เหอชิวผิงรู้สึกว่าชีวิตช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน
ตอนเด็ก ๆ เธอคิดว่าชีวิตมีเส้นทางให้เลือกมากมาย
พ่อแม่บอกให้เธอตั้งใจเรียน บอกว่าทำแบบนั้นแล้วจะมีโอกาสได้เป็น “คนเหนือคน”
แต่ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่าการเป็น “คนเหนือคน” จะดีตรงไหน ในหัวมีแต่ร้านอาหารเล็ก ๆ ของครอบครัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายชีวิตประจำวัน
ค้าขายไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงเทศกาลยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ แต่เธอกลับคิดว่าการได้สืบทอดร้านอาหารสักร้านก็ไม่เลว ส่วนการเรียนน่ะยากเกินไป
ความเพ้อฝันที่โลดโผนที่สุดของเธอก็แค่แอบอิจฉาเด็กผู้หญิงในห้องที่แต่งตัวสวยทุกวัน แล้วคิดว่าถ้าตัวเองสวยแบบนั้นบ้างก็คงดี
วันเวลาผ่านไปในพริบตา พอเธอเริ่มคิดได้ว่าการเป็น “คนเหนือคน” ก็ดูจะดีจริง ๆ โอกาสนั้นก็แทบจะหลุดมือไปแล้ว
ร้านอาหารของครอบครัวก็ปิดกิจการไปนานแล้ว สภาพแวดล้อมโดยรวมเปลี่ยนไป ผู้คนบนถนนลดลงไปกว่าครึ่ง
ที่แท้ แม้แต่สิ่งที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด ต่อให้เธอไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูง ชีวิตก็ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังทั้งหมด
บางครั้งเวลาเห็นตัวละครในละครโทรทัศน์พร่ำบรรยายอารมณ์อยู่ตั้งนาน เพียงเพื่อดิ้นรนหลุดพ้นจากชีวิตที่มองเห็นจุดจบได้ตั้งแต่แรก เธอก็อดขำไม่ได้
เอาเข้าจริง สำหรับบางคนไม่ต้องดิ้นรนหนีจากเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้หรอก ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเองได้ เพียงแต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เธอเคยคิดว่าช่วงที่ชีวิตตกต่ำที่สุดคงเป็นตอนหย่ากับสามีเก่า ทั้งที่ตอนแรกทั้งคู่ก็พออยู่กันได้ แถมยังมีลูกด้วยกัน แต่ไม่รู้ทำไมสุดท้ายกลับมาถึงขั้นนั้น
แต่พอมาคิดดูดี ๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ตอนที่พอทนอยู่ด้วยกันได้ก็อยู่ด้วยกันต่อ พออยู่ด้วยกันไม่ไหวแล้วก็แยกทางกันเท่านั้นเอง
แล้ววันเวลาก็ผ่านไปอีกครู่เดียว เธอก็อายุสามสิบกว่า ทำงานรับส่งพัสดุอยู่ที่จุดรับพัสดุวันแล้ววันเล่า เธอคิดว่าแบบนี้คงมองเห็นจุดจบของชีวิตแล้วสินะ
จากนั้นโลกก็เล่นตลกกับเธอครั้งใหญ่
คนวัยอย่างเธอคงเคยดูหนังซอมบี้กันมาบ้าง แต่ก็เลยวัยที่จะรู้สึกว่ามันตื่นเต้นหรือสนุกมากแล้ว เว้นเสียแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงในโลกนี้
