เธอเห็นยัยเด็กคนนี้แล้วก็หงุดหงิดขึ้นมา
ถ้าเจ้าหล่อนมีความสามารถพอจะเอาใจเสิ่นหงอิงได้จริง ตอนนี้จะยังมีเรื่องของกู้หนิงอยู่ได้ยังไง
พูดไปพูดมา ก็เป็นเพราะยัยเด็กนี่ไร้ประโยชน์เอง
“ไม่ใช่นะ แม่
เมื่อกี้หนูตั้งใจจะขึ้นไปช่วยแม่ แต่กู้หนิงนังสารเลวนั่นดึงหนูไว้...”
เสิ่นถิงกุมใบหน้า อธิบายด้วยท่าทางน่าสงสาร
“พอเถอะ ไร้ประโยชน์ก็คือไร้ประโยชน์ จะหาข้อแก้ตัวอะไรอีก
ทำงานไร่มาตั้งหลายปี ยังสู้คุณหนูบอบบางจากในเมืองไม่ได้ แล้วจะเลี้ยงแกไว้ทำไม”
พี่สะใภ้ใหญ่เสิ่นโบกมืออย่างรำคาญ ไม่คิดฟังคำอธิบายของเธอเลยสักนิด
“ฉันนี่ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่คลอดตัวก่อหนี้มาอย่างแก”
พี่สะใภ้ใหญ่เสิ่นด่าพึมพำพลางยื่นมือผลักเธอ ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
แผลบนใบหน้าต้องเก็บไว้ให้ดี
พรุ่งนี้พอลงไปทำงานในนา เธอจะให้คนทั้งหมู่บ้านเห็นกันชัด ๆ ว่าเสิ่นหงอิงเป็นคนแบบไหน
*
เช้าวันถัดมา หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ กู้หนิงตั้งใจจะไปจัดแปลงผักส่วนตัวในลานบ้านก่อน
แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นแปลงผักที่จัดการไว้สะอาดเรียบร้อย
วัชพืชข้างในถูกถอนจนเกลี้ยง แม้แต่ดินก็ยังถูกพรวนไว้ให้แล้ว
กู้หนิงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร
แม่กลัวเธอจะเหนื่อยจริง ๆ สินะ งานทุกอย่างถึงได้จัดการให้หมด
กู้หนิงส่ายหน้าอย่างขำ ๆ แล้วหว่านเมล็ดผักที่เตรียมไว้นานแล้วลงไป
จากนั้นก็รดน้ำจากแม่น้ำที่ผสมน้ำพุวิญญาณลงไปทีละแปลง
พอทำงานเสร็จ กู้หนิงก็กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรวบผมขึ้น
จากนั้นจึงสวมหมวกออกไปยังสำนักงานกองการผลิตของหมู่บ้าน
หลังจากกู้หนิงออกไปได้ไม่นาน เสิ่นถิงก็เดินออกมาจากห้อง จ้องแปลงผักที่เพิ่งปลูกด้วยแววตาดูแคลน
