เจียงอวิ๋นซุ่ยกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก ดวงตากลมโตจ้องมองผู้คนที่กำลังพูดคุยกัน
อืม? มีข่าวเหมืองแร่เงินแล้วหรือ?
ภายนอกเองก็เพราะกู่มนุษย์อาละวาด สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านคนสวมหน้ากากผู้นั้นก็มีข่าวแล้วเช่นกัน?
เจียงอวิ๋นซุ่ยรีบตั้งหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจทันที
“เจ้าพูดว่า คนสวมหน้ากากผู้นั้น คือคนของจวนผิงหยางโหวที่หลงเหลือมาตั้งแต่ครั้งอ๋องผิงหยางเป็นองค์ประกัน แล้วต่อมาก็เป็นคนในจวนผิงหยางโหวงั้นหรือ?”
ซ่งจิ้นพยักหน้า “อ๋องผิงหยางที่เป็นองค์ประกันมีบุตรทั้งหมดสามคน ภายหลังล้วนเงียบหายไปในนครหลวง ทว่ายามที่ฮ่องเต้องค์ก่อนยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ได้เข้าไปพัวพันกับคดีที่องค์ชายรองก่อกบฏจึงถูกจับกุม ได้ยินว่าตอนนั้นในจวนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ เขาคงเป็นคนที่ฉวยโอกาสหลบหนีออกมาท่ามกลางความโกลาหลตอนเกิดเพลิงไหม้นั่นแหละ มีนามว่าเวินฉง”
จี้เยี่ยนอันแววตาวาววับเล็กน้อย “เป็นเขานี่เอง”
ที่จี้เยี่ยนอันรู้จักผู้นี้ก็เพราะบิดาของเขา
บิดาของเวินฉงเป็นบุรุษรูปงามผู้เลื่องชื่อในเมืองหลวง อ๋องผิงหยางที่เป็นองค์ประกันในปีนั้นได้เข้าร่วมการช่วงชิงราชบัลลังก์ของฮ่องเต้รุ่นที่สอง
กลับกลายเป็นว่าเขาเลือกข้างได้ถูกต้อง
ดังนั้นเขาจึงก้าวกระโดดจากองค์ประกันกลายเป็นชนชั้นสูงในเมืองหลวง ได้รับตำแหน่งเป็นผิงหยางโหว
บิดาของเวินฉงก็เป็นซื่อจื่อผิงหยางโหวคนสุดท้าย
เวินฉงควรจะได้เป็นซื่อจื่อผิงหยางโหวคนต่อไป ทว่าโชคของผิงหยางโหวคราวนี้กลับไม่ดีถึงเพียงนั้น หลังจากเข้าร่วมแย่งชิงราชบัลลังก์แล้วพลาดท่า จุดจบของครอบครัวพวกเขาก็คาดเดาได้ไม่ยาก
“ปีนั้นเวินฉงอายุยังน้อยไม่ใช่หรือ บัดนี้ ดูเหมือนจะผ่านไปสิบสามปีแล้ว”
