“จัดการเรียบร้อยหรือไม่?”
“หัวหน้า ตายหมดแล้ว”
“ไป”
กลุ่มผู้สวมชุดดำยามวิกาลรีบถอยไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกองศพใหม่กรุ่นใต้เงาจันทร์
‘เจ็บ เจ็บเหลือเกิน…’
หลังคนชุดดำจากไปไม่นาน มือเล็ก ๆ เปื้อนเลือดสั่นเทาดัน ‘คน’ ที่ทับตัวนางอยู่ออกไปอย่างทุลักทุเล
แต่ก็สิ้นเรี่ยวแรงทั้งหมดของนาง
ใต้แสงจันทร์ เด็กหญิงอายุราวสี่ขวบหายใจรวยรินด้วยความอ่อนเปลี้ย
เซียวหลิงกูรู้สึกว่าแผลใหญ่เหวอะหวะที่ตัวนาง มีของเหลวอุ่น ๆ ไหลรินออกจากปากแผล หนาวเหน็บ
ราวกับว่า กำลังจะตาย
ไม่อยากตาย
ภายใต้ความยึดถือแรงกล้าเช่นนี้ ดวงจันทร์บนฟ้าราวกับสว่างขึ้นหลายส่วน แสงจันทร์ที่มิอาจแตะต้องพลิ้วร่วงโปรยปรายลงมาบนตัวนางด้วยแรงนำพาบางอย่าง
สปอร์นับไม่ถ้วนหนาแน่นซึ่งปรากฏชัดเจนใต้แสงจันทร์มารวมตัวกัน มุ่งตรงเข้าหาบาดแผลบนลำคอของนาง
หากมีใครอยู่ที่นี่ คงต้องตะลึงที่พบว่าแผลบนลำคอของนางกำลังสมานด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น และเลือดก็หยุดสนิทแล้ว
ทว่าเลือดที่สูญเสียไปมากเกินทำให้ร่างนี้เข้าสู่ภาวะอ่อนล้า ในห้วงสลึมสลือ เซียวหลิงกูคล้ายได้ยินว่ามีบางสิ่งเคลื่อนเข้ามาทางนี้
“ซื่อจื่อ ที่นี่ยังมีคนรอดชีวิต”
“ชะตาช่างแข็งนัก”
มีเสียงเยือกเย็นเล็กน้อยดังขึ้น
“พากลับไป”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ในความเลือนราง เซียวหลิงกูก็หมดสติไปโดยสิ้นเชิง
…………
นางคือเห็ดวิเศษที่บำเพ็ญตบะจนบรรลุ แล้วก็…เจียงอวิ๋นซุ่ยแห่งตระกูลเจียง
โลกก่อนของนางเกิดหายนะทางธรรมชาติครั้งใหญ่ สัตว์ พืชพรรณ ผู้คนในป่าล้วนบาดเจ็บ
นางสูบพลังตนเองจนเหือดแห้งกลายเป็นเห็ดน้อยที่อ่อนแรงสุดขีด เพื่อช่วยเพื่อนพ้องในป่า
ฟ้าเบื้องบนซึ้งในผลบุญของนาง จึงประทานโอกาสกลับชาติมาเกิดให้
แต่มันเปลี่ยนโลกไป
บัดนี้นางคือเจียงอวิ๋นซุ่ย ธิดาของพ่อค้า
นางกลายเป็นเด็กมนุษย์แล้ว
ยามนี้สิ่งที่ฝังลึกที่สุดในความทรงจำ กลับเป็นค่ำคืนใต้เงาจันทร์นั้น ซากศพที่ประหนึ่งอสูรจากนรก พวกมันถืออาวุธปลิดชีพทุกคนในกองคาราวานตระกูลเจียง รวมถึงนาง เด็กน้อยสี่ขวบก็ไม่ละเว้น
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และดิ้นรนในห้วงโลหิต เด็กหญิงที่นอนบนเตียงมีสีหน้าซีดเซียว ลืมตาขึ้นมาอย่างพลัน
แววตาคู่สวยฉายประกายเขียวแห่งชีวิตผ่านวูบหนึ่ง ก่อนจะจมหายลับไปในดวงตาสีดำลึกอีกครา
“ตื่นแล้ว”
ได้ยินเสียง เจียงอวิ๋นซุ่ยจึงค่อย ๆ รู้สึกตัว
“หนูน้อยรู้สึกอย่างไร”
เจียงอวิ๋นซุ่ยเพ่งสายตา มองไปยังคนนั่งข้างเตียง
