“คุณอายุเท่าไหร่ เกิดวันไหน แล้วรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ เมื่อไหร่ เล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังได้ไหม”
หยูเจาจ้าวถามรวดเดียวสามคำถาม
ทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย แต่เธอกลับรู้สึกว่าใช่คนนี้แน่
“ปีนี้ฉันอายุยี่สิบเอ็ด เกิดวันที่หนึ่งเดือนสอง ได้ยินมาว่าวันนั้นคุณปู่ขึ้นเขาไปตัดฟืน แล้วเจอฉันในป่า คุณปู่เป็นทหารผ่านศึก เห็นแก่ชีวิตเด็กตัวเล็ก ๆ จึงอุ้มฉันกลับมาเลี้ยง
ภรรยากับลูกของคุณปู่เสียชีวิตในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ท่านไม่ยอมแต่งงานใหม่ คนในตระกูลเลยให้พ่อฉันมาเป็นบุตรบุญธรรม ตอนคุณปู่อุ้มฉันกลับมา พ่อแม่ดีใจมาก เพราะพวกเขามีลูกแค่คนเดียวคือพี่ชาย ตอนนั้นพี่ชายอายุสิบสามแล้ว แต่พ่อแม่ก็ยังไม่มีลูกคนที่สอง
แต่หลังจากฉันขึ้นทะเบียนบ้านได้หนึ่งเดือน แม่ก็ท้อง หลังจากนั้นสามปีแม่ก็มีลูกสองคน แล้วก็ทยอยคลอดน้องชายกับน้องสาวอีกสี่คน
พอมีลูกเยอะขึ้น ชีวิตที่บ้านก็ยิ่งลำบาก แต่ตลอดสามปีที่เกิดทุพภิกขภัย พวกเขาก็ไม่เคยทอดทิ้งฉัน ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ฉันซาบซึ้งใจครอบครัวนี้มาก
คุณปู่กับคุณย่ามักพูดว่าฉันเป็นเด็กนำโชค คอยบอกให้พ่อแม่ดีกับฉัน ตอนฉันอายุสิบสาม เรียนจบประถม คุณปู่กับคุณย่าก็เสียชีวิตตามกันไป
พี่สะใภ้ที่ย้ายตามสามีทหารมาประจำการตั้งครรภ์ แต่เธอไม่ยอมให้แม่ฉันมาดูแล กลับให้ฉันมาดูแลแทน แล้วยังบอกด้วยว่า ต่อไปจะช่วยหาคู่ครองดี ๆ ในกองทัพให้ฉัน
ถ้าพี่สะใภ้ไม่ทำเกินไป ฉันก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนกลายเป็นแบบนี้หรอก”
“คุณบอกพ่อแม่ได้ไหมว่าตอนเด็ก ๆ คุณโดนตีบ่อย”
หยูเจาจ้าวฟังแล้วรู้สึกว่าพ่อแม่ของผู้บังคับกองร้อยจางดีกับจางเยียนนีอยู่ไม่น้อย
จางเยียนนีส่ายหน้า “ไม่เลย ฉันไม่เคยโดนตี ถึงจะเป็นลูกบุญธรรม แล้วคนที่เลี้ยงฉันมาก็คือคุณปู่กับคุณย่า แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีไม่ดีกับฉัน
