“พ่อครับ ข้างนอกมีคนไม่ดี”
เสียงดังมาจากด้านหลัง
เฉินซานยืนถือเคียวอยู่กลางลานบ้าน พอหันกลับไปมอง
ผ้าม่านขาดครึ่งผืนตรงห้องด้านในถูกแหวกออกเป็นช่อง
หัวของต้าเป่าติดอยู่ในช่องนั้น ด้านหลังยังมีหัวเล็ก ๆ เบียดกันอยู่อีกสองหัว หัวหนึ่งคือเอ้อร์หนิว ส่วนอีกหัวคือซานเป่าที่เพิ่งหายหอบ
ดวงตาทั้งหกคู่กำลังแอบมองออกไปข้างนอกผ่านช่องหน้าต่างที่ลมลอดได้
นอกกำแพงบ้านมีหัวคนเรียงรายดำมืด พวกมีดพร้าและเหล็กเส้นเกลียวสะท้อนแดดจนแสบตา
เฉินซานมองเคียวในมือ แล้วมองหัวทั้งสามหัว
เขาโยนเคียวไปไว้ตรงมุมกำแพง ก่อนหันกลับเข้าบ้าน
มุมห้องโถงมีของบางอย่างคลุมด้วยผ้าลายดอกไม้ที่ฝุ่นจับหนา
เฉินซานกระชากผ้าออก เผยให้เห็นโทรทัศน์จอใหญ่ตูดหนา เป็นของเก่าสมัยพ่อแม่เขา หน้าจอเหลืองไปหมดแล้ว
ด้านหลังโทรทัศน์ยังมีสายไฟต่ออยู่ ปลายสายพันด้วยเทปดำอย่างลวก ๆ ลากยาวออกไปนอกหน้าต่าง
เมื่อคืนหลิวต้าปียวกับพวกแอบลากสายไฟมาจากเสาไฟในหมู่บ้าน จะได้มีไฟดื่มเหล้ากัน
เฉินซานเสียบปลั๊ก หน้าจอดำสนิท ไม่มีปฏิกิริยา
เขายกมือขึ้นตบสองที
“เพี๊ยะ เพี๊ยะ”
หน้าจอกะพริบ ก่อนเต็มไปด้วยเม็ดซ่า
ท่ามกลางภาพซ่า ๆ ลูกหมูสีชมพูตัวหนึ่งก็กระโดดออกมา
ช่องเด็กของอำเภอกำลังฉายเรื่องเป๊ปป้าพิกอยู่ตอนแปดโมงเช้า
เฉินซานกดปุ่มเพิ่มเสียง จากสิบเป็นยี่สิบ ห้าสิบ แล้วก็หนึ่งร้อย จนเสียงดังสุด
ลำโพงเก่าครางซ่า ๆ เสียงหัวเราะฮึ ๆ ของเป๊ปป้าดังกระหึ่มไปทั่วบ้าน กลบเสียงด่าทอนอกกำแพงไปได้ครึ่งหนึ่ง
“นั่งตรงนี้ ดูเป๊ปป้าพิก”
เฉินซานจับเด็กทั้งสามคนนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กหน้าโทรทัศน์ทีละคน
“ข้างนอกจะมีเสียงอะไรก็ห้ามออกไปเด็ดขาด”
ต้าเป่าเงยหน้ามองเขา ใบหน้าเล็ก ๆ ตึงเครียด “ลุงเฉิน... พ่อ ระวังตัวนะครับ”
“อืม”
เฉินซานลูบหัวเขาทีหนึ่ง แล้วหันหลังออกจากบ้าน
เขาปิดประตูจากด้านนอก ก่อนคล้องกลอนเหล็ก
พอหันกลับมา สีหน้าของเขาก็ว่างเปล่าไร้อารมณ์
“โครม!”
ประตูรั้วครึ่งบานถูกเจ้าผมแดงเตะจนหักเป็นสองท่อน
หลิวต้าปียวางท่าผึ่งผายเดินเข้ามา มือขวาที่ใส่เฝือกแขวนไว้กับคอ มือซ้ายเท้าเอว สร้อยทองแกว่งไปมา ดูราวกับไก่ชนขาเป๋ที่เพิ่งชนะมา
“ไอ้ตัวซวย! ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้ว!”
เขาถ่มน้ำลาย ก่อนยกมือเฝือกขาวจั๊วะราวกับหัวไชเท้าขึ้นแกว่งตรงหน้าเฉินซาน “เห็นไหม? เรื่องเมื่อคืน วันนี้จะคิดต้นคิดดอกให้หมด! ฉันพาพี่น้องมาด้วยยี่สิบแปดคน! ยี่สิบแปดคน! วันนี้ถ้าแกยังเดินออกจากลานบ้านนี้ไปได้...”
