ติ๊งต่อง!
เสียงออดหน้าประตูดังขึ้นพอดิบพอดี
“ใครน่ะ” ซุนจงไห่ชะงัก แล้วเปิดประตู
เมื่อเห็นคนตรงหน้า ก็ชะงักอีกครั้ง “คุณคือ...”
“พ่อบุญธรรม ไม่ได้เจอกันนานเลย!” เยี่ยเฟิงยิ้มกว้าง “ผมคือเยี่ยเฟิง!”
“นายคือเยี่ยเฟิง?” ซุนจงไห่ประหลาดใจเล็กน้อย ในความทรงจำของเขา เยี่ยเฟิงเคยเป็นหนุ่มร่างสูงใหญ่ผิวขาวสะอาดมาตลอด
ตอนนี้เปลี่ยนไปมากจนเขาเกือบจำไม่ได้
“เฟิงเอ๋อร์!”
ได้ยินเสียง เฉินซินอี๋รีบก้าวออกมา กอดเยี่ยเฟิงไว้ในอ้อมแขนทันที “เฟิงเอ๋อร์ เป็นลูกจริง ๆ ด้วย!”
“กลับมาได้ นับว่าดีเหลือเกิน!”
“รู้ไหมว่าสามปีที่ผ่านมา แม่บุญธรรมเป็นห่วงลูกแค่ไหน”
“แม่บุญธรรม ผมก็คิดถึงแม่มาก!” เยี่ยเฟิงรู้สึกซาบซึ้งใจ
ในโลกนี้ นอกเหนือจากญาติพี่น้องที่ตายไป คงมีแต่แม่บุญธรรมคนเดียวที่แสนดีกับเขาที่สุด
“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว!” เฉินซินอี๋ปาดน้ำตา “อย่ายืนอยู่หน้าประตูเลย เร็วเข้ามานั่งสิ!”
“เอาล่ะ คราวนี้ไม่ต้องให้ผมไปรับแล้ว!” ซุนจงไห่ยักไหล่ โยนกุญแจทิ้ง
“เฟิงเอ๋อร์ ลูกดำขึ้น แล้วก็ซูบลง! แต่ดูแข็งแรงกว่าก่อนเยอะเลย!” เฉินซินอี๋ไม่สนใจเขา พูดถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับเยี่ยเฟิงไม่หยุด
ซุนจงไห่ทนไม่ไหวกล่าวว่า “ชีวิตในคุกมันจะสู้ตอนเป็นคุณชายใหญ่ได้ยังไง ต้องลำบากมามากแน่ ๆ!”
“ถ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ!” เฉินซินอี๋ตวาด “ยังไม่รีบไปเรียกหมู่ชิงลงมาอีก ถ้ารู้ว่าพี่ชายกลับมา ต้องดีใจตายแน่!”
สิ้นคำ สาวน้อยสวมกระโปรงติดกันตัวหนึ่งก็เดินออกจากห้อง
“พ่อแม่ ใครมาหรอ เสียงดังจัง”
หล่อนจับผมตัวเอง ทำท่าทางงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่นนอน
แต่ใบหน้างดงามและรูปร่างอันโดดเด่น ต่างก็เปล่งเสน่ห์ออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง
“เด็กโง่ ดูสิว่าใครมา” เฉินซินอี๋ยิ้ม
ซุนหมู่ชิงชำเลืองมองด้วยความสงสัย จากนั้นรูม่านตาขยาย “นี่... เยี่ย เยี่ยเฟิง?!”
