฟังแล้วเหมือนตงซูเหยาเป็นผู้หญิงไร้เหตุผลที่ชอบหาเรื่องไม่มีผิด
ตงซูเหยาเดินเข้าไป สะบัดสะโพกเบียดเจียงเสี่ยวชุนออกไป แล้วหันไปบอกลู่ยวี่โจว “ที่รัก ยังไม่รีบเข้ามาพยุงพี่ใหญ่ไปพักอีกเหรอคะ?”
สายตาออดอ้อนที่เธอส่งให้ทำเอาลู่ยวี่โจวแทบเสียสติ เขารีบทำตามอย่างว่าง่าย จนแทบจะอุ้มพี่ชายเข้าไปในบ้านอยู่แล้ว
“เอ๊ะ?”
เจียงเสี่ยวชุนยังอยากมองพระเอกในนิยายที่รักภรรยายิ่งกว่าชีวิต ทั้งกล้าหาญและหล่อเหลาอีกสักสองสามครั้ง!
แต่ตงซูเหยาเดินเข้ามาหาเธอแล้ว ใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพ “เสี่ยวชุน ขอบใจที่มาส่งพี่ใหญ่ฉันนะ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็กลับไปก่อนเถอะ”
ท่าทีเป็นทางการของเธอทำให้เจียงเสี่ยวชุนสงสัย “รีบอะไรนักหนา? เธอไม่อยากรู้เรื่องเสิ่นจือเหนียนแล้วเหรอ?”
“จือเหนียนเป็นอะไรไปเหรอ?”
ตงซูเหยาจงใจแสดงสีหน้าร้อนใจ เจียงเสี่ยวชุนจึงพูดราวกับรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมีท่าทีแบบนี้ “ตระกูลเสิ่นใช้เส้นสายส่งเสิ่นจือเหนียนเข้าโรงงานเครื่องจักรของรัฐ ให้ทำงานเป็นวิศวกรแล้ว”
วิศวกรเครื่องจักรในยุค 80 เป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็หมายปอง
เพราะในช่วงเวลานี้ ประเทศจีนเพิ่งเริ่มนำเข้าเครื่องมือกลควบคุมด้วยระบบตัวเลข บุคลากรด้านเทคนิคอย่างเสิ่นจือเหนียนจึงขาดแคลนมาก
ชาติก่อนตงซูเหยาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
ดูท่าการเปลี่ยนแปลงของเธอคงทำให้เจียงเสี่ยวชุนรู้สึกไม่มั่นคงเข้าแล้ว
“จริงเหรอ?”
แววตาตงซูเหยาวาววับ “วิศวกรได้เงินเดือนอย่างน้อยเดือนละ 60-70 หยวน ทำงานไปอีกไม่กี่ปีก็อาจได้เงินมากกว่าลู่ยวี่โจวแล้ว”
ที่สำคัญ ลู่ยวี่โจวอยู่ในกองทัพ ต้องทำภารกิจเสี่ยงตาย ไม่แน่ว่าวันไหนอาจไม่มีชีวิตกลับมา
ชีวิตที่ไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นยังไง จะสบายเท่าการเป็นภรรยาวิศวกรได้อย่างไร?
เงินเดือนที่ลู่ยวี่โจวได้ตอนนี้แลกมาด้วยชีวิต รวมเบี้ยเลี้ยงและเงินช่วยเหลือต่าง ๆ แล้วก็แค่เดือนละ 70-80 หยวน อย่างมากก็ร้อยกว่าหยวน
ส่วนเสิ่นจือเหนียนแค่ทำงานเก็บประสบการณ์ไปไม่กี่ปีก็ได้เงินเท่านี้แล้ว ที่สำคัญสถานะทางสังคมยังสูงอีกด้วย
ถ้าทำงานมาสิบกว่าปี ใครเจอก็ต้องเรียกเขาว่าช่างเสิ่น
อย่ามองว่าตอนนี้ลู่ยวี่โจวยังหนุ่ม แต่ได้เป็นรองผู้บังคับกองพันแล้ว หากไม่มีพ่อคอยสนับสนุน ก็ยากยิ่งกว่าจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปได้อีก
พอตงซูเหยาพูดเช่นนี้ เจียงเสี่ยวชุนก็คิดตามไปไกล จนชั่วขณะหนึ่งรู้สึกว่าเสิ่นจือเหนียนก็เป็นตัวเลือกสามีที่ดีเหมือนกัน
จากนั้นเธอก็รีบส่ายหน้าแรง ๆ
เธอเข้ามาในนิยายก็เพราะลู่ยวี่โจว พระเอกของเรื่อง จะถูกตงซูเหยาพูดไม่กี่คำเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนใจได้ยังไง?
