บทที่ 5 พี่ชายโง่ของฉัน
โกหก
เจียงเยี่ยนลูบนิ้ว พี่ใหญ่ยังคงเหมือนเดิม แม้แต่กิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เปลี่ยน ทุกครั้งที่รู้สึกผิด อัตราการกระพริบตาก็จะเร็วขึ้น
“มากับฉัน” เจียงเยี่ยนพูดจบก็ก้าวเดินนำหน้าไปก่อน นำทั้งสองคนเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของตัวเอง
เจียงหนิงไม่เกรงใจเลยสักนิด พอเข้ามาในห้องทำงานก็เดินสำรวจรอบหนึ่ง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของเจียงเยี่ยนอย่างไม่เกรงใจ
ทำไมถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ก็บอกว่าจะพาเสี่ยวหนิงมาดูอาการบาดเจ็บไม่ใช่หรือไง มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เจียงกวนชิงคิดไม่ค่อยออก
“เจียงกวนชิง!”
“อ๊ะ” เจียงกวนชิงตอบสนองช้า เงยหน้าขึ้น ดวงตาพร่ามัว
ผิดปกติ
เจียงเยี่ยนเดินเข้าไปสองสามก้าว ก้มหน้ามองเจียงกวนชิงที่เงยหน้ามองตนเล็กน้อย
สบายจัง เย็น ๆ~ เจียงกวนชิงเอาหน้าซบเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
สัมผัสร้อนผ่าวส่งผ่านมาถึงฝ่ามือ เจียงเยี่ยนพูดไม่ออก ไม่แปลกใจเลยที่ดูเหม่อลอย ที่แท้ก็เพราะเป็นไข้จนเบลอ
“เสี่ยวเยี่ยน ทำไมเหรอ” เจียงกวนชิงเอียงคอถาม
“ฉันเปล่านี่ แต่พี่น่ะสิกำลังจะเป็นไข้จนเบลอแล้ว พี่ชายโง่ของฉัน” เจียงเยี่ยนก้มตัวลงมาจ้องหน้าเจียงกวนชิง สามคำท้ายเสียงสูงขึ้น
เจียงกวนชิงลูบหู ไม่ยอมแพ้ เขาไม่โง่นะ เขาใช้เวลาแค่ปีเดียวก็เรียนจบหน่วยกิตสี่ปีของมหาวิทยาลัยได้แล้ว
สมองของเจียงกวนชิงตอนนี้ก็เหมือนฟันเฟืองที่ไม่ได้ทำงานมาหลายร้อยปี ขยับนิดเดียวก็หยุดทำงานไปนาน
เจียงเยี่ยนไม่คาดหวังว่าเจียงกวนชิงจะเข้าใจว่าตัวเองกำลังป่วย จึงกดตัวให้คนนั่งลงบนเก้าอี้
“เขาเป็นอะไร”
เจียงเยี่ยนเหลือบมองเจียงหนิง “เป็นไข้”
เจียงหนิงตะลึง “เมื่อไหร่ร่างกายเขาถึงได้แย่แบบนี้ ลมแค่นี้เอง” เมื่อตอนขับรถมา เขารู้สึกว่าอึดอัด จึงลดกระจกลงจนสุด ตอนนั้นเจียงกวนชิงยังเตือนให้เขาใส่เสื้อนอกชุดนักเรียนอยู่เลย อย่าป่วยเชียว
“ยกแขนขึ้น” เจียงเยี่ยนมองจากที่สูงลงมายังเจียงกวนชิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
เจียงกวนชิงย่นจมูกเบา ๆ แต่ก็ยกแขนขึ้นอย่างว่าง่าย
“เย็น” ปรอทวัดไข้เย็น ๆ แตะถูกผิวหนัง เจียงกวนชิงขยับหลบเล็กน้อย
“เฮ่อ หนีบไว้ อย่าขยับ” วัดครั้งเดียวไม่แม่น เดี๋ยวก็ต้องวัดอีก
เจียงกวนชิงก้มหน้า เม้มปากด้วยความรู้สึกน้อยใจ ดุกันจัง ทำไมน้อง ๆ ถึงดุขึ้นเยอะแบบนี้ ทั้งที่เขาต่างหากที่เป็นพี่ใหญ่
