หลังหลิวซิ่วเปิดประตูรั้ว เธอถึงได้เห็นว่าคนที่มาด้วยไม่ได้มีแค่ผู้อำนวยการเหริน ยังมีชายร่างผอมแห้งอีกคนยืนอยู่ข้างเขาด้วย ดูแล้วทั้งสองอายุน่าจะพอ ๆ กัน
เมื่อครู่เธอมองไม่เห็นอีกฝ่าย เพราะรูปร่างของเขาถูกกิ่งไม้ด้านนอกบังไว้
หลิวซิ่วรีบเชิญทั้งสองเข้ามาในห้องโถงกลาง ครั้นผู้อำนวยการเหรินกับชายวัยกลางคนเดินเข้ามาและเห็นสถานการณ์ภายใน ทั้งคู่ก็รู้ทันทีว่ามาทันเวลาแล้ว
“เมื่อกี้ผมยังกลัวว่าจะมาไม่ทันอยู่เลย ไม่คิดว่าจะมาพอดี โชคดีจริง ๆ” ผู้อำนวยการเหรินอารมณ์ดีไม่น้อย
พูดจบ เขาก็หันไปมองซ่งชิงเหอ “คุณคงเป็นสหายซ่งสินะครับ เหมือนที่คุณหมอจ้าวเล่าไว้ไม่มีผิด ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหาร แซ่เหรินครับ”
ผู้อำนวยการเหรินยื่นมือออกมา ซ่งชิงเหอยื่นมือไปจับมือเขา
“สวัสดีค่ะ ผู้อำนวยการเหริน ฉันชื่อซ่งชิงเหอค่ะ”
“ท่านนี้คือผู้อำนวยการโก่ว รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารครับ” ผู้อำนวยการเหรินแนะนำให้ซ่งชิงเหอกับคนอื่น ๆ รู้จัก
หลิวซิ่วทำหน้าแปลกใจ “อ้อ!”
โก่วเหรอ? หมาหรือ?
ผู้อำนวยการโก่วยิ้มให้หลิวซิ่วอย่างสุภาพ สีหน้าผ่อนคลายและเป็นมิตร เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายตกใจเรื่องอะไร จึงชินเสียแล้ว
เดี๋ยวคงต้องบอกตัวแทนเฉินสักหน่อย ให้แม่ของเสี่ยวลู่ไปเรียนที่ชั้นเรียนสอนหนังสือให้คนไม่รู้หนังสือในเขตบ้านพักครอบครัวทหาร
หลิวซิ่วยังไม่รู้เลยว่า ความทุกข์ทรมานตลอดสามเดือนข้างหน้าของเธอ ล้วนเป็นเพราะเสียงอุทานเมื่อครู่นี้
“สวัสดีค่ะ ผู้อำนวยการโก่ว” ซ่งชิงเหอยื่นมือไปจับมือกับผู้อำนวยการโก่ว