เขาเอามือเฝือกตบอกตัวเองดังป้าบ เจ็บจนเบ้หน้า แต่ก็ฝืนไม่ร้องออกมา
“ฉันยอมเรียกแกว่าพ่อเลย!”
นอกกำแพงบ้าน ท่อเหล็กยี่สิบแปดท่อนฟาดลงพื้นพร้อมกัน
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
นี่เป็นท่าไม้ตายเก่าของพวกนักเลงในเมือง แค่ตั้งท่าข่มขวัญ คนธรรมดาก็ขาอ่อนกันไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เฉินซานไม่มองเขา
เขาก้มมองพื้นใต้เท้า มีแต่โคลนเละเต็มไปหมด
“ถอยไปสิบก้าว”
หลิวต้าปียวชะงัก “อะไรนะ?”
“ถอยไปหยุดใต้ต้นไหวโบราณตรงปากหมู่บ้าน” เฉินซานพับแขนเสื้อขึ้น “ในลานเพิ่งใส่ปุ๋ยไป”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“เลือดพวกแกสกปรก”
ลานบ้านเงียบไปสองวินาที ก่อนเสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้น
“ฮ่า ๆ ๆ พี่เปียว ไอ้นี่เป็นทหารจนสมองเพี้ยนไปแล้วมั้ง?”
“ยังจะให้ถอยสิบก้าวอีกเหรอ? เดี๋ยวพ่อส่งแกลงโลงเอง!”
“จัดการมัน! มีเรื่องขึ้นมาพี่เปียวรับผิดชอบเอง!”
เจ้าผมแดงอยากสร้างผลงานที่สุด เขาคำรามลั่น ก่อนเงื้อเหล็กเส้นเกลียวยาวครึ่งเมตรฟาดลงใส่หน้าผากเฉินซาน
ในบ้าน โทรทัศน์กำลังฉายว่า
“สิ่งที่เป๊ปป้าชอบที่สุดก็คือการกระโดดในบ่อโคลน!”
ท่อเหล็กฟาดลงมา เฉินซานเอียงศีรษะ หลบจนท่อเหล็กเฉียดปลายจมูกไป
มือขวายกจากล่างขึ้นบน รองใต้คางเจ้าผมแดง
“กร๊อบ”
เท้าทั้งสองข้างของเจ้าผมแดงลอยจากพื้น ร่างปลิวถอยไปสองเมตร หงายหลังตกลงในโคลน เหลือกตาขาวแล้วแน่นิ่งไป
“บ้าเอ๊ย! รุมมัน!”
คนยี่สิบเจ็ดคนตาแดงก่ำ พากันยกมีดกับท่อเหล็กฟาดลงมา
ในบ้าน เป๊ปป้ากำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในบ่อโคลน “กระโดด! กระโดด! กระโดด!”
เฉินซานเดินสวนเข้าไป
มีดฟันเข้ามา เขาเบี่ยงตัว คว้าข้อมือ แล้วดึงเข้าหาตัว ก่อนกระแทกไหล่ใส่หน้าอก
ชายคนนั้นปลิวถอยไปชนอีกสามคนที่อยู่ด้านหลังล้มระเนระนาด
ท่อเหล็กกวาดเข้ามา เขาก้มตัว ก้าวประชิด แล้วกระแทกศอกเข้าที่ชายโครง
ล้มไปอีกคน
แย่งมีด
หักไหล่
เตะเข่า
ทุกครั้งที่ลงมือจะมีเสียงทึบดังตามมา
เฉินซานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก็มีคนล้มลงหนึ่งคน
ก้าวต่ออีกหนึ่งก้าว ก็ล้มไปอีกคน
พวกนักเลงไม่เคยเจอวิธีต่อสู้แบบนี้มาก่อน
เวลาพวกเขาตีกัน อาศัยคนเยอะ เสียงดัง แล้วก็ใจกล้าพุ่งเข้าใส่
แต่ชายตรงหน้าไม่ตะโกน ไม่ร้อง สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนสักนิด เอาแต่เดินไปข้างหน้าทีละก้าว ราวกับกำลังเดินอยู่บนคันนาในบ้านตัวเอง
คนที่ถูกเขาแตะตัว ไม่มีใครลุกขึ้นมาได้อีก
“ถอยสิ! อย่าเบียดกัน! ถอยไป!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาก่อน
ฝูงชนเริ่มถอยร่น
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว
เฉินซานก็เดินตามไปข้างหน้า
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว
หลิวต้าปียวหลบอยู่หลังสุดของฝูงชน ตะโกนจนเสียงแหบ “ลุยสิ! ยืนบื้ออะไรกันวะ! เข้าไป!”
