บทที่ 5 การตัดสินใจ
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มรูปงาม หวังหยางก็อยากจะตบทั้งสองคนนั้นให้ตายคามือ
ที่จริงทั้งคู่มีสามกลยุทธ์ให้เลือก คือบน กลาง และล่าง
กลยุทธ์บนคือแอบอ้างว่าเป็นองครักษ์ของตระกูลหวังแห่งหลางหยา ออกมายืนยันตัวตนให้หวังหยาง พร้อมทั้งผูกมัดตัวเองกับหวังหยาง บีบให้เขาต้องช่วยเหลือ ส่วนความขัดแย้งในการกระทำก่อนหน้านั้น หวังหยางจะเป็นคนอธิบายเองทั้งหมด
กลยุทธ์กลางคือนิ่งเงียบไว้ รอให้หวังหยางปลอมตัวตนสำเร็จแล้วค่อยร้องขอความช่วยเหลือ ส่วนหวังหยางจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่เขา
กลยุทธ์ล่างคือทำตามอย่าง ลอกเลียนแบบด้วยการแอบอ้างเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยาเช่นกัน
แต่เดิมในป่าเปลี่ยวกลางหุบเขาจู่ๆ ก็มีลูกหลานตระกูลหวังแห่งหลางหยาโผล่มาเพียงคนเดียวก็น่าประหลาดใจมากแล้ว คราวนี้ยังโผล่มาอีกสองคน ไม่เพียงแต่ยากจะทำให้เชื่อถือ ยังทำให้ความน่าเชื่อถือในตัวตนของหวังหยางลดลงไปอีก
สมดังคาด หลังจากทั้งคู่ตะโกนจบ จ่าสิบและพรรคพวกก็จ้องมองหวังหยางด้วยแววตาคลางแคลงใจมากขึ้น
แน่นอนว่าหวังหยางเลือกที่จะรับ "ญาติ" ทั้งสองคนนี้ไว้ก็ได้ แต่ปัญหาคือทั้งคู่รู้เรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของยุคสมัยนี้น้อยมาก ไม่สามารถปลอมตัวได้แนบเนียนเหมือนหวังหยาง
อีกประการหนึ่ง หากทั้งสามแสร้งเป็นลูกหลานตระกูลเดียวกันโดยไม่ได้ตกลงกันมาก่อน ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกจับได้ แค่แยกตัวไปสอบสวนแล้วเทียบคำให้การ เรื่องก็แดงทันที
แต่หากหวังหยางไม่ยอมรับพวกเขา ด้วยสไตล์การทำอะไรของทั้งคู่ ต้องกลับมาให้การชี้ตัวว่าหวังหยางปลอมตัวเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะวุ่นวายกันไป และจบลงด้วยการพินาศไปด้วยกัน
จะทำอย่างไรดี?
หวังหยางต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว!
เหล่าทหารจับจ้องไปที่หวังหยาง จ่าสิบกำลังจะอ้าปากถาม หวังหยางก็เดินตรงไปหาทั้งสองคนแล้ว เด็กหนุ่มรูปงามและชายฉกรรจ์เห็นหวังหยางมาช่วย ต่างก็ดีใจ พากันตะโกนเรียกขานสับสนว่า "น้องชาย" "ท่านพี่" "ครอบครัวเดียวกัน" โดยหารู้ไม่ว่าคำว่า "พี่" นั้นเพิ่งปรากฏขึ้นในยุคถัง ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและใต้ไม่มีคำเรียกเช่นนี้เลย
หวังหยางเดินไปได้ครึ่งทาง ก็แกล้งทำเป็นก้าวพลาดเกือบสะดุดล้ม แล้วฉวยโอกาสก้มลงดึงรองเท้า มือซ้ายถือจังหวะบีบขากางเกงที่เปื้อนน้ำส้มสายชูแรงๆ แม้น้ำส้มจะระเหยไปมากแล้ว แต่โชคดีที่ยังพอคั้นออกมาได้บ้าง
หวังหยางลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่มรูปงาม เด็กหนุ่มรูปงามร้องว่า "พี่ รีบบอกให้พวกเขา——"
เพี๊ยะ!
