“สถานที่ตรวจรักษาแยกต่างหากเหรอ? อ้อ คุณหมายถึงโรงพยาบาลจัดห้องทำงานให้เธอห้องหนึ่งต่างหากหรือ?” ผู้อาวุโสฉีถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หมอทุกคนก็มีห้องตรวจรักษาเป็นของตัวเองอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่สิทธิพิเศษอะไรสักหน่อย
โจวหมิงอธิบายว่า “ไม่ใช่ครับ เป็นการหาสถานที่ตรวจรักษาให้เธอนอกโรงพยาบาล ผมได้ยินว่าอาจจะหาบ้านในเขตบ้านพักครอบครัวทหารให้ เวลาตรวจรักษาของเธอก็ยืดหยุ่นมาก โรงพยาบาลยังจะหาผู้ช่วยให้เธอสองคนด้วย ไม่รู้ว่าผู้อำนวยการกับคนอื่น ๆ คิดยังไง ถึงได้ทุ่มเทให้ขนาดนี้”
“คุณหมายถึงจะจัดบ้านที่มีลานแยกต่างหากในเขตบ้านพักครอบครัวทหารให้เธอหรือ? คนที่ไม่มีทั้งประสบการณ์ วุฒิการศึกษา และใบประกอบวิชาชีพอย่างเธอ มีสิทธิ์อะไรถึงได้มีลานตรวจรักษาเป็นของตัวเอง” ผู้อาวุโสฉีขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
หลายปีก่อน เขาเคยเสนอเรื่องขอลานแยกสำหรับตรวจรักษากับผู้อำนวยการโดยเฉพาะ แต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าแผนกแพทย์แผนจีนมีบุคลากรไม่พอ
แล้วตอนนี้ล่ะ บุคลากรพอแล้วหรือไง?
โจวหมิงเห็นด้วยกับผู้อาวุโสฉีเป็นอย่างมาก จึงพูดต่อว่า “นั่นสิครับ ผมก็คิดเหมือนคุณ แต่ผู้อำนวยการเหมือนโดนล้างสมองไปแล้วจริง ๆ ถึงได้มองเธอเป็นของล้ำค่า ผมว่าเธอดูอายุไม่มากไปกว่าผมด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ามีฝีมือจริงหรือแค่แกล้งทำ”
นี่คือความคิดที่แท้จริงของโจวหมิง เขากับผู้อาวุโสฉีต่างก็ไม่เคยเห็นซ่งชิงเหอตรวจรักษาคนด้วยตาตัวเอง พอได้ยินคนอื่นพูดว่าซ่งชิงเหอเก่งแค่ไหน ในใจก็คิดว่าคงพูดเกินจริงไปมากกว่า
