รถแล่นไปตามทางหินสายเดิมอย่างช้า ๆ ผ่านร่มเงาทึบของต้นอู๋ถง ก่อนจะกลับเข้าสู่ถนนสายหลักของเมืองอีกครั้ง
ภายในรถเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ กู้สิงเจี่ยนก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อกี้แม่ผมอาจพูดจาไม่น่าฟังเท่าไร คุณ...อย่าเก็บไปคิดมากนะ”
เวินจิ้งหันไปมองเขา ใบหน้าด้านข้างของเขาหันมาทางเธอ แสงแดดส่องเฉียงผ่านกระจกรถเข้ามา ทาบเงาสว่างสลับมืดลงบนใบหน้าอย่างชัดเจน
เวินจิ้งยิ้มจนดวงตาโค้ง “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงคะ คุณน้าก็ดีมากเลย”
กู้สิงเจี่ยนไม่ได้ตอบ สายตายังคงจับจ้องถนนเบื้องหน้า ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ ลงบนเข่าหนึ่งครั้ง
รถจอดหน้าทางเข้าหมู่บ้านของเธอ เวินจิ้งกำลังจะเปิดประตู จู่ ๆ กู้สิงเจี่ยนก็เรียกเธอไว้ “เวินจิ้ง”
เวินจิ้งหันกลับมา
กู้สิงเจี่ยนมองเธอ พลางนึกถึงอวิ๋นซูที่ไม่ได้ติดต่อเขามาครึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ “เราลองคบหากันอย่างจริงจังดูไหม”
หัวใจเวินจิ้งกระตุกวูบ แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบ เธอยิ้มตอบว่า “ได้สิคะ”
ที่จริงเธออยากบอกว่าเธอจริงจังมาตลอด คนที่ไม่ใส่ใจต่างหากคือเขา
เธอผลักประตูรถลงไป พอเท้าเหยียบพื้น ลมฤดูใบไม้ร่วงก็พัดวูบเข้ามา ชายกระโปรงพลิ้วขึ้นตามแรงลม
เธอจัดกระโปรงให้เรียบร้อย หันกลับไปโบกมือให้คนในรถ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในประตูหมู่บ้าน
ด้านหลัง รถมายบัคสีดำจอดอยู่ข้างทางนานหลายนาที ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนออกไป
เวินจิ้งกลับถึงห้องก็โยนกระเป๋าทิ้ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง จ้องผนังเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความหาหลินเสี่ยวถังว่า “เจอแม่เขาแล้ว เธอบอกว่าฉัน ‘ก็ไม่เลว’”
หลินเสี่ยวถังตอบกลับแทบจะทันที “โห! ผ่านฉลุยแล้ว! ผู้หญิงเก่งระดับเจิ้งหย่าฉินพูดว่า ‘ไม่เลว’ นี่ก็เท่ากับยอมรับแล้วไหมล่ะ!”
ตามมาด้วยสติกเกอร์พลุชุดใหญ่
เวินจิ้งยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะคว่ำโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน
แต่รอยยิ้มของเธออยู่ได้เพียงสองวินาที ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป
เธอนึกถึงแววตาของเจิ้งหย่าฉินตอนมองเธอ มันไม่ใช่สายตาพึงพอใจ แต่คล้ายกับ...กำลังชั่งใจว่าสิ่งของชิ้นหนึ่งคุ้มค่าพอที่จะคว้ามาไว้หรือไม่
เวินจิ้งหลับตาลง นิ้วมือเผลอกำผ้าปูที่นอนแน่น
เธอยังต้องเดินอีกยาวไกล
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่ไม่ได้ติดต่อกันนานกว่าครึ่งเดือน
ผู้ชายเฮงซวย บอกว่าจะลองคบหากันอย่างจริงจัง แต่ตอนนี้กลับทำเป็นไม่สนใจเธอเสียอย่างนั้น
เธอสูดหายใจลึก คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะส่งข้อความทางวีแชตหากู้สิงเจี่ยน