“แค่โดนลมเนี่ยนะ เขาคงเริ่มเป็นไข้มานานแล้ว” ไม่งั้นคนก็คงไม่มึนงงขนาดนี้
สีหน้าเจียงหนิงยิ่งแย่ลง
เจียงเยี่ยนไม่สนว่าเจียงหนิงจะคิดยังไง “ว่าไง คืนนี้เรื่องเป็นมายังไง”
เจียงหนิงนั่งไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน “พี่รอง ไม่ใช่ว่าพี่เดาออกแล้วเหรอ”
เจียงเยี่ยนมองท่าทางของเจียงหนิงแล้วมือคันนิด ๆ ไม่ได้ตีน้องมาหลายปี ไม่รู้มือจะเก้ ๆ กัง ๆ หรือเปล่า
เจียงเยี่ยนทำหน้าดุ กรอบแว่นตาไร้กรอบสีทองเหมือนจะฉายแววเย็นยะเยือกวาบผ่าน
เสแสร้งจริง ๆ ไม่ได้สายตาสั้นจะใส่แว่นตาทำไม เจียงหนิงต่อว่าในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมา จึงยืดตัวขึ้นนั่งตรง “ผมต่อยตี เลยถูกเรียกไปประกันตัว”
เจียงหนิงชี้ไปที่แผลตรงแขนตัวเอง “เขาเป็นห่วง อยากพามาโรงพยาบาล…”
คำพูดที่เหลือของเจียงหนิงถูกเจียงเยี่ยนขัดขึ้น “เรียกพี่ใหญ่”
“ชิ ใครอยาก” เจียงหนิงเบ้ปาก เต็มไปด้วยท่าทีไม่แยแส
ภายใต้สายตาเย็นเยียบของเจียงเยี่ยน เจียงหนิงจึงจำใจแก้คำพูด “ผมผลักพี่ใหญ่ แล้วพี่ใหญ่ก็ไปกระแทกเข้ากับประตูรถที่เปิดอยู่ จากนั้นก็มาโรงพยาบาล”
เจียงเยี่ยนได้ยินเจียงหนิงบอกว่าผลักเจียงกวนชิง ก็มองไปที่เจียงหนิงด้วยแววตาที่เย็นชากว่าเดิม “เจ็บตรงไหน”
“เอว”
39.2 องศา
เจียงเยี่ยนสะบัดปรอทสองที แล้วโยนลงในกล่องทำความสะอาด ล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋า แล้วกดโทรออก
ง่วงจัง
เจียงกวนชิงตาพร่ามัว นึกว่าตัวเองนั่งหลังตรงดีแล้ว ที่จริงถ้าไม่ใช่เพราะเจียงเยี่ยนช่วยพยุงไว้ คงได้ล้มลงไปกับพื้นแล้ว
เจียงเยี่ยนกดเจียงกวนชิงเข้ามาในอ้อมอก แล้วเปิดชายเสื้อขึ้นมาดูจากด้านหลัง เห็นรอยฟกช้ำสีเขียวอมม่วงนั่นแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูแล้วน่าสะเทือนใจเหลือเกิน
โดนถลึงตาใส่…
เจียงหนิงลูบจมูกตัวเองอย่างรู้สึกผิด “ตอนหาหมอ พี่ใหญ่บอกว่าเคยกระดูกสันหลังส่วนเอวหัก”
กระดูกสันหลังส่วนเอวหัก
สายตาของเจียงเยี่ยนจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเจียงกวนชิง ในแววตาฉายแววสับสนเหมือนกับที่เจียงหนิงเคยมีก่อนหน้านี้ เมื่อไหร่พี่ใหญ่ถึงได้ผอมบาง อ่อนแอแบบนี้
คนในอ้อมอกสะดุ้งเล็กน้อย เจียงเยี่ยนจึงดึงเสื้อลงมา เจียงกวนชิงหลับไปแล้ว
“ไอ้เยี่ยน เป็นอะไรไป เป็นอะไรไป” สวี่อี้หานวิ่งพรวดพราดเข้ามา หายใจหอบ
“โอ้โห คนสวย” สวี่อี้หานเห็นเจียงเยี่ยนกำลังอุ้มคนอยู่ในท่าเจ้าสาว กำลังจะซุบซิบ แล้วก็เห็นหน้าของเจียงกวนชิง
เจียงเยี่ยนตาวาววาบ เตะไปที่น่องของสวี่อี้หานหนึ่งที เตือนว่า “นี่พี่ชายฉัน”