“หมู่ชิง ไม่ได้เจอกันนาน!” เยี่ยเฟิงยิ้มกล่าว
ซุนหมู่ชิงนิ่งอึ้งไปหลายวินาที จากนั้นก็ร้องอ๋ออย่างเฉยเมย
“เด็กคนนี้ มีท่าทีอะไรอย่างนั้น” เฉินซินอี๋ไม่พอใจ “ตอนเด็ก ๆ หนูชอบพี่ชายที่สุดไม่ใช่หรือ ตอนนี้แม้แต่เรียกคนยังไม่เป็นเลยหรือไง”
ซุนหมู่ชิงเบะปาก หล่อนเคยชอบเยี่ยเฟิงมากจริง ๆ สมัยเด็ก เคยเกาะแกะเขาอยู่ตลอด
แต่ภายหลังไม่ได้เจอนานมาก อีกทั้งเยี่ยเฟิงเคยติดคุก ในใจหล่อนก็มีความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“นั่นมันตอนเด็กไม่รู้เรื่อง เล่นกันสนุกเฉย ๆ โตแล้วย่อมไม่เหมือนเดิม!” ซุนจงไห่ช่วยแก้ตัวให้ลูกสาว เปลี่ยนเรื่องคุย “เยี่ยเฟิง ในมือนายถืออะไรอยู่”
“พ่อบุญธรรม แม่บุญธรรม นี่คือชาที่ผมนำมาให้พวกท่าน!” เยี่ยเฟิงกล่าว
“จริงหรือ ข้าก็ชอบดื่มชาอยู่พอดี ขอดูหน่อย!” ซุนจงไห่เปิดห่อออก แล้วสีหน้าดำคล้ำลงทันที
“อะไรน่ะ ดำปี๋!” ซุนหมู่ชิงทำหน้าหวาดเสียว แถมยังเอามือปิดจมูก “นี่คงไม่ใช่ใบชาขึ้นราน่าเกลียดหรอกนะ!”
“เพิ่งออกจากคุก จะเอาชาดี ๆ อะไรมาให้!” ซุนจงไห่ฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ วางไว้บนโต๊ะน้ำชาแบบผ่าน ๆ คิดในใจว่าจะหาโอกาสโยนทิ้ง
เยี่ยเฟิงกำลังจะอธิบายอะไร เฉินซินอี๋ขัดขึ้น “พูดอะไรกัน ของขวัญน้อยน้ำใจใหญ่ ยังจำนำของขวัญมาให้เรา ก็ดีมากแล้ว!”
“เฟิงเอ๋อร์ ห้องแม่ก็เก็บให้เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ!”
“อะไรนะ?”
ประโยคนี้ออกมา ซุนจงไห่กับซุนหมู่ชิงถึงกับเบิกตากว้าง
“เมียรัก เรื่องนี้ทำไมไม่ปรึกษากับเราเลย” ซุนจงไห่ร้อนใจ
แต่ก่อนเยี่ยเฟิงคือคุณชายใหญ่แห่งเมืองหลงเฉิงไม่ผิด แต่วันเวลาผ่านไปไม่เหมือนเดิม
ไม่แค่หมดเนื้อหมดตัว แล้วยังออกมาจากคุกอีกด้วย
ใครจะรู้ว่าเคยคลุกคลีกับคนแบบไหนมา ดูท่าสักแต่จะเปลี่ยนไป
อยู่ร่วมบ้าน ย่อมทำให้คนไม่วางใจ
“ฉันไม่ยอม!” ซุนหมู่ชิงก็ประท้วงเช่นกัน รังเกียจสุด ๆ “แม่คะ หนูไม่อยากอยู่กับคนนอกนะ!”
“อะไรคือคนนอก เรากับเฟิงเอ๋อร์คือครอบครัวเดียวกัน!” เฉินซินอี๋ทำหน้าบึ้ง “ที่นี่คือบ้านของเฟิงเอ๋อร์!”
“ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนั้น ฉันก็จะพาเฟิงเอ๋อร์ย้ายออกไปอยู่!”
ซุนจงไห่กับซุนหมู่ชิงเงียบกริบอยู่ชั่วขณะ
เรื่องที่เฉินซินอี๋ตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนง่าย ๆ
“เยี่ยเฟิง ถ้าอย่างนี้ดีไหม ฉันยังมีอสังหาริมทรัพย์อีกสองแห่ง ปล่อยว่างมาตลอด นายไปอยู่ตามสบายเลย เป็นยังไง” ซุนจงไห่กลอกตาแวววาว อธิบายแถมว่า “ที่จริงพวกเราไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ แค่กลัวนายไม่ชิน!”
