สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มเข้ามาในห้องหนังสือ เจ้าตัวเล็กที่เหน็ดเหนื่อยมาครึ่งค่อนวันกำลังฮึดฮัดคลานไปตามทางเดิมที่มา ค่อย ๆ ไต่ลงมาตามขาโต๊ะทีละนิด
กระโปรงกลีบดอกไม้สีชมพูสลับขาวที่เคยงดงาม บัดนี้เปื้อนหมึกดำจนมอมแมม ดูราวกับก้อนถ่านน้อย ๆ ที่เพิ่งคลานออกมาจากเหมืองถ่านหิน
เธอค่อย ๆ ย่ำไปตามขอบพรม กว่าจะขยับมาถึงใต้หน้าต่างได้ก็แทบแย่
ในจังหวะที่เธอสูดหายใจลึก เตรียมกลับคืนสู่ร่างโปร่งใสเพื่อทะลุหน้าต่างออกไป เจ้าตัวเล็กพลันชะงักค้าง
เธอเบิกตากว้าง ก้มมองมือทั้งสองข้างที่เปื้อนหมึกดำ ก่อนจะหันกลับไปมองโต๊ะหนังสือสูงลิบ
“อุ๊ย!” เจ้าตัวเล็กตบหัวตัวเองดังเพียะ
ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้นะ!
เมื่อครู่วาดรูปบนโต๊ะเสร็จแล้ว ก็แค่เปลี่ยนเป็นร่างโปร่งใสแล้วลอยลงมาก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องลำบากลำบนทั้งกลิ้งทั้งคลานลงมาตามขาโต๊ะด้วย! อุตส่าห์ออกแรงมาตั้งครึ่งค่อนวัน กลับเสียเปล่าหมด! ตอนเข้ามาก็เหมือนกัน ลอยขึ้นไปบนโต๊ะตรง ๆ ไม่ดีกว่าหรือ!
เจ้าตัวเล็กขุ่นเคืองจนเบะปาก แก้มป่องเหมือนกบตัวน้อย ไม่รู้ว่ากำลังโมโหตัวเองหรือกำลังโมโหโต๊ะหนังสือที่สูงเกินไปกันแน่
เธอกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดอยู่กับที่ ทิ้งรอยหมึกดำเล็ก ๆ ไว้สองรอย
จะโมโหแค่ไหนก็ต้องไปอยู่ดี
เธอเขย่งปลายเท้า พยายามลอดออกไปทางช่องใต้หน้าต่าง เมื่อลมกลางคืนพัดปะทะ ร่างก็พลันหนาวสะท้าน เธอตั้งใจว่าจะรีบกลับไปนอนหลับให้สบายที่ต้นไห่ถังซึ่งเป็นร่างแท้ของตน
แต่ก่อนจะได้เข้านอน ท้องที่ไม่รักดีก็ส่งเสียงร้องจ๊อก ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
“ไปดูในครัวหน่อยดีกว่า...” เจ้าตัวเล็กเลียริมฝีปาก ดวงตากลมโตเป็นประกายของนักกิน
เธอลอยเลียบกำแพงไปยังครัวเล็กอย่างคุ้นเคย อยากไปดูว่าพ่อครัวเตรียมของอร่อยอะไรไว้หรือไม่ แล้วก็ถือโอกาสสำรวจเส้นทาง เผื่อพรุ่งนี้จะมีโอกาสแอบกินซาลาเปาไส้เนื้อหรือรากบัวเชื่อมน้ำตาลดอกหอมหมื่นลี้
ในครัวเงียบสนิท ไฟในเตาดับไปนานแล้ว เหลือเพียงตะเกียงน้ำมันสลัว ๆ ดวงหนึ่งที่ไหววูบอยู่ตรงมุมห้อง
เจ้าตัวเล็กลอยไปมาบนเขียงอย่างตื่นเต้น สูดกลิ่นหอมของเนื้อที่ยังหลงเหลือในอากาศจนน้ำลายแทบไหล
เธอเข้าไปใกล้โอ่งน้ำใบใหญ่ อยากดูว่าข้างในมีผลไม้แช่เย็นเหลืออยู่หรือไม่
ทว่าในชั่วขณะที่เธอยื่นหน้าเข้าไปมองในโอ่งน้ำ
ภายใต้แสงตะเกียงอันริบหรี่ บนผิวน้ำที่สงบนิ่งกลับสะท้อนเงาของบางสิ่งสีดำมอมแมม
สิ่งนั้นมีขนาดแค่ฝ่ามือ ทั้งตัวดำสนิท แม้แต่ใบหน้าก็ยังเปรอะหมึกจนมองไม่เห็นเค้าเดิม เหลือเพียงดวงตาสองข้างที่กลอกไปมา
“อ๊ะ!”
