“หุบปากของเจ้าเสีย”
จิ้นหานสวินบีบเสียงลงต่ำสุดขีด
“หมาบ้าอย่างเจ้าหากกล้าพูดอีกสักประโยคเดียว ข้าจะถอนลิ้นเจ้าทิ้ง”
นี่ไม่ใช่คำขู่ล้อเล่นเด็ดขาด
เหยียนเหย่รู้ดีแก่ใจถึงอาการบ้าคลั่งของจิ้นหานสวินยามนี้ดีนัก ขาไขว่ห้างด้วยท่าทางไม่จริงจังที่เขาเผลอวางเตะผึ่งไว้ รีบปลดวางลงทันที
เขารีบแสดงท่าทีรู้งาน รูดซิปปิดปากแน่นหนา
แล้วจึงยกมือทั้งสองขึ้นเหนือหัว ทำท่ายอมจำนนพลันหดตัวซุกพนักพิงโซฟาไปด้วย
ทว่าสายตาอันเต็มไปด้วยความสนอกสนใจ กลับห้ามตัวเองไม่ให้เหลือบมองกลุ่มก้อนเสื้อกันลมสีดำในอ้อมกอดของจิ้นหานสวินนั้นไม่ไหวอยู่ดี
หลินลั่วหร่วนทั้งร่างซุกอยู่ในอกของจิ้นหานสวิน น้ำตายังคงหยดติ๋ง ๆ อยู่
เขาจับใจความคำสองคำที่ออกจากปากจิ้นหานสวินนั้นได้อย่างไว
หมาบ้า
เสียงร้องไห้หยุดชะงักกึก
การถูกทรมานตลอดสิบปี ทำให้หลินลั่วหร่วนเข้าใจคำศัพท์ทุกคำในโลกภายนอกแต่เพียงความหมายตรงไปตรงมาและเป็นทางเดียว
หมาบ้าที่กัดคนเข้าบ้านมาแล้ว!
หลินลั่วหร่วนสูดน้ำมูก เปิดช่องว่างของเสื้อกันลมเล็กน้อย สอดศีรษะฟูฟ่องออกมาจากซอกแขนของจิ้นหานสวิน
สายตาจับจ้องมองเหยียนเหย่ฝั่งตรงข้ามอย่างตายตา
มองอยู่เพียงเท่านี้เต็ม ๆ สามวินาที
เหยียนเหย่ยังมิทันได้ยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรแก่สมบัติล้ำค่าที่ชะโงกหน้าชะเง้อคออยู่นี้ด้วยซ้ำ
หลินลั่วหร่วนก็หันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว
เขาแหงนหน้า เอ่ยถามปัญหาชวนพิบัติข้อหนึ่งด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
“พี่ชาย...”
“นี่ก็คือหมาบ้าที่กัดคนเป็นตัวนั้นหรือขอรับ?”
หลินลั่วหร่วนเต็มไปด้วยความงุนงง
“ทำไมหมาบ้าตัวนี้ ถึงได้เหมือนคนปานนี้เล่าขอรับ?”
สิ้นเสียง
เฉินฟ่างที่ยืนตัวตรงอยู่ด้านข้าง สูดหายใจเข้าปอดลึกเฮือกหนึ่ง
