เสิ่นชิงเฉินยิ้มกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ของพวกคุณที่จุดพักปัญญาชนที่ลงชนบทดูดีไม่น้อยเลยนะ”
เขาดูออกว่าหานมู่เฉินคนนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา แวบเดียวก็รู้ว่าเคยเป็นทหาร แต่ทำไมทหารคนหนึ่งถึงมาลงชนบทเป็นปัญญาชนได้กันนะ...
หานมู่เฉินตอบว่า “ก็พอใช้ได้”
เขาไม่อยากพูดอะไรมาก เช่นเดียวกับเสิ่นชิงเฉิน สัญชาตญาณบอกเขาว่าคนคนนี้มีฐานะไม่ธรรมดา เขาได้ยินชาวบ้านพูดกันตั้งนานแล้วว่าวันนี้ฝ่ายผลิตมีนายทหารหนุ่มคนหนึ่งมา น่าจะเป็นคนนี้ไม่ผิดแน่ แซ่เสิ่นหรือ?
ในครัวเล็ก เสิ่นหลิงหลิงกำลังตักข้าวให้หานมู่เฉิน ส่วนลู่เหวินเซิงเริ่มกินแล้ว หลวี่ห้าวกำลังหั่นแตงโม ขณะที่เสิ่นเชวี่ยจ้องข้าวหมูหมักในมือลู่เหวินเซิงตาแป๋ว กลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ
พี่ลู่ก็จริง ๆ เลย ทำไมไม่แบ่งให้เขากินสักคำ...
หลวี่ห้าวเห็นท่าทางตาละห้อยของเด็กน้อยแล้วอดขำไม่ได้ จึงปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หนูชื่อเสี่ยวเชวี่ยใช่ไหม อยากกินแตงโมสักชิ้นไหม?”
พูดจบก็ยื่นแตงโมชิ้นเล็ก ๆ ที่หั่นเป็นสามเหลี่ยมให้เขา
เสิ่นเชวี่ยยื่นมือรับแล้วงับคำใหญ่ทันที ดวงตาเป็นประกายวาววับ “อาหย่อยมาก ขอบคุณครับคุณลุง”
หลวี่ห้าวอดใจไม่ยื่นมือไปขยี้หัวเขาไว้ แล้วทำตามท่าทางของเด็กน้อย กัดแตงโมคำใหญ่บ้าง ก่อนตอบเสียงอู้อี้ว่า “ไม่เป็นไร อร่อยก็กินอีกเยอะ ๆ...”
ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ก่อนก้มหน้าก้มตากินต่อ!
ลู่เหวินเซิงตักข้าวเข้าปากพลางสำรวจเพื่อนสนิทของตัวเอง บ้านมีฐานะ หน้าตาสวย ทำอาหารอร่อย หุ่นดี จิตใจดี แถมยังใสซื่อและน่ารัก จะออกงานก็สง่างาม กลับบ้านก็ทำงานครัวได้ พอคิดดูแล้วหานมู่เฉินผู้ชายตัวเหม็นนี่ช่างได้กำไรจริง ๆ