หลิวซิ่วยิ้มพลางพูดว่า “แน่นอนสิ ฉันให้หวยเฉินเป็นฝ่ายริเริ่ม เอ๊ย เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้นไม่ใช่เหรอ ทั้งคู่ก็เป็นเด็กดี แถมยังมีใจให้กันด้วย...”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด
ป้าเจิ้งหยิบเมล็ดแตงจากถุงมาหนึ่งกำมือแล้วแทะพลางถามว่า “แล้วเมื่อคืนพวกเขานอนด้วยกันหรือยัง?”
หลิวซิ่วโบกมือ “ยังหรอก ตอนนี้สภาพแบบนี้ ต่อให้นอนด้วยกันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ไว้ค่อยนอนด้วยกันทีหลังก็ไม่เป็นไร”
หวยเฉินยังเป็นอัมพาตอยู่นี่นา
ป้าเจิ้งยิ้มอย่างมีเลศนัย “ดูท่าเธอจะไม่เข้าใจ คนขาเป็นอัมพาตก็มีข้อดีของคนขาเป็นอัมพาตนะ รู้ไหม”
“พูดอะไรน่ะ นั่นลูกชายฉันนะ!” หลิวซิ่วทำหน้าขึงขังแล้วสะกิดป้าเจิ้ง คิดว่าอีกฝ่ายกำลังประชดลู่หวยเฉิน
“ฉันไม่พูดแล้ว” ป้าเจิ้งเองก็รู้ตัวว่าพูดผิด จึงยกมือทำท่ารูดซิปปาก เพื่อบอกว่าจะไม่พูดมั่วอีก
คืนนั้น ซ่งชิงเหอล็อกประตูห้องแล้วเข้าไปเดินเล่นในพื้นที่มิติคนเดียว พอหมาสองตัวในนั้นเห็นเธอเข้ามา ก็เริ่มวนเวียนคลอเคลียขาและส่งเสียงครางงุ้งงิ้ง
ไม่ยุติธรรมเลย พวกมันก็อยากออกไปเล่น อยากอยู่กับเจ้าของและเจ้านายน้อยด้วย
ซ่งชิงเหอลูบหัวหมาทั้งสองตัว “เป็นเด็กดีนะ พรุ่งนี้ฉันจะพาพวกเธอออกไป”
เธอต้องพาถวนถวนกับหยวนหยวนเข้ามาจริง ๆ ลูกหมาสองตัวในพื้นที่มิติดูตัวใหญ่กว่าถวนถวนกับหยวนหยวนอยู่หน่อย ต้องพาถวนถวนกับหยวนหยวนเข้ามาบำรุงสักหน่อย ไม่อย่างนั้นถ้าขนาดต่างกันมากเกินไปก็พาออกไปลำบาก