นิ่งงันไม่รู้จะกล่าวอันใด มือน้อยสองข้างกำผ้าห่มไว้แน่นด้วยความตื่นเต้น
คนข้างเตียงหน้าเต็มไปด้วยความปวดใจ “คงไม่ใช่ถูกขวัญหนีดีฟ่อไปแล้วกระมัง ช่างบาปกรรมนัก เด็กยังน้อยเพียงนี้ ไฉนต้องมาเจอเรื่องเช่นนั้น”
เจียงอวิ๋นซุ่ยจ้องเพดานเหม่อลอย บ้างก็มองดูมือตน นางยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ดูเหมือนว่า นางกลายเป็นมนุษย์แล้ว
คนข้างเตียงพร่ำพูดไม่หยุดหลายสิ่ง แต่นางฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก
จนกระทั่งคนผู้นั้นยกโจ๊กชามหนึ่งมา กลิ่นหอมโชยเตะจมูก จึงดึงความสนใจของเจียงอวิ๋นซุ่ยไป
“เจ้าหลับมาสิบสองวันแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะยังหายใจอยู่ ข้านึกว่าเจ้าคงไม่รอดแล้ว ช่างโชคดีนัก ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้ดี ๆ เถิด”
“มาเถิด หลายวันมานี้ไม่ได้กินอะไร หน้าตอบลงไปเลย”
สลบอยู่ย่อมกินอะไรไม่ได้ ใบหน้ากลม ๆ น่าเอ็นดูของเจียงอวิ๋นซุ่ย บัดนี้คางแหลมขึ้นไม่น้อย
เจียงอวิ๋นซุ่ยจ้องมองชามโจ๊กด้วยความสนใจใคร่รู้ ในคำเร่งเร้าของหญิงชรา นางชะโงกหน้าไป ชิมอย่างระวัง แล้วดวงตาก็เปล่งประกาย
นางก้มหน้าก้มตากิน ไม่ยอมเงยหน้าเลย
“โอ๊ย ค่อย ๆ กิน ค่อย ๆ กิน”
กินหมดแล้ว ดวงตากลมโตของเจียงอวิ๋นซุ่ยจับจ้องที่ชามไม่วางตา ยังอยากได้อีก
ทว่าเพิ่งเป็นมนุษย์ครั้งแรก นางไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร
เจียงอวิ๋นซุ่ยอ้าปาก แล้วค่อย ๆ เอ่ยคำตามแบบที่เคยเห็นในความทรงจำ
“ยัง…อยาก”
เสียงนี้เชื่องช้าและไม่ชำนาญเล็กน้อย
“กินมากเกินไปไม่ได้หรอกนะ พักสักครู่ค่อยกินใหม่”
เจียงอวิ๋นซุ่ยฟังเข้าใจ นี้คือไม่ให้นางกินอีกแล้ว
แววตาเป็นประกายพลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนใจอ่อนแทบขาด
“โอ๊ย กินอีกไม่ได้แล้ว เดี๋ยวร่างกายทนไม่ไหว มากินยาก่อน”
ยา?
เจียงอวิ๋นซุ่ยฉงน จนกระทั่ง…ยาจีนถ้วยหนึ่งที่ดำปิ๊ดปี๋และมีกลิ่นขมจนใบหน้าขาวสะอาดของนางยับย่น ถูกยกเข้ามา
เจียงอวิ๋นซุ่ย: …………
นางแสดงการต่อต้านด้วยการลงมือ โดยเปิดผ้าห่มลงจากเตียง แม้แต่รองเท้าก็ไม่สวมวิ่งออกไปข้างนอก
เพียงแต่แขนขายังใช้งานไม่สันทัดนัก เพิ่งวิ่งไปสองก้าว ร่างก็ทรุดลงล้มอย่างอ่อนปวกเปียก
แถมล้มแบบคว่ำหน้าเข้าใส่ เจ็บจนน้ำตารื้นเบ้าตา
ทว่าเห็ดน้อยมิยอมแพ้ คราวนี้ไม่ยืนแล้ว ใช้ทั้งมือทั้งเท้าคลานออกไป
อย่าว่าแต่อย่างไรเลย ความเร็วนี้กลับรวดเร็วเสียเหลือเกิน เพียงแค่พริบตาเดียวก็ไร้เงาคน
คนยกยา: ? ? ? ! ! !