ไม่มีใครเข้าไป
คนข้างหน้าถอยเบียดคนข้างหลัง คนข้างหลังก็วิ่งหนีออกไป คนยี่สิบกว่าคนถูกเฉินซานคนเดียวไล่ต้อนออกจากลานบ้านไปทั้งดุ้น
ออกพ้นประตูรั้ว ผ่านทางดิน แล้วไปหยุดอยู่ใต้ต้นไหวโบราณตรงปากหมู่บ้าน
พอดิบพอดีสิบก้าว
เฉินซานหยุดเดิน แล้วโยนท่อเหล็กที่งอเป็นรูปตัวยูไปทิ้ง
ในบ้านมีเสียงเพลงปิดท้ายของเป๊ปป้าดังแว่วมา กริ๊งกร๊างเบา ๆ
ใต้ต้นไหวโบราณมีคนนอนเกลื่อนพื้น
บางคนกุมแขน บางคนกุมขา บางคนขดตัวครางอยู่ ไม่มีใครยืนได้สักคน
อากาศมีกลิ่นฉุนคลุ้ง มีคนฉี่ราด
หลิวต้าปียวคุกเข่าอยู่ในโคลน มือซ้ายกอดหัว ตัวสั่นจนสร้อยทองบนคอส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง มือที่ใส่เฝือกและห้อยอยู่ตรงหน้าอกก็สั่นกระเพื่อมไปด้วย
เขากลัวจนขวัญหนีดีฝ่อจริง ๆ
หลิวต้าปียวใช้ชีวิตเป็นนักเลงอยู่แถวนี้มาสิบกว่าปี เจอคนโหดแบบไหนมาบ้าง? ทั้งพวกถือมีด พวกไม่กลัวตาย หรือพวกที่เคยติดคุก เขาเจอมาหมดแล้ว
แต่คนพวกนั้นโหดแค่สีหน้าและคำพูด
ส่วนคนตรงหน้า สีหน้าไม่มีอะไรเลย
ตีคนเหมือนถอนหญ้า
ไม่สิ ถอนหญ้ายังต้องก้มเอวด้วยซ้ำ!
รองเท้าทหารคู่หนึ่งหยุดลงตรงหน้าเขา
หลิวต้าปียวสะดุ้งโหยง ในหัวเหลือเพียงประโยคเดียว
“พ่อ!”
เขาหลุดปากตะโกนออกมา
พอตะโกนจบ ตัวเองก็ยังชะงักไป ก่อนกัดฟันเรียกให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
“ไม่สิ คุณปู่! คุณปู่เฉิน! ผมผิดไปแล้ว! ผมตาถั่วมองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน! ผมมันหมู! ผมเป็นเป๊ปป้าพิก!”
เฉินซานก้มมองเขา
“ยังอยากได้ที่ดินอยู่ไหม?”
“ไม่เอาแล้ว! ตีให้ตายก็ไม่เอาแล้ว! ที่ดินผืนนั้นเป็นของคุณมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้วครับ!”
หลิวต้าปียวโขกหัวกับพื้นดังป้าบ ๆ โคลนเละเปื้อนเต็มหน้า
เฉินซานหันหลังเดินกลับ
พอเดินถึงประตูรั้วก็หยุด
ไม่หันกลับมา
“สิบนาที พาพวกนั้นไสหัวไปให้หมด”
“ต่อไปอย่าให้ฉันเห็นพวกแกในหมู่บ้านอีก”
ด้านหลัง หลิวต้าปียวรีบคลานไปลากคนอื่น พลางด่าไปด้วย “เร็วเข้า! คนที่ยังขยับได้แบกคนที่ขยับไม่ได้! ใครชักช้า ฉันจะ... ไม่สิ ใครชักช้า คุณปู่เฉินจะถลกหนังมัน!”
เฉินซานกลับมาถึงหน้าห้องโถง แล้วถูโคลนใต้รองเท้ากับธรณีประตู
จากนั้นหยิบผ้าขนหนูออกจากกระเป๋ามาเช็ดมือ พลิกอีกด้านแล้วเช็ดซ้ำ
เขาปลดกลอนแล้วผลักประตูเข้าไป
“ดูจบแล้วหรือยัง?”
“จบแล้ว!” เอ้อร์หนิวกระโดดลงจากม้านั่งตัวเล็ก “เป๊ปป้ากระโดดในบ่อโคลน! กระโดดสูงมากเลย!”
