บทที่ 3 แอบอ้างนามสกุล
ขณะที่เหล่าทหารกำลังหัวเราะเยาะ คันศรก็ไม่เล็งมาที่ทั้งสามอีกต่อไป บุรุษร่างใหญ่ใจกล้าคิดกล้าทำ จู่ ๆ ก็หันหลังวิ่งไปทางตะวันตก ตะโกนว่า “เร็ว! วิ่งไปทางตะวันออก! พวกเจ้าเก็บเงินไว้ให้ดี!”
ประโยคนี้แฝงเจตนาสองชั้น หนึ่งคือให้หวังหยางและเด็กหนุ่มรูปงามวิ่งไปทางตะวันออก ดึงความสนใจของทหาร สองคือบอกเป็นนัยแก่ทหารว่า ตัวของหวังหยางและเด็กหนุ่มมีเงิน มีค่าให้ไล่ล่ามากกว่าตน
บุรุษร่างใหญ่คิดได้ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย
อย่างแรก เด็กหนุ่มรูปงามตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก จะไปแยกแยะทิศตะวันออกตะวันตกได้อย่างไร วิ่งตามหลังบุรุษร่างใหญ่ไปติด ๆ
อย่างที่สอง หวังหยางยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากหนี แต่เขาคิดว่าอีกฝ่ายมีเก้าคนและมีธนูด้วย โอกาสหนีรอดมีน้อยมาก
สุดท้าย บุรุษร่างใหญ่ประเมินความเร็วในการตอบสนองของทหารและความร้ายกาจของอาวุธเย็นต่ำไป
เขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ลูกธนูแหลมคมก็พุ่งปักตรงหน้าเท้า!
บุรุษร่างใหญ่ยกมือขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่กล้าวิ่งต่อ เด็กหนุ่มรูปงามก็ตกใจจนหยุดยืนนิ่ง
“วิ่งสิ! วิ่งต่อสิ! นี่คันศรหม่อน ถ้าวิ่งอีกยี่สิบก้าวก็ยิงแกเหมือนกระต่ายได้! ไอ้เด็กเวรสองคนกล้าวิ่งหนี? ดูข้าจะจัดการพวกแกยังไง!”
จ่าสิบชี้นิ้ว ทหารสี่นายรีบสาวเท้าเข้ามา แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสองคน ซ้ายขวาคนละข้างเข้าจับกดบุรุษร่างใหญ่กับเด็กหนุ่มรูปงามอย่างหยาบคาย บุรุษร่างใหญ่ตะโกนว่า “ข้าทำเกลือเป็น! เกลือขาว! ข้าทำได้...อ๊าก!”
พูดยังไม่ทันจบ ท้องน้อยก็ถูกด้ามดาบทุบอย่างแรง จนเจ็บจนตัวงอ
ขณะที่บุรุษร่างใหญ่ร้องตะโกน เด็กหนุ่มรูปงามก็ตะโกนเช่นกัน “ลมกระโชกฟ้าสูงชะนีแปร๋น! เกาะใสหาดขาวนกโบยบินกลับ! อนันต์ใบไม้ร่วงหล่น...”
แล้วเขาก็ประสบชะตากรรมคล้ายกับบุรุษร่างใหญ่ ปากถูกด้ามดาบทุบเข้าอย่างจัง ริมฝีปากบวมเป่งทันที ฟันเต็มไปด้วยเลือด
เขาคิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ เหตุใดคนอื่นทะลุมิติมาถึงสุขสำราญ แต่พอเป็นตนกลับเป็นเช่นนี้! ตนเป็นตัวเอกแท้ ๆ!
“สองคนนั้นตะโกนอะไร?” จ่าสิบถามด้วยความสงสัย
บุรุษหน้าเข้มที่ถือทวนอยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน “เหมือนคนหนึ่งบอกว่าตัวเป็นคนขายเกลือ? อีกคนท่องเนื้อเพลงหรือ?”