เจ้าตัวเล็กตกใจจนถอยกรูดไปสองก้าว ก่อนจะนั่งแปะลงบนเตาไฟ
เธอนิ่งอึ้งไปเต็มสามวินาที กว่าจะนึกได้ว่าเจ้าก้อนถ่านน้อยหน้าตาน่าเกลียดในโอ่งน้ำนั่น ที่แท้ก็คือตัวเธอเอง!
คราวนี้เจ้าตัวเล็กถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่ตอนวาดรูปบนกระดาษเซวียนจื่อ เธอทุ่มเทสุดชีวิตจริง ๆ ไม่เพียงมือทั้งสองข้างจะเปื้อนหมึก แม้แต่กระโปรง ใบหน้า กระทั่งมวยผมเล็ก ๆ สองข้างที่น่ารัก ก็ยังเปรอะหมึกดำสนิทไปหมด
ตอนนี้เธอสกปรกจนดูไม่ได้เลย
“น่าเกลียดจัง...” เจ้าตัวเล็กเบะปากอย่างน้อยใจ น้ำตาคลออยู่ในเบ้า
เธอเป็นภูตไห่ถังผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะกลายเป็นตัวดำมอมแมมแบบนี้ได้อย่างไร! ถ้ามนุษย์รูปงามคนนั้นเห็นเข้า เขาต้องคิดว่าเธอเป็นแมลงสกปรกน่าขยะแขยง แล้วโยนทิ้งแน่!
เพียงเพื่อส่งข่าวให้มนุษย์คนนั้น เธอต้องจ่ายค่าตอบแทนแพงเกินไปแล้ว
เจ้าตัวเล็กหมดอารมณ์จะแอบกินของแล้ว ทำได้เพียงลอยออกจากครัวอย่างอดทน ก่อนจะบินปรู๊ดกลับไปยังต้นไห่ถังในลานบ้าน
ทว่าหมึกฮุยที่ชั้นดีเช่นนี้ใช่ว่าจะล้างออกได้ง่าย ๆ
เจ้าตัวเล็กบินไปมาท่ามกลางใบไม้ คอยมองหาหยาดน้ำค้างสะอาด ๆ ในที่สุดก็เจอใบไม้กว้างใบหนึ่งที่มีน้ำค้างเกาะพราว เธอมุดพรวดเข้าไป ใช้มือเล็ก ๆ ขัดถูใบหน้าและกระโปรงสุดแรง
ล้างจนหยาดน้ำค้างบนใบนั้นดำไปหมดแล้ว เธอก็ย้ายไปล้างต่อบนใบไม้อีกใบ
เจ้าตัวเล็กง่วนอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยาม รู้สึกราวกับผิวหนังจะหลุดลอกไปชั้นหนึ่ง กว่าจะล้างหมึกบนตัวออกได้จนหมดอย่างทุลักทุเล
เธอเหนื่อยจนไม่อยากขยับแม้แต่ปลายนิ้ว จึงทิ้งตัวลงกลางเกสรของดอกไห่ถังที่บานสะพรั่ง ดึงกลีบดอกไม้มาคลุมตัว หลับตาแล้วผล็อยหลับไปอย่างสนิท
รุ่งเช้าวันถัดมา อากาศในจวนตระกูลเซี่ยยังเจือไอเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิ
เซี่ยอวี่เฉินสวมเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนที่ตัดเย็บพอดีตัว พับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย แล้วเดินผ่านลานบ้านด้วยฝีเท้ามั่นคง เมื่อคืนเขาจัดการเรื่องกิจการจนดึกดื่น ทว่าใบหน้ากลับไม่เผยความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
เขาเดินมาถึงหน้าห้องหนังสือ ยื่นมือออกไปเตรียมผลักประตู แต่พลันชะงักลง
เซี่ยอวี่เฉินขมวดคิ้วน้อย ๆ แววตาพลันลึกล้ำขึ้น
ในฐานะประมุขตระกูลเซี่ย เขาผ่านเฉียดเป็นเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน สัญชาตญาณจึงเฉียบคมขึ้นมานานแล้ว
ห้องหนังสือแห่งนี้เป็นเขตสำคัญของจวนตระกูลเซี่ย นอกจากตัวเขาเองแล้ว ปกติจะมีเพียงคนสนิทที่สุดไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำความสะอาดตามเวลาที่กำหนด
ประตูยังคงอยู่ในสภาพเดียวกับเมื่อคืน ร่องรอยการงัดแงะที่กลอนก็ไม่มี
แต่เขากลับสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่ามีร่องรอยการเคลื่อนย้ายสิ่งของอยู่ภายในห้อง
กลิ่นหมึกจาง ๆ ในอากาศเข้มข้นกว่าเมื่อคืนตอนเขาออกไปเล็กน้อย อีกทั้งเมื่อมองผ่านช่องประตู เขายังพอจะสัมผัสได้ว่ากระแสอากาศด้านในผิดปกติ
เซี่ยอวี่เฉินไม่ได้ผลักประตูเข้าไปทันที แต่ค่อย ๆ ชักมือกลับ
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “เมื่อคืนใครเฝ้ายามอยู่ข้างนอก?”