หวังหยางใช้มือซ้ายกดแขนขวาของเด็กหนุ่มรูปงามไว้ มือขวาตบปากเด็กหนุ่มรูปงามอย่างแรง!
เหล่าทหารมองตาค้าง
หูของเด็กหนุ่มรูปงามดังอื้อขึ้นมา ตัวแข็งงันไปทั้งตัว
หวังหยางทำหน้าเย็นชา ไม่รีรอ เดินตรงไปหาชายฉกรรจ์ต่อ ชายฉกรรจ์ถลึงตา ตวาดว่า "ไอ้ห่า แกกล้าดียังไง——" พลางตะโกนพลางดิ้นหนีสุดชีวิต แต่น่าเสียดายที่ถูกทหารสองนายกดตัวไว้ หลุดไปไหนไม่ได้
หวังหยางใช้มือซ้ายกดแขนขวาของชายฉกรรจ์ มือขวาใช้กำลังทั้งร่าง ตบหูชายฉกรรจ์อย่างแรง
หวังหยางชี้ไปที่ชายฉกรรจ์ซึ่งถูกตบจนหูอื้อหน้าบวม ด่าว่า "พวกแกสองคนเป็นไอ้สุนัขสายลับ ลอบข้ามแดนเข้ามา ยังจะกล้ามาปลอมเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยาของข้าอีก!"
"อะไรนะ!" จ่าสิบเบิกตาโพลง เหล่าทหารพากันตกตะลึง!
"มันปลอม! มันไม่ใช่คนตระกูลหวังแห่งหลางหยา! มันปลอมตัวมา!" เด็กหนุ่มรูปงามเป็นคนแรกที่ตะโกนออกมา
"ไอ้ห่านี่มันปลอม! ปลอม! ไอ้สารเลว! กล้าตีกู! มันปลอมตัวมา!" ชายฉกรรจ์แผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง หากไม่ถูกทหารสองนายกดไว้แน่น คงกระโจนเข้ามาต่อยตีกับหวังหยางแล้ว
การตบหน้าของหวังหยางมีเจตนาสี่ประการ
หนึ่งคือฉวยโอกาสตอนตบหน้าทำบางอย่างที่เป็นความลับ ส่วนรายละเอียดนั้นจะรู้กันในไม่ช้า
สองคือใช้การทำร้ายทางกายภาพหน่วงเวลาการตอบสนองของพวกเขา
สามคือเพื่อยั่วยุให้ทั้งคู่โกรธ ลดความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ
สี่คือสำคัญที่สุด! เขาต้องการสร้างความบาดหมางกับทั้งคู่ต่อหน้าทุกคน เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น การชี้ตัวที่ตามมาจากเด็กหนุ่มรูปงามและชายฉกรรจ์ก็จะดูเหมือนเป็นการแก้แค้นที่ถูกตบเมื่อครู่ ทำให้ความน่าเชื่อถือและแรงกระแทกลดลง
สมดั่งคาด การเปิดโปงของทั้งคู่ไม่ได้ก่อให้เกิดความโกลาหลมากนัก สิ่งที่เหล่าทหารสนใจมากกว่าคืออีกคำถามหนึ่ง
จ่าสิบถามว่า "เมื่อครู่คุณชายบอกว่าสายลับ สายลับอะไร? หรือว่าพวกมันเป็นสายลับเหนือจริงๆ!"
หวังหยางจ้องจ่าสิบ หรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง แล้วถามว่า "เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ?"
จ่าสิบรู้สึกหนาววาบไปทั่วร่าง "ขะ... ข้าจะรู้อะไร?"