ที่ว่า “ขายของให้คนตาบอด” ผู้ข้ามมิติทั้งสองต่างเรียก “วิชาเด็ด” ของตัวเอง สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ “ความโปรดปราน” แต่เป็น “การทุบตี” สาเหตุไม่ได้มีแค่เรื่องที่ทหารเหล่านี้เป็น “คนหยาบ” แต่ยังมีเหตุผลทางยุคสมัยด้วย
ในเวลานั้น เกลือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักส่วนใหญ่มีเพียงเกลือเหลืองกับเกลือขาวสองชนิด ตามลักษณะจำเพาะยังแบ่งเป็นเกลือผง เกลือเม็ด เกลือโปรย เกลือก้อน ไม่มีความคิดเรื่องเกลือขาวบริสุทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่ไม่มีแนวคิด แต่ขณะนั้นไม่มีคำว่า “เกลือขาวบริสุทธิ์” เลยด้วยซ้ำ
ถ้าเอาเกลือขาวบริสุทธิ์สมัยใหม่มายื่นให้ต่อหน้าทหารเหล่านี้ พวกมันย่อมเห็นว่าเป็น “ของดี” แต่แค่อาศัยปากพูด ก็อย่าโทษว่า “พวกบ้านนอก” เหล่านี้จะ “ไม่เข้าใจแก่นแท้” เลย
ส่วนบทกวี “เติงเกา” ของตู้ฝู่ นับเป็นยอดกวีเหนือกาลเวลาโดยแท้ น่าเสียดายที่ในภูมิหลังยุคสมัยนั้น รูปแบบกวีนิพนธ์นับสี่คำห้าคำเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวีห้าคำรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ส่วนกวีเจ็ดคำส่วนมากเป็นบทร้องของเพลงพื้นบ้าน ถึงจะมีนักปราชญ์แต่งกวีเจ็ดคำจริงจังบ้าง ก็ประหนึ่งเม็ดทรายในมหาสมุทร ไม่ว่าคุณภาพหรือปริมาณ ล้วนเทียบกวีห้าคำไม่ได้เลย
แต่ถ้ามีผู้รู้กวีอยู่ที่นี่ ก็ไม่แน่ว่าอยากฟังเด็กหนุ่มรูปงามท่องต่อ แต่ทหารในที่เกิดล้วนเป็นบุรุษหยาบกระด้าง กระทั่งบุรุษหน้าเข้มที่ถือทวนซึ่งรู้หนังสือไม่น้อยก็ยังฟังไม่ออกถึงความหมายในกวี นับประสาอะไรกับคนอื่น
จ่าสิบชี้ไปที่หวังหยาง “จับคนนี้ด้วย หมอนี่ว่านอนสอนง่าย หัวหน้าหมู่ต้องถูกใจแน่”
ทหารสองนายก้าวยาว ๆ เข้าหาหวังหยาง ยื่นมือใหญ่จะเข้ากระชากแขนหวังหยาง!
หวังหยางสีหน้าเปลี่ยน ถอยหลังหนึ่งก้าว ถลึงตาโต ระดมกำลังทั้งหมด ตะโกนลั่นว่า “ข้าคือบุตรแห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา ผู้ใดล่วงเกินข้า จักล้างตระกูล!”
เสียงตะโกนของหวังหยางบ่มเพาะมานาน และเตรียมใจไว้ว่า “ไม่สำเร็จก็ตาย” ดุจหมาป่าหนทางตัน สัตว์ร้ายสู้จนตัวตาย ในยามคับขันระเบิดพลังที่คาดไม่ถึง เสียงจึงดังกัมปนาท ราวกับเสียงคำรามของเสือดาว ทำเอาทหารสองนายชะงักงัน
ที่ว่า “ล้างตระกูล” หมายถึงการกวาดล้างทั้งตระกูล ประโยคเดียวของหวังหยางเหมือนโยนระเบิดใส่ ทำให้ทุกคนอึ้งงัน
ทุกคนมองไปที่หวังหยาง ชั่วขณะไม่มีใครพูดอะไร
การโกหกครั้งนี้ หวังหยางได้ไตร่ตรองมาแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยสันทลักษณ์วิทยาวินิจฉัยว่าอยู่ในจีนยุคกลาง เมื่อครู่คนผู้นั้นยังพูดว่า “สายลับเหนือ” นั่นนี่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากว่าอยู่ในยุคที่เหนือใต้เป็นปรปักษ์กัน และตำแหน่งที่ตนอยู่ก็คือดินแดนของแคว้นใต้
แม้ยุคสามก๊กของง่อก๊กก็เข้าข่ายการเผชิญหน้าระหว่างเหนือใต้ ปลายราชวงศ์ถังห้าสิบชาติก็เคยเกิดรูปแบบเหนือใต้ปะทะกัน แต่ในแง่ระยะเวลาแล้ว ล้วนไม่ยาวนานเท่าช่วงเหนือใต้ จากมุมมองทางความน่าจะเป็น เขาจึงทุ่มเดิมพันไปที่ยุคราชวงศ์เหนือใต้
ราชวงศ์เหนือใต้คือยุคแห่งตระกูลขุนนางใหญ่ ช่องว่างระหว่างขุนนางกับสามัญชนเคร่งครัดนัก บุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์เรียกฝนเรียกฟ้าได้ ราษฎรต่ำต้อยวิ่งวุ่นราวกับวัวม้า หากปลอมเป็นตระกูลขุนนางได้สำเร็จ ก็ต้องข่มขวัญทหารได้แน่!
