“อย่าคิดมากเลย ตอนนี้คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ให้เหวินจื่อเป็นคนสืบเรื่องนี้ดีกว่า”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพ่อของหลินเยี่ยน ซึ่งก็คือพ่อตาของตู้เหวิน ให้ตู้เหวินสืบเองเหมาะที่สุดแล้ว
“อืม หวังว่าจะไม่ใช่ปัญหาเรื่องความประพฤตินะ”
ไม่อย่างนั้นคงจัดการยาก
ในยุคนี้ ปัญหาเรื่องความประพฤติถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก
ถ้าพ่อของหลินเยี่ยนมีปัญหาขึ้นมา ตระกูลหลินก็จบเห่
หยูเจาจ้าวกับหลินเยี่ยนสนิทกัน อีกทั้งหลู่ซื่อเหว่ยกับตู้เหวินก็เป็นเพื่อนร่วมรบกัน เธอจึงหวังให้ครอบครัวของหลินเยี่ยนอยู่ดีมีสุข
กลางดึก หยูเจาจ้าวนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง แต่กลับนอนไม่หลับ
หลู่ซื่อเหว่ยที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็ยังไม่หลับเช่นกัน ในฐานะผู้ชายปกติคนหนึ่ง ได้นอนเตียงเดียวกับภรรยา จะไม่คิดอะไรได้อย่างไร
แต่เพราะร่างกายของเขายังไม่หายดี จึงทำได้เพียงข่มใจเอาไว้
นอนด้วยกันก็ทรมาน
ไม่นอนด้วยกันยิ่งทรมานกว่า
เวลานี้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายของหยูเจาจ้าวลอยเข้าจมูก ความทรมานแสนหวานเช่นนี้ เขากลับยินดีรับไว้
ปกติหยูเจาจ้าวพอล้มตัวลงก็หลับอย่างรวดเร็ว แต่คืนนี้เธอกลับนอนไม่หลับ หลู่ซื่อเหว่ยจึงยิ่งหลับไม่ลง
“แค่ก”
หลู่ซื่อเหว่ยรู้สึกคอแห้งปากแห้ง อยากลุกขึ้นไปดื่มน้ำเต็มที
พอเขาขยับ หยูเจาจ้าวก็ชะงักเกร็งขึ้นมาทันที “ฉันทำคุณตื่นหรือเปล่า”
“เปล่า ฉันแค่กระหายน้ำ”
พอหลู่ซื่อเหว่ยพูดจบ หยูเจาจ้าวก็ลุกจากเตียงไปเทน้ำอุ่นให้เขาดื่มหนึ่งแก้วทันที
ดื่มน้ำอุ่นลงไปหนึ่งแก้ว อาการแห้งระคายคอของหลู่ซื่อเหว่ยก็บรรเทาลงมาก
ในห้องไม่ได้เปิดไฟ มีเพียงแสงจันทร์อ่อนจางที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ขับเน้นโครงหน้าของหยูเจาจ้าวให้ดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น
พอเข้าใกล้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั้นก็ลอยมาอีกครั้ง ทำให้ความร้อนรุ่มที่หลู่ซื่อเหว่ยเพิ่งข่มลงไปเริ่มปะทุขึ้นมาอีก