"บัดซบ! ถ้วยจานอะไร! ข้ายังไม่รู้เลยว่าถ้วยจานคืออะไร! มันใส่ร้าย! อย่าไปเชื่อมัน!"
"มันปลอม! มันไม่ใช่คนตระกูลหวังแห่งหลางหยา! มันไม่ใช่คนของโลกนี้เลยด้วยซ้ำ! มันโกหก! โกหก! พวกแกเชื่อมันก็โง่แล้ว!"
เด็กหนุ่มรูปงามและชายฉกรรจ์ตาแดงก่ำ ตะโกนลั่นอย่างสุดเสียง
หวังหยางพูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า "ทำให้มันหุบปากก่อน!"
จ่าสิบร้อนใจอยากรู้เรื่องสายลับเหนือให้กระจ่าง และก็รำคาญเสียงอึกทึกของเด็กหนุ่มรูปงามกับชายฉกรรจ์ จึงส่งสายตาให้ลูกน้อง ทหารใช้ด้ามมีดกระแทกท้องของทั้งคู่อย่างแรง ทั้งสองร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดจนหลังงอไม่ขึ้น เด็กหนุ่มรูปงามเจ็บจนพูดอะไรไม่ออก ส่วนชายฉกรรจ์เต็มไปด้วยความแค้น ยังคงพ่นคำออกมาไม่หยุด
"ปลอม! มันปลอม! มันปลอมตัวมา!"
เพียงแต่ว่าเสียงเบาลงไปมาก
หวังหยางทำท่าผึ่งผายกล่าวกับจ่าสิบว่า "ตามปกติแล้ว ด้วยตำแหน่งของเจ้า ไม่มีสิทธิ์จะรู้เรื่องนี้ แต่ตอนนี้ข้าจะใช้งานเจ้า จะบอกให้ก็ไม่เป็นไร เอกสารจากลู่หยางว่ามีสายลับเหนือข้ามแดนเข้า มา แล้วมันบอกหรือไม่ว่าข้ามาด้วยวิธีใด?"
จ่าสิบถามอย่างสงสัย "ได้ยินว่าลอบเข้ามา?"
หวังหยางหัวเราะเย็น "มีคนมารับพวกมัน!"
จ่าสิบตกใจ "มีไส้ศึก?"
หวังหยางตาลุกวาว กวาดสายตามองทุกคน "แน่นอน อยู่ในกองทัพนี่แหละ!"
เหล่าทหารฟังกันตาแข็ง จ่าสิบก็งุนงงไปหมด ถามว่า "นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน? ข่าวของคุณชายมาจากไหน?"
หวังหยางมองจ่าสิบ ส่ายหัวแล้วยิ้มเบาๆ "เรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างใหญ่เกินกว่าที่พวกเจ้าควรรู้ ระหว่างทางที่ข้าถูกโจมตี ก็คงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย หากพวกเจ้าไม่กลัวว่าจะถูกฆ่าปิดปากกันทีหลัง ข้าจะบอกพวกเจ้าเดี๋ยวนี้ก็ได้"
สีหน้าเหล่าทหารเปลี่ยนไป จ่าสิบรีบพูดว่า "ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก! คุณชายอย่าบอกพวกเราเลย! พวกเราเป็นแค่ทหาร จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไง!"
หวังหยางพยักหน้า "หลังจากถูกโจมตี ระหว่างทางที่ข้าหลบหนีก็พบกับคนสี่คน จึงเดินร่วมทางมาด้วยกัน กลางคืนได้ยินพวกมันสนทนากันด้วยภาษาคนเถื่อน——"
จ่าสิบเบิกตากว้าง "คุณชายรู้ภาษาคนเถื่อนด้วยหรือ?"
"just so so."