แต่ตระกูลสูงแห่งกังหนำมีมากมาย หวัง เซี่ย ยฺเหวียน เซียว กู้ ลู่ จู จัง นับได้ยาวเหยียด จะเลือกปลอมเป็นตระกูลไหนดี?
หวังหยางคิดว่า ในเมื่อปลอมอยู่แล้ว ก็สู้ปลอมเป็นตระกูลสูงอันดับหนึ่งแห่งเจียงจั่ว...ตระกูลหวังแห่งหลางหยาเลยดีกว่า!
เขาจำได้ว่าเหมาฮั่นกวงใน “งานวิจัยว่าด้วยการเมืองของตระกูลขุนนางสองจิ้นเหนือใต้” เคยนับสถิติภูมิหลังของขุนนางระดับห้าขึ้นไปแห่งจิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้ จำนวนมากที่สุดก็คือตระกูลหวังแห่งหลางหยา!
นับแต่จิ้นตะวันออกถึงเฉินใต้ สถานะทางการเมืองของตระกูลขุนนางมีขึ้นมีลง แต่ตระกูลหวังแห่งหลางหยาล้วนเป็นตระกูลสูงชั้นหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
แอบอ้างนามสกุลหลางหยานั้น ปลอดภัยที่สุด
แน่นอน ที่ว่า “ปลอดภัย” ก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น
หากเวลานี้เป็นช่วงที่หวังตุนแห่งจิ้นตะวันออกก่อกบฏ หวังเต่านำบรรดาสายตระกูลหวังไปขอพระราชทานอภัยโทษที่หน้าประตูวัง หรือหากเป็นยุคภายใต้การปกครองของซุนแห่งง่อก๊ก เช่นนั้นการปลอมเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยากลับอาจจะไม่คุ้มเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลสูงศักดิ์ใหญ่โตล้วนมีทะเบียนพงศาวลี จะปลอมได้ง่าย ๆ อย่างไร!
อีกอย่างหวังหยางไม่รู้แม้แต่รายละเอียดของราชวงศ์ที่ตนอยู่ จะกุรายละเอียดออกมาได้อย่างไร?
สรุปแล้ว ความเสี่ยงในเรื่องนี้ไม่น้อยเลย แต่ว่าหวังหยางเพื่อรักษาดอกเบญจมาศมิให้โรยรา ในยามคับขันได้แต่จำใจต้องสวมวิญญาณ เสี่ยงตายเดิมพันสักตั้ง
จ่าสิบนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สุดกลั้นหลุดหัวเราะออกมา ถ้าปากมีน้ำอยู่คงพุ่งออกไปไกลโข
เหล่าทหารก็พากันหัวเราะลั่นพร้อมเพรียง ราวกับหวังหยางเป็นเรื่องตลกสุดขีด
จ่าสิบหัวเราะจนตัวงอ ชี้ไปที่หวังหยาง “เจ้า...เจ้ามันช่างกล้าอุปโลกน์! ดูซอมซ่ออย่างเจ้า ต่อให้อีกแปดชาติก็ไม่มีทางได้เกิดเป็นตระกูลหวัง ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
หวังหยางฟังคำจ่าสิบแล้วก็โล่งใจก่อน ที่เขากลัวที่สุดคือคนพวกนี้ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลหวังแห่งหลางหยา ท่าทีของเหล่าทหารตอนนี้แสดงว่า เขาเดิมพันถูก!
ยุคที่ตนข้ามมิติมา คือยุคจิ้นตะวันออกถึงราชวงศ์ใต้!
แต่ที่ว่า “คนงามเพราะแต่ง ม้างามเพราะแต่ง” หวังหยางแต่งตัวปอนเกินไป ตรงเอวไม่มีเข็มขัด มีแต่เชือกป่านผูกไว้ อย่าว่าแต่ตระกูลหวังแห่งหลางหยา แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปยังแต่งตัวดีกว่าหวังหยางเลย หากไม่อธิบายเรื่องเครื่องแต่งกายอย่างสมเหตุสมผล ละครเรื่องนี้ก็เล่นต่อไม่ได้
หวังหยางตอนเริ่มบอกว่าเป็นคนไร้ทะเบียน เดี๋ยวนี้กลับเปลี่ยนเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา เดิมทีก็ยากจะน่าเชื่อ หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาที่สมองช้าหน่อย ก็ต้องรีบอธิบายว่าทำไมคำพูดถึงต่างกัน แต่หวังหยางกลับไม่แสดงท่าทีว่าจะอธิบายแม้แต่น้อย กลับแค่นหัวเราะเย็น
“ข้าจนหรือ? ที่บ้านข้า ต้นปะการังแค่ต้นเดียวก็ซื้อชีวิตพวกเจ้าได้ทั้งหมด แล้วบอกว่าข้าจน?”
