ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นห้องไกล่เกลี่ยและเขาไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ เซี่ยหลินคงอยากอัดอีกฝ่ายให้น่วมสักยก
คุณตำรวจเคาะโต๊ะแล้วพูดว่า “นี่เป็นท่าทีของคนที่มาไกล่เกลี่ยหรือไง? ไม่ขอโทษผู้เสียหายก็แล้วไป แต่ยังไปยั่วโมโหเขาอีก! ตกลงจะไกล่เกลี่ยไหม ถ้าไม่ก็จบกันแค่นี้”
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะไกล่เกลี่ย มีชายคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์หรูทั้งตัว ข้อมือสวมนาฬิกาหรูราคาหลายล้าน ดูท่าทางสุขสบาย เขานั่งไขว่ห้างอยู่
“อยากสิ แน่นอนว่าอยาก!”
“แต่คุณลองคิดดู เรื่องบาดหมางระหว่างเรา จริง ๆ แล้วก็เป็นแค่อุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ในแต่ละปีมีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้นตั้งมากมาย เราก็ชดใช้เงินไปตั้งเยอะแล้ว เรื่องนี้ก็ควรจบได้แล้ว”
“ผมยังติดคุกไปสามปี ผมกลับตัวกลับใจแล้วนะ!”
วั่นหวนอวี่แบมือทั้งสองข้าง มองเซี่ยหลินด้วยแววตาเย้ยหยัน
“แต่ผลคือคุณยังเกลียดผมขนาดนี้! เพราะงั้นผมมีเหตุผลที่จะสงสัยว่าคนตาบอดคนนี้จงใจมาล้างแค้นผม
คุณตำรวจครับ ความเสียหายในเกมของผมจะเอายังไง?
นั่นมันบัญชีเกมตั้งสองร้อยกว่าบัญชี ความเสียหายสูงถึงสามล้านกว่า
ผมแจ้งความเอาผิดเขาข้อหาจงใจทำลายทรัพย์สินของผมได้ไหม?”
คุณตำรวจมองวั่นหวนอวี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“บัญชีเสมือนในเกมมีมูลค่า เว้นแต่จะเป็นการลักของหรือฉ้อโกง ความเสียหายอื่นใดในเกมให้ผู้เล่นรับผิดชอบเอง ไม่ถือเป็นการจงใจทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น
เรื่องในเกมของพวกคุณ ก็ไปจัดการกันในเกม
ห้ามใช้เป็นข้ออ้างในการไปทำร้ายร่างกายคนอื่นหรืองัดแงะเข้าไปปล้นในบ้านเด็ดขาด”
“ก็ได้ ๆ!” วั่นหวนอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปมองเซี่ยหลิน “คุณก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ตรงกันข้าม ลูกน้องของผมต่างหากที่โดนซ้อมจนเจ็บหนัก ผมจะชดใช้ให้คุณสองร้อยหยวน เซ็นหนังสือยอมความซะ”