“เฮือก” ไอ้เยี่ยนน้อยนี่ลงมือหนักจริง สวี่อี้หานต่อว่าในใจ “อ้อ แล้วพี่ชายพวกเราน่ะเป็นอะไรไป”
เจียงเยี่ยนขี้เกียจสนใจเพื่อนตัวเอง แต่เจียงหนิงไม่ยอมแล้ว “พี่ชายอะไรของแก นั่นพี่ชายฉัน”
เสียงของคนที่สามดังขึ้น สวี่อี้หานตกใจโดยไม่ทันตั้งตัว หันไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งทำท่าทางกวน ๆ “น้องชาย นี่แกเป็นใคร”
เจียงหนิงขบฟันกรอด ๆ อยู่ในใจ “ใครเป็นน้องแก”
สวี่อี้หานลูบคาง มองสำรวจเจียงหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ดูแค่นี้ก็รู้ว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ฉันอายุ 24 แล้วนะ แกก็ต้องเป็นน้องชายสิ ในนี้ทั้งหมดสี่คน น้องชายเป็นใคร”
“สวี่อี้หาน”
เจียงเยี่ยนวางเจียงกวนชิงลงบนเตียงในห้องพักของตน เห็นสวี่อี้หานยังยั่วเจียงหนิงอยู่ข้างนอก ก็เลยเปล่งเสียงดังขึ้น
สวี่อี้หานได้ยินเสียงเจียงเยี่ยน ก็รีบหิ้วกล่องในมือเดินเข้าไปข้างใน
เจียงเยี่ยนหยิบน้ำออกมาจากกล่องขวดหนึ่ง นึกอะไรขึ้นได้ก็เลยวางกลับลงไป สวี่อี้หานมองแล้วก็งง “ยาตัวนี้มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ”
เจียงเยี่ยนแกะแผ่นเจลลดไข้ออกมาหนึ่งแผ่น แปะลงบนหน้าผากของเจียงกวนชิง “ไม่มีปัญหา แต่ฉันต้องเช็กให้แน่ใจ”
เช็กอะไร
สวี่อี้หานยังไม่ทันถามออกมา เพราะเจียงเยี่ยนเริ่มโทรศัพท์แล้ว
ด้วยความตระหนักในฐานะผู้ช่วยผู้บริหาร ไป๋ซินตอนนอนกลางคืนไม่เคยเปิดโหมดห้ามรบกวนเลย ฉะนั้นพอเสียงสัญญาณโทรเข้าดังขึ้น คนก็ตื่นขึ้นมาทันที
ไป๋ซินมองดูผู้โทรเข้าอย่างตั้งใจ หน้าจอแสดงผลเป็นคนที่ไป๋ซินคาดไม่ถึง คือเจียงเยี่ยน
“ผู้ช่วยไป๋” เสียงเย็นชาของเจียงเยี่ยนดังมาจากปลายสาย
“ครับ คุณชายรองเจียงมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“พี่ชายใหญ่ของฉัน ช่วงนี้กินยาอยู่บ้างไหม”
ไป๋ซินขมวดคิ้ว เจียงเยี่ยนถามเรื่องนี้ทำไม น้อง ๆ ของคุณเจียงนั่นไม่ใช่ไม่สนใจคุณเจียงแล้วหรอกเหรอ
“พี่ชายฉันเป็นไข้ขึ้นสูง ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”
ไป๋ซินใจเต้นรัว ไม่ทันได้สงสัยว่าทำไมเจียงกวนชิงถึงอยู่ข้างนอก จึงรีบตอบคำถามของเจียงเยี่ยน “คุณชายรองครับ คุณเจียงช่วงนี้กินยาอยู่ครับ ผมจะส่งชื่อยาไปให้คุณเดี๋ยวนี้เลย”
“ได้ วางหูก่อนนะ”
ไป๋ซินรีบร้องบอกให้หยุด “คุณชายรองครับ คุณเจียงอยู่โรงพยาบาลไหนครับ ผมจะไปตอนนี้”
เจียงเยี่ยนลูบนิ้ว “โรงพยาบาลหัวซี ห้องทำงานของผม พรุ่งนี้เช้าค่อยมาก็แล้วกัน รบกวนเอาชุดเปลี่ยนของพี่ชายฉันมาด้วย”
“ครับ”