เขามองดูเสื้อผ้าตัวเองอย่างไม่ยี่หระ ค่อย ๆ กล่าวว่า “เสื้อผ้าชุดนี้เป็นชุดที่ข้าเปลี่ยนเพื่อหลบโจร พวกเจ้าไม่ดูคนแต่มองแต่เสื้อผ้า ก็นับว่าตาถั่วเสียแล้ว” กล่าวจบก็ส่ายหน้าถอนหายใจ
“ข้าไม่มีเวลามาฟังเจอประชดประชัน!” จ่าสิบทำหน้าขรึม “เหล่าซาน ติงจิ่ว จับตัวเขาไว้ แล้วตบปากมันสักสองที!”
ทหารสองนายรุกเข้าหาหวังหยาง หวังหยางยืนนิ่งไม่ไหวติง กล่าวยิ้มเย็น “พวกเจ้าสองคนหากอยากถูกกวาดล้างสามชั่วโคตร ก็เชิญเลย”
เหล่าซานกับติงจิ่วเห็นหวังหยางยืนสงบประหนึ่งภูเขา พูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ ก็เริ่มลังเล
จ่าสิบด่าว่า “พวกเจ้าโง่หรือ! ยังจะเชื่อมันอีก? ถึงจะเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา ก็ไม่มีสิทธิ์ไปล้างตระกูลใครได้! กระจอกนี่มันปลอมตัวชัด ๆ! เรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ พวกเจ้าก็มองไม่ออก?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” หวังหยางแหงนหน้าหัวเราะลั่น ราวกับจ่าสิบพูดอะไรที่น่าขำนักหนา
แต่ตามความจริงแล้ว คนที่พูดตลกคือหวังหยาง จ่าสิบพูดถูกแล้ว
หวังหยางต้องยอมรับว่าตนพูดเรื่อง “ล้างตระกูล” เลยเถิดไปหน่อย เพียงแต่ตอนนั้นกลัวแทบตาย และอยากข่มขวัญทหารให้หยุดในทันที จึงใช้คำว่าล้างตระกูลมาขู่ หากมีเวลาเตรียมตัวพอ เขาจะต้องโกหกให้แนบเนียนกว่านี้แน่ แต่ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ไม่อาจไตร่ตรองได้ละเอียดจริง ๆ
ตอนนี้ เขาจำต้องทำให้เรื่องโกหกนี้สมเหตุสมผล
————————————————
หมายเหตุ: ในบันทึกประวัติศาสตร์จีนยุคกลาง “หลางหยา” มักเขียนว่า “หลางเสีย” ตำรา “ซัวเหวินเจี่ยจื้อ” กล่าวว่า “เสีย ตำบลหลางเสีย มาจากชื่อเมือง อ่านออกเสียงว่าหยา” เสียงของเสียอ่านเช่นเดียวกับหยา เพื่อความสะดวกในการดำเนินเรื่อง จึงเขียนเป็น “หลางหยา” อย่างเดียวกันทั้งหมด
นโยบายเกลือในแต่ละยุคแตกต่างกัน ไม่อาจสรุปด้วยคำว่าผูกขาดทางการค้าอย่างเดียวได้ ต่อให้เป็นการบริหารของรัฐ ความหมายเฉพาะของการบริหารของรัฐในแต่ละราชวงศ์ก็ต่างกัน ในยุคจิ้นตะวันตกห้ามเกลือเถื่อน ผู้ฝ่าฝืนต้องโทษสี่ปี แต่พอถึงจิ้นตะวันออกลงมาจนถึงราชวงศ์ใต้ได้เปิดข้อห้ามเกลือ อนุญาตให้ราษฎรต้มเกลือเองและเก็บภาษีเกลือ เป็นระบบการจัดเก็บภาษี ดังนั้นพวกทหารเมื่อได้ยินบุรุษร่างใหญ่พูดว่าเกลือขาวบริสุทธิ์ ปฏิกิริยาแรกจึงไม่ได้โยงไปถึงเรื่องเกลือเถื่อน ในตอนหลังจะเขียนถึงรายละเอียดเฉพาะของนโยบายเกลือในยุคนี้