เธอคว้ามือตงซูเหยาไว้ “เธอไม่ลืมเรื่องที่รับปากเขาไว้ใช่ไหม?”
เมื่อครู่บรรยากาศระหว่างเธอกับลู่ยวี่โจวช่างกลมกลืนกันเหลือเกิน เจียงเสี่ยวชุนจึงจำต้องงัดไม้ตายอย่างเรื่องเสิ่นจือเหนียนออกมา
“ไม่ลืมหรอก”
ตงซูเหยากลอกตาไปมา “ลู่ยวี่โจวมีวันลาพักแต่งงานแค่เดือนเดียว พอใกล้ถึงตอนนั้น เธอมาที่นี่ก่อนสองวัน ช่วยฉันเอากระเป๋าเดินทางไปสถานีรถไฟก่อน ฉันจะตามไปสมทบกับพวกเธอที่สถานีรถไฟในวันถัดไป”
“ได้ ตกลงตามนี้นะ ฉันช่วยเธอขนาดนี้แล้ว เธออย่าเบี้ยวนัดพวกเราล่ะ”
“วางใจได้เลย!”
หลังจากส่งเจียงเสี่ยวชุนกลับไปแล้ว ลู่ยวี่โจวจึงเดินออกมาจากลานด้านใน “คุณคุยกับเธอตั้งนาน คุยอะไรกันเหรอ?”
เจียงเสี่ยวชุนเพิ่งเดินออกไป ลู่ยวี่โจวก็ออกมาตามทันที จะบังเอิญขนาดนั้นได้ยังไง?
เว้นเสียแต่ว่าเขาจงใจทำแบบนั้น
“คุณไม่ชอบเจียงเสี่ยวชุนเหรอ?”
“ทำไมถึงถามแบบนั้น?”
ชาติก่อนเธอรู้แค่ว่าเจียงเสี่ยวชุนเข้ากองทัพเดียวกับลู่ยวี่โจว โดยอาศัยเส้นสายของพ่อแม่ เพื่อไล่ตามเขา และได้เป็นผู้ประกาศข่าว
เธอคิดว่าทั้งสองคนน่าจะได้ลงเอยกัน
“อืม!”
ใครจะคิดว่าลู่ยวี่โจวจะพยักหน้าหนักแน่น “ไม่ชอบ”
สัญชาตญาณของทหารบอกเขาว่า สายตาที่เจียงเสี่ยวชุนมองเขาราวกับกำลังมองสิ่งของของตัวเอง เต็มไปด้วยความต้องการครอบครองอย่างแรงกล้า
ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกล่วงเกิน
ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้ลู่ยวี่โจวไม่พอใจ เขาพูดว่า “ตั้งแต่เธอเป็นเพื่อนกับเจียงเสี่ยวชุน คุณก็เริ่มตีตัวออกห่างจากผม แล้วผมจะไปชอบเธอทำไม?”
ตอนตงซูเหยาอายุ 15 ปี เธอก็ไม่ยอมให้ลู่ยวี่โจวเดินตามเธออีกต่อไป ส่วนเจียงเสี่ยวชุนก็เข้ามาอยู่ในนิยายและกลายเป็นเพื่อนกับตงซูเหยาในปีนั้นพอดี
ลู่ยวี่โจวไม่มีหลักฐานว่าเจียงเสี่ยวชุนเป็นคนยุยงอยู่เบื้องหลัง แต่ผู้หญิงคนนั้นมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
