จี้เยี่ยนอันสะกดอารมณ์ของตนลงได้ แต่สีหน้ายังคงซีดเซียวนัก
หลี่โป๋ยืนด่าหวังถ่งหลิ่งอยู่ด้านข้าง
“ไอ้หวังหู่นั่นช่างโอหังบังอาจขึ้นทุกวัน รังแกตระกูลจี้กันง่าย ๆ เช่นนี้ ซื่อจื่อ พวกเราจะปล่อยมันไปเช่นนั้นหรือ”
จี้เยี่ยนอันจิบชา ดวงตาหรี่ลงอย่างน่าหวาดหวั่น “ย่อมไม่ปล่อยไป นี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงของพวกมันเท่านั้น”
เวลาเพียงห้าปีสั้น ๆ ก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการองครักษ์ประจำเมือง ควบคุมกำลังคนในค่ายเหยากวงไว้ในมือ เบื้องหลังของเขาย่อมต้องมีคนหนุนหลัง และผู้นั้นต้องมีที่มาไม่ธรรมดา
อันที่จริงจี้เยี่ยนอันรู้แก่ใจดี หาใช่เพียงหวังหู่ แต่ยังมีผู้อื่นอีก
พวกมันล้วนรอให้เขาตาย เมื่อเขาตาย กองทัพตระกูลจี้ก็จะถูกกลุ่มอำนาจเหล่านั้นแบ่งแยกยึดครอง
“อย่างน้อยเวลานี้ เขายังตายไม่ได้”
หลี่โป๋รู้สึกเพียงแต่คับแค้นใจ “เช่นนั้นก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้มันเหิมเกริมหนักขึ้นมิใช่หรือ”
จี้เยี่ยนอัน “ตายไม่ได้ มิได้หมายความว่าจะสั่งสอนมันไม่ได้”
“อย่างไรก็ตาม หวังถ่งหลิ่งที่จงใจมายั่วยุข้าในวันนี้ ก็เพราะรู้ว่าข้าถูกพิษ”
เขาหมุนจอกชาในมือเล่นอย่างไม่ใส่ใจ “และผู้ที่รู้ว่าข้าไม่อาจโกรธง่าย ๆ นั้นมีน้อยนัก”
“หลี่โป๋ ไปสืบดูว่าหลังจากที่ข้าจากมา พวกที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นมีท่าทีเคลื่อนไหวใดบ้าง”
“ขอรับ”
หลี่โป๋รับคำสั่ง แต่มิได้จากไปในทันที
“ซื่อจื่อ หากข้าน้อยจากไปตอนนี้ ใครจะดูแลท่าน”
“ไม่ใช่ยังมี...”
“ให้ข้า ข้าดูแลเอง”
เสียงเด็กเล็กเจือน้ำนมดังขึ้น จี้เยี่ยนอันและหลี่โป๋ก้มหน้ามองพร้อมกัน เห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง เอามือเล็ก ๆ เกาะขอบโต๊ะ มองจี้เยี่ยนอันตาแป๋ว
