ลู่หวยเฉินหยิบไข่ต้มใบชาให้ผู้อาวุโสฉี ผู้อำนวยการเหริน และเสี่ยวหลี่คนละสองฟอง จากนั้นก็รับไข่ต้มใบชาที่ซ่งชิงเหอปอกค้างไว้ครึ่งฟองมา แล้วส่งกระติกน้ำเก็บความร้อนให้เธอ
“เดี๋ยวผมปอกให้ คุณไปพักแล้วดื่มน้ำหน่อย ในถุงที่แม่ให้มายังมีแป้งแผ่นไส้เนื้อกับซาลาเปา อยากกินก็หยิบออกมากินได้” น้ำเสียงอ่อนโยนจนไม่รู้จะอ่อนโยนกว่านี้ได้อย่างไร
ความอ่อนโยนของชายชาตรีปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นมา ณ วินาทีนั้น
“โธ่ พ่อหนุ่ม แอบเอาของดีให้เสี่ยวซ่งกินสองคนหรือไง แล้วทำไมพวกเราไม่มีแป้งแผ่นไส้เนื้อกับซาลาเปาบ้างล่ะ นี่เลือกปฏิบัติกันชัด ๆ ฮ่า ๆ ๆ...” ผู้อาวุโสฉีแซวคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว
ซ่งชิงเหอรับมุกแซวแบบนี้ได้สบาย ๆ ไม่ต้องพูดถึงหน้าแดงเลย เธอแทบไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ
สีหน้าของลู่หวยเฉินก็ไม่เปลี่ยน เขาตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า “แป้งแผ่นไส้เนื้อมีแค่สี่ชิ้น ซาลาเปาก็มีแค่สองลูก แม่กับป้าเจิ้งเตรียมไว้ให้ชิงเหอโดยเฉพาะ ถ้าพวกคุณอยากกินจริง ๆ ผมแบ่งให้ชิมคนละครึ่งชิ้นก็ได้”
เขาไม่ได้คิดจะแบ่งให้คนนอก ถ้าให้คนอื่นกิน แล้วชิงเหอจะกินอะไรล่ะ
ลู่หวยเฉินไม่ใช่คนที่จะถูกเอาศีลธรรมมาบีบให้ทำตามได้ง่าย ๆ ซ่งชิงเหอยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“ไอ้เด็กดื้อนี่ไม่อยากให้ก็บอกมาเถอะ!” ผู้อำนวยการเหรินพูดอย่างนั้น แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้ม
ลู่หวยเฉินพยักหน้า “ใช่ครับ ผมไม่อยากให้”
ภรรยาของเขาชอบกินแป้งแผ่นไส้เนื้อกับซาลาเปา เขาไม่อยากแบ่งให้คนอื่น เว้นแต่ภรรยาจะไม่อยากกินแล้ว
“ไม่ยักรู้ว่าผู้บังคับกองพันลู่ขี้เหนียวขนาดนี้ เมื่อกี้ยังบอกว่าคุณใจกว้างอยู่เลย ตอนนี้หายไปไหนแล้วล่ะ!” ผู้อาวุโสฉีก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายขี้เหนียว แค่เห็นว่าน่าสนุก