ซานเป่านั่งอยู่ข้าง ๆ ทำเสียงฮึ ๆ เลียนแบบในโทรทัศน์ แล้วก็หัวเราะคิกคักกับเสียงของตัวเองไม่หยุด
เอ้อร์หนิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสริมว่า “พ่อ ข้างนอกก็มีคนกระโดดในบ่อโคลนด้วยเหรอ? หนูได้ยินคนร้องกันตั้งเยอะ”
เฉินซานสีหน้าไม่เปลี่ยน “อืม พวกเขากำลังเล่นเกมกัน”
“เกมอะไรเหรอ?”
“แข่งกันว่าใครกระโดดได้ไกลกว่า”
“ใครชนะ?”
เฉินซานคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คุณลุงผมแดงคนนั้น กระโดดได้สองเมตร”
เอ้อร์หนิวร้อง “ว้าว” ด้วยความชื่นชม
ต้าเป่าไม่ได้พูดอะไร
เขาเดินไปข้างเฉินซาน ย่อตัวลง แล้วยื่นมือเล็ก ๆ ปัดจุดโคลนที่กระเด็นเปื้อนขากางเกงของเฉินซานทีละจุด
ปัดเสร็จแล้วถึงค่อยถามเสียงเบา “พ่อครับ คนไม่ดีไปแล้วหรือยัง?”
“ไปแล้ว” เฉินซานตอบ “พ่อคุยเหตุผลกับพวกเขาแล้ว พวกเขาคิดได้ ก็เลยกลับบ้านไปสำนึกผิด”
ต้าเป่ามองข้อนิ้วของเฉินซานที่แดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนรับคำ “อ้อ” แล้วไม่ถามอะไรอีก
เฉินซานนั่งลงที่ขอบเตียง ในที่สุดก็ได้หายใจหายคอเสียที
เพิ่งนั่งได้ไม่นาน ชายเสื้อก็ถูกดึงเบา ๆ
ต้าเป่ายืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ นิ้วชี้ไปทางไหข้าวแตก ๆ ที่มุมห้อง
“พ่อ...”
“ในไหไม่มีข้าวแล้วครับ”
เสียงเขาเบาลงเรื่อย ๆ
“เมื่อวานน้องสาว... กินไม่อิ่ม”
เฉินซานนิ่งงันไป
เมื่อครู่มีมีดฟันเข้ามาถึงยี่สิบแปดเล่ม เขายังไม่กะพริบตาสักครั้ง
แต่พอมองไหข้าวเปล่า เขากลับพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
เขาควักเงินทั้งหมดในกระเป๋าออกมาวางบนเตียง แล้วนับทีละใบ
หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดหยวน พอซื้อข้าวได้ไม่กี่ถุง กับเนื้ออีกไม่กี่ชั่ง
แล้วหลังจากนั้นล่ะ?
หลังคาต้องซ่อม เตียงต้องเปลี่ยน อาการป่วยของซานเป่าต้องพาไปตรวจให้แน่ชัดที่โรงพยาบาลอำเภอ ไข่ใบนั้นจะช่วยได้แค่ชั่วคราว หรือช่วยได้ตลอดไป เขาเองก็ไม่แน่ใจ
ต้าเป่าอายุเจ็ดขวบแล้ว ถึงวัยเข้าโรงเรียน
เงินหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดหยวนสู้กับนักเลงยี่สิบแปดคนไหว แต่สู้กับไหข้าวเปล่าไม่ได้
เขาคงไม่ถึงขั้นบุกเข้าเมืองไปปล้นซูเปอร์มาร์เก็ตหรอกนะ
สายตาของเฉินซานทอดผ่านหน้าต่างด้านหลังไปยังลานหลังบ้าน
ผักกาดขาวสีมรกตแปลงนั้นเขียวสว่างวาบอยู่ใต้แสงแดด
ตรงหน้าประตูเล้าไก่ ไก่ขนร่วงกำลังนั่งหมอบอยู่ ใต้ตัวมันมีไข่เรืองแสงอีกใบหนึ่ง
พอเห็นเฉินซานมองมา มันก็ค่อย ๆ ขยับก้น เผยให้เห็นไข่ครึ่งใบ ก่อนเชิดคางใส่เขา
ความหมายชัดเจนมาก: ถ้าอยากได้ก็มาเอาเอง
เฉินซานลุกขึ้นยืน
เขาไปหลังบ้าน หยิบตะกร้าไม้ไผ่เก่า ๆ ออกมา แล้วหันไปตะโกนในบ้านว่า
“ต้าเป่า ดูแลน้องให้ดี”
“พ่อจะเข้าเมืองสักหน่อย เที่ยงนี้จะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาให้กิน!”