“ไม่เป็นไรครับพ่อบุญธรรม ไม่ต้องลำบากหรอก ผมอยู่บ้านนี่แหละ!” เยี่ยเฟิงยิ้มแหย ยิ้มสดใสเปล่งประกาย
ตอนเดินเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อครู่ เขาก็สังเกตว่าที่นี่มีแนวชีพจรธรณีหยวนหยางอยู่แนวหนึ่ง สามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเขาได้
ไหน ๆ แม่บุญธรรมก็ออกปากแล้ว เขาจึงรับปากจะอยู่ที่นี่ไปเลย
ซุนจงไห่มุมปากกระตุก พูดอะไรไม่ออก
ซุนหมู่ชิงถลึงตาใส่แล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเอง
“ดีเลยเฟิงเอ๋อร์ ไปพักก่อนเถอะ วันนี้แม่บุญธรรมจะเข้าครัวเอง ครอบครัวเราจะกินข้าวรวมญาติให้พร้อมหน้ากัน!” เฉินซินอี๋ยิ้มกว้าง จากนั้นก็จะเริ่มจัดการมื้อกลางวัน
ทว่า ซุนหมู่ชิงก็เดินออกจากห้องอีกครั้ง
เพียงเห็นหล่อนเปลี่ยนเป็นกระโปรงลายดอกไม้สีเหลืองอ่อน คู่กับเสื้อแจ๊กเก็ตถักบาง ๆ ทรวดทรงและส่วนโค้งเว้าที่โดดเด่นอวดออกมาชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“จะกินก็กินไป ฉันจะออกไปกิน!”
“ก็บอกว่าจะกินข้าวรวมญาติกัน ทำไมต้องออกไปกินด้วย ห้ามไป!” เฉินซินอี๋ตวาดอย่างเอาเรื่อง
“โธ่แม่ แม่จะเอาอะไรกันนักหนา ฉันนัดกับเชี่ยนเชี่ยนไว้ตั้งนานแล้วว่าจะไปกินข้าวที่คลับ แม่ก็รู้ไม่ใช่เหรอ!” ซุนหมู่ชิงกระทืบเท้าเร่า ๆ
“ใช่แล้ว หมู่ชิงมีนัดตั้งแต่วันนี้ ได้ยินว่าเฉินซานหยวนเศรษฐีใหม่ก็จะเข้าร่วมด้วย! วงการแบบนี้น่ะ ต้องไปปรากฏตัวบ่อย ๆ!” ซุนจงไห่พูดเสริม จากนั้นก็ดูแคลน “ยังไงก็ดีกว่านั่งกินข้าวที่บ้านกับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า!”
เฉินซินอี๋กรองคำพูดเขาทิ้งไป ดวงตาเป็นประกาย “มีวงกินข้าวพอดี งั้นยิ่งดีเลย พาเฟิงเอ๋อร์ไปด้วย!”
“แม่...”
“ถ้าไม่พาเฟิงเอ๋อร์ไป เธอก็ไม่ต้องกลับมาให้แม่เห็น!”
“หนู... หนูพาไปก็ได้” ซุนหมู่ชิงอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
ใครใช้ให้แม่ของหล่อนเป็นคนคุมอำนาจในบ้าน ไม่กล้าล่วงเกิน
ดังนั้นจึงพาเยี่ยเฟิงออกจากประตู ขึ้นรถเก๋งออดี้สีแดงคันหนึ่ง
ซุนหมู่ชิงขับรถ จิตใจหงุดหงิด
อยากจะโยนเยี่ยเฟิงทิ้งกลางทางเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
แต่คิดอีกที ถ้าเยี่ยเฟิงกลับไปฟ้องแม่ หล่อนก็ยิ่งแย่กว่า!
“เยี่ยเฟิง ฉันขอเตือนนะ อย่าถือว่ามีแม่ฉันคอยปกป้อง แล้วทำอะไรตามใจ! แล้วก็อย่าคิดแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ จากครอบครัวเรา!” หล่อนหันไปถลึงตาใส่เยี่ยเฟิงแรง ๆ
เยี่ยเฟิงยักไหล่ ไม่ปฏิเสธอะไร
สามปีไม่เจอ น้องสาวคนนี้เข้าใจเขาผิดไม่น้อยเลย!
แต่ไม่เป็นไร นานไปย่อมเห็นแก่นแท้ของคน
ไม่นาน รถก็มาจอดที่หน้าประตูคลับแห่งหนึ่ง