ข้อความสั้นมาก “พี่สิงเจี่ยน วันเสาร์ว่างไหมคะ ไปกินข้าวด้วยกันไหม”
ผ่านไปสองชั่วโมง กู้สิงเจี่ยนถึงตอบกลับว่า “ว่าง คุณเลือกร้านได้เลย”
ไม่มีคำทักทายไร้สาระ เวินจิ้งรู้ดีว่านี่คือการเป็นฝ่ายรุกในแบบฉบับของกู้สิงเจี่ยนแล้ว
ด้วยสถานะและนิสัยของเขา การที่ยอมรับนัดกินข้าวกับเธอก็แสดงว่าอย่างน้อยเขาไม่ได้รังเกียจที่จะใกล้ชิดกับเธอ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เวินจิ้งส่งตำแหน่งร้านไปให้เขา เป็นร้านอาหารส่วนตัวชื่อ “กวนอวิ๋น” ตั้งอยู่ในบ้านฝรั่งเก่าแก่ทางตะวันตกของเมือง เชี่ยวชาญอาหารเจ้อเจียงและเจียงซู ราคาต่อหัวไม่ถูก แถมต้องจองล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์
เวินจิ้งค้นดูรีวิวของร้านนี้แล้ว พบว่าชื่อเสียงดีมาก บรรยากาศสงบเงียบ เหมาะกับการพูดคุย
เธอยังถามความเห็นของกู้สิงเจี่ยนด้วย ไม่คิดเลยว่าเขาจะจองห้องส่วนตัวให้ทันที แถมไม่ต้องให้เธอออกเงินสักบาท
เธอจดที่อยู่ไว้ แล้วเริ่มคิดว่าจะใส่ชุดอะไร
เช้าวันเสาร์ เวินจิ้งกินมื้อเช้าแบบง่าย ๆ พอรองท้อง จากนั้นก็เริ่มแต่งตัว ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะเรียบร้อย
ครั้งนี้เธอไม่ได้ใส่ชุดเดรส แต่เลือกชุดกางเกงแทน
เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีแดงไวน์ ปลดกระดุมตรงคอออกสองเม็ด เผยให้เห็นไหปลาร้าเรียวบางและผิวขาวผ่องเล็กน้อย ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวเอวสูงสีดำทรงขากว้าง ส่วนรองเท้าเป็นรองเท้าส้นสูงสีดำส้นเรียว
ด้านนอกสวมเสื้อโค้ตตัวยาวสีดำ ผูกเข็มขัดคาดเอว ช่วยขับให้ขาดูยาวขึ้น
รวบผมเป็นหางม้าต่ำ เผยลำคอระหงและใบหูที่มีรูปทรงงดงาม
แต่งหน้าเข้มกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย เพิ่มอายไลเนอร์หางตาให้เฉี่ยวขึ้น ปัดขนตาให้หนากว่าเดิม และเปลี่ยนลิปสติกเป็นสีแดงตุ่น ๆ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน บุคลิกของเธอก็เปลี่ยนจาก “สาวมหาวิทยาลัยสดใสน่ารัก” เป็น “สาววัยทำงานที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น”
ต่างหูมุกคู่เดิมยังอยู่บนใบหู ส่วนสร้อยคอเปลี่ยนเป็นสร้อยทองเส้นเล็กกว่าเดิม นาฬิกาข้อมือก็เปลี่ยนเป็นรุ่นวินเทจสายหนัง
เธอหมุนตัวสำรวจตัวเองหน้ากระจกหนึ่งรอบ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
จุดประสงค์ของชุดนี้ชัดเจนมาก ครั้งแรกที่เจอกัน เธอเลือกใช้ภาพลักษณ์ “อ่อนโยนว่านอนสอนง่าย” ทำให้กู้สิงเจี่ยนรู้สึกว่าเธอไม่มีพิษมีภัยและเข้าหาได้ง่าย
ครั้งนี้ เธอจะเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง
เธอไม่ใช่นักศึกษาที่เอาแต่เรียนหนังสือ เธอมีความคล่องแคล่วและรสนิยมแบบผู้หญิงวัยทำงาน มีสุนทรียภาพและวิจารณญาณเป็นของตัวเอง
ความสนใจที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิงมักเริ่มต้นจาก “หน้าตาดี” แต่ถ้าจะรักษาความสนