วันรุ่งขึ้น ซ่งชิงเหอลุกจากเตียงด้วยความเหนื่อยล้า ตัดสินใจเด็ดขาดว่าคืนนี้จะไม่ยอมนอนห้องเดียวกับตาแก่สองคนนี้อีกแล้ว
“เสี่ยวซ่ง เมื่อคืนคุณนอนไม่ค่อยหลับเหรอ?” ผู้อาวุโสฉีเห็นซ่งชิงเหอดูไม่ค่อยสดชื่น ก็รีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความห่วงใย
ซ่งชิงเหอเหลือบมองผู้อาวุโสฉี แล้วส่งสายตาประมาณว่า ‘ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ’ ให้เขา ตาแก่นี่ความจำปลาทองชัด ๆ
ผู้อำนวยการเหรินกลอกตามองผู้อาวุโสฉี “คุณลืมแล้วเหรอว่าเมื่อคืนใครกรน?”
“พูดเหมือนคุณไม่กัดฟันงั้นแหละ!” ผู้อาวุโสฉีกลอกตาใส่ผู้อำนวยการเหรินกลับ
ถ่านดำยังกล้าว่ากาอีกาดำเหรอ?
“พอเลย พวกคุณสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว คนหนึ่งกรน อีกคนกัดฟัน อย่าว่าแต่หมอซ่งเลยที่นอนไม่หลับ ต่อให้เป็นผมที่ต้องเข้าเวรกลางคืนก็ยังสะดุ้งได้ เสียงกรนดังยิ่งกว่ามอเตอร์ไซค์ ส่วนเสียงกัดฟันก็หนักหนายิ่งกว่าหนู คืนนี้ยังไงผมก็ไม่อยู่ห้องเดียวกับพวกคุณแล้ว” หลินเอ้อร์ทำหน้าเอือมระอา
ตาแก่สองคนนี้ทำไมถึงได้หาเรื่องเหนื่อยใส่ตัวกันเก่งขนาดนี้นะ เหนื่อยจริง ๆ
ซ่งชิงเหอกับคนอื่น ๆ ลุกไปกินข้าว พอเปิดประตูห้องก็เห็นเมิ่งหลิงยืนหน้าซีดอยู่หน้าห้องฝั่งตรงข้าม เธอยืนพิงกำแพง สีหน้าหวาดผวาปนหวาดกลัว ใต้ตาคล้ำเป็นวงโต เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนดี ๆ
หลินเอ้อร์เหลือบมองเมิ่งหลิง ก่อนจะทักทายอย่างเป็นกันเอง “อ้าว ล่ามเมิ่ง บังเอิญจังเลย เมื่อคืนคุณก็นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ ดูถุงใต้ตาสิ แทบจะห้อยลงไปถึงรองเท้าแล้วนะ”
เมิ่งหลิงได้ยินหลินเอ้อร์พูดแบบนั้น ก็อดถลึงตาใส่เขาแรง ๆ ไม่ได้ จากนั้นจึงหันไปถามซ่งชิงเหอ “เมื่อคืนพวกคุณไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหรอ?”