สิ้นเสียง ชายสนิทในชุดรัดกุมสีดำก็รีบเดินมาจากประตูลานบ้าน ก้มศีรษะค้อมเอวอย่างนอบน้อม “นายท่าน เมื่อคืนข้ากับเหล่าลิ่วเข้าเวรเฝ้ายาม พวกเราประจำอยู่ตรงระเบียงนอกห้องหนังสือ ไม่ได้ไปไหนแม้แต่ก้าวเดียวขอรับ”
“แน่ใจหรือว่าไม่มีใครเข้าไป?” เซี่ยอวี่เฉินมองคนสนิท น้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์
คนสนิทสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากเซี่ยอวี่เฉิน เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากในพริบตา
เขาทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นดังตุบ น้ำเสียงหนักแน่น “นายท่านโปรดพิจารณาให้กระจ่าง! เมื่อคืนพวกเราสองพี่น้องไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา ประตูห้องหนังสือไม่ได้เปิดออกแน่นอน อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ต่อให้เป็นแมลงวันสักตัวก็ไม่มีทางบินเข้าไปได้ขอรับ!”
เซี่ยอวี่เฉินมองท่าทางกระวนกระวายของคนสนิท ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่กล้าโกหก
กฎของตระกูลเซี่ยเข้มงวด หากคนเฝ้ายามทำงานพลาด จุดจบมีเพียงความตาย ในเมื่อพวกเขายืนยันว่าไม่มีใครเข้าไป ก็หมายความว่าไม่มีคนเป็นลอบเข้ามาทางประตูหน้าหรือหน้าต่างจริง ๆ
“ลุกขึ้น เฝ้าอยู่หน้าประตูไว้ ห้ามใครเข้าใกล้”
เซี่ยอวี่เฉินสั่งเสียงเรียบ จากนั้นพลิกมือขวา กระบองลายมังกรอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวก็เลื่อนลงมาอยู่ในฝ่ามือ
เขากำกระบองลายมังกรแน่น ใช้มือซ้ายผลักประตูห้องหนังสือเบา ๆ
“เอี๊ยด...” ประตูไม้เนื้อแข็งแกะสลักลวดลายค่อย ๆ เปิดออกสองข้าง
เซี่ยอวี่เฉินก้าวเข้าไปในห้องหนังสือ สายตากวาดมองทั่วห้องอย่างรวดเร็วราวกับเหยี่ยว
ข้าวของในห้องดูเหมือนจะเหมือนเมื่อคืนทุกประการ ของเก่าบนชั้นจัดแสดงยังอยู่ครบ ตู้เซฟก็ไม่มีร่องรอยถูกแตะต้อง
แต่เมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปหยุดบนพรม แววตาก็พลันนิ่งขรึม
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า เขามองเห็นได้ชัดว่ามีรอยสีดำจาง ๆ ลากจากโต๊ะหนังสือไม้หวงฮวาหลีตัวใหญ่ของเขาไปจนถึงใต้หน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่
เซี่ยอวี่เฉินเดินเข้าไปช้า ๆ แล้วนั่งยองลงตรวจดูอย่างละเอียด
รอยนั้นเล็กจางมาก คล้ายรอยที่สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ซึ่งเปื้อนหมึกทิ้งเอาไว้ ขาด ๆ หาย ๆ หากไม่สังเกตให้ดี ย่อมไม่มีทางพบเห็น
เขาลุกขึ้นตามแนวรอยสีดำ สายตาเคลื่อนไปหยุดที่โต๊ะหนังสือ
เห็นได้ชัดว่ามีคนรื้อค้นโต๊ะ
เมื่อคืนตอนเขาออกไป แท่นฝนหมึกตวนเยี่ยนชั้นดีวางอยู่ทางขวาของที่ทับกระดาษ แต่ตอนนี้กลับเลื่อนไปทางซ้ายครึ่งชุ่น พู่กันขนหมาป่าที่พาดอยู่บนแท่นล้างพู่กันข้าง ๆ ก็มีร่องรอยเหมือนเคยกลิ้งตกลงมา
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งซึ่งวางเรียบอยู่ตรงกลางโต๊ะ
เซี่ยอวี่เฉินกำกระบองลายมังกรแน่น ร่างกายอยู่ในท่าระวังพร้อมออกแรงได้ทุกเมื่อ แล้วค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้กระดาษเซวียนจื่อแผ่นนั้น
เขาเห็นว่าบนโต๊ะมีกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งวางอยู่ บนนั้น... เอ่อ... มีอักขระประหลาดตัวเล็ก ๆ อยู่?