คนเล่า?!
นางอ้าปากค้าง ถึงกับเบลอไปชั่วขณะเมื่อเห็นคนที่ใช้ทั้งมือทั้งเท้าคลานหายวับไปในพริบตา
ส่วนเจียงอวิ๋นซุ่ยในยามนี้ กอดเข่าตนเองขดเป็นก้อนกลม ซุกอยู่ใต้ต้นไม้ มองดูมดเดินบนพื้นอย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด มีสตรีสองนางสวมชุดแบบเดียวกันเดินมาจากทางเล็กข้าง ๆ
“ซวยจริง ไฉนถึงถูกส่งมาอยู่ปรนนิบัติจี้ซื่อจื่อ พวกเราถูกพามายังที่เปลี่ยวร้างผู้คนเช่นนี้ จะได้กลับไปหรือไม่?”
“นายท่านบอกว่า ขอเพียงพวกเราคิดหาทางคอยจับตาดูเขาที่นี่ รอให้จี้ซื่อจื่อคนนั้นตายเมื่อใด ที่นี่ก็จะมีคนของนายท่านเข้ายึดครอง ถึงตอนนั้นพวกเราฝากผลงานใหญ่ไว้ แล้วจะให้กลับไปเป็นอนุของเฉิงอ๋อง”
“บัดนี้จี้ซื่อจื่อผู้นั้นออด ๆ แอด ๆ ไม่แน่ว่าอาจตายเมื่อใดก็ได้”
“แต่ว่า อารมณ์เขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที ข้าไม่อยากเข้าใกล้หน้าเขาเลย มิเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไป ไม่รู้ว่าตายอย่างไรด้วยซ้ำ”
ทั้งสองนางพร่ำบ่น เดินผ่านร่างของเจียงอวิ๋นซุ่ยไป ราวกับมองไม่เห็นตัวนาง
เจียงอวิ๋นซุ่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย ในแววตามีแต่ความงุนงง
ซื่อจื่อคืออะไร?
ช่างเถิด ข้าเราลองจัดระเบียบเรื่องราวในสมองดูก่อนดีกว่า
ทันใดนั้น เจียงอวิ๋นซุ่ยก็ชะงักไปทั้งร่าง ดวงตาที่ดูออกจะกลมโตอยู่แล้วยังเบิกกว้างขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อครู่นี้ฟ้าเบื้องบนแห่งโลกนี้ได้ส่งข่าวสารหนึ่งมาให้นาง
บัดนี้นางคือเจียงอวิ๋นซุ่ย ในเมื่อเข้ายึดครองร่างนี้แล้ว หากหมายจะมีชีวิตในฐานะเจียงอวิ๋นซุ่ย ก็ต้องสะสางปมเหตุแห่งร่างนี้ให้หมด มิเช่นนั้นเมื่อถึงอายุสิบแปดปีนางก็จะยังต้องตาย
ส่วนการสะสางปมเหตุแห่งร่างนี้ ก็คือต้องตามหาผู้อยู่เบื้องหลังที่เข่นฆ่าคนในตระกูลเจียงทั้งหมด
เจียงอวิ๋นซุ่ย: ฟ้าถล่มแล้ว!
นางเป็นเพียงเห็ดน้อยที่ไม่รู้ประสีประสา จะหาทางล้างแค้นได้อย่างไร QAQ
นั่งยองอยู่กับพื้น เจียงอวิ๋นซุ่ยเริ่มคิดหาวิธีล้างแค้นอย่างจริงจัง
สองชั่วยามผ่านไป…
เหนื่อยล้า สมองของเห็ดน้อยยังว่างเปล่า
หาวหวอดหนึ่ง เจียงอวิ๋นซุ่ยคิดวิธีไม่ออกแม้แต่น้อย กลับรู้สึกหัวสัปหงกอยากนอนเสียแล้ว
“เด็กน้อย เจ้าหนู เจ้าไปไหน?”
ไม่ไกลมีเสียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนดังขึ้น
เจียงอวิ๋นซุ่ยตอบสนองช้าไปครึ่งก้าว ครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ นี่ดูเหมือนจะเป็นคนที่ให้ของอร่อยแก่นาง แต่ก็อยากให้นางกินของดำ ๆ รสชาติเฝื่อนนั่น
นี่กำลังเรียกนางหรือ?