"หา?" ทุกคนงวยงง
หวังหยางโบกมือ สีหน้าไม่ยี่หระ "ไม่น่าพูดถึง" เมื่อยุคสมัยคือจิ้นตะวันออกสู่ใต้ ดินแดนทางเหนือก็ย่อมเป็นของคนเถื่อน
แม้เขาจะไม่รู้ภาษาคนเถื่อนในจีนยุคกลาง แต่เดาก็ได้ว่าภาษาอังกฤษกับภาษาคนเถื่อนต่างกันมาก เขาคาดว่าทหารบ้านนอกพวกนี้คงไม่มีใครรู้ภาษาคนเถื่อน และถึงมี ตัวเองก็หาคำอธิบายอื่นมาอ้างได้ง่ายๆ ที่พูดประโยคภาษาอังกฤษก็เพื่ออวดภูมิ สร้างความลึกลับ และเขาจงใจพูดให้รวดเร็วและฟังไม่ชัด เพื่อทิ้งภาพว่าเขาพูดได้คล่องแคล่ว
เหล่าทหารเห็นว่าหวังหยางยังพูดภาษาคนเถื่อนได้ ต่างพากันเกรงขามเขามากยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มรูปงามตะโกนลั่น "นั่นมันภาษาอังกฤษ พวกแกถูกหลอกแล้ว! มันปลอม! ข้าก็พูดได้! Fine thank you and you! นี่คือภาษาอังกฤษ! ปลอม!"
ชายฉกรรจ์ยังคงดิ้นรน ตะโกนลั่นว่า "ไอ้ห่านี่ไม่ใช่คนตระกูลหวังแห่งหลางหยา!! มันโกหก!! มันหลอกพวกแก! พวกเรามาด้วยกัน!"
ทั้งคู่ตะโกนไม่หยุด เหล่าทหารหลายนายถูกดึงความสนใจไป จ่าสิบก็เหลือบมองพวกเขาอยู่บ่อยๆ
หวังหยางรู้ว่าพวกเขาเริ่มสงสัย จึงพูดว่า
"พวกเจ้าโชคดี กลับได้สร้างผลงานโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนนี่รวมถึงคนที่พวกเจ้าฆ่าไปเมื่อครู่ล้วนเป็นสายลับเหนือ ตอนนี้พวกเจ้าจงตัดเศษผ้าที่แขนเสื้อด้านขวาของทั้งคู่ออกมา บนนั้นมีเครื่องหมายลับแสดงตัวตนของพวกมัน พวกเจ้าเห็นก็จะรู้เอง"
พลางเอามือชี้ตำแหน่งบนแขนขวาอย่างละเอียด
จ่าสิบออกคำสั่ง "รีบทำตามที่คุณชายบอก!"
ทหารใช้ปลายมีดตัดเศษผ้าที่แขนเสื้อขวาของทั้งคู่ออกมายื่นให้จ่าสิบ จ่าสิบพลิกดูไปมา "นี่... นี่มันไม่มีอะไรเลยนี่!"
หวังหยางพูดอย่างดูถูก "ถ้าให้เจ้ามองเห็นง่ายๆ อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าเครื่องหมายลับหรอก!"
เขาเชิดหน้าขึ้น ทำท่าทางเต็มยศ "มาเข้า! ก่อไฟ!"
เหล่าทหารรีบกองกิ่งไม้เป็นกองไฟเล็กๆ แล้วใช้หินเหล็กไฟจุด หวังหยางหยิบเศษผ้ามา ย่างบนไฟทีละผืน ขณะที่ชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มรูปงามก็สบถไม่หยุด พยายามชี้ตัวว่าหวังหยางปลอมตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย
"เอาล่ะ มาดูกัน" หวังหยางยื่นเศษผ้าออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จ่าสิบรับไป ทหารหลายนายล้อมเข้ามาดู
บนเศษผ้าที่เมื่อครู่ยังมองไม่เห็นอะไร ก็ปรากฏวงแหวนเล็กสีน้ำตาลเด่นชัดขึ้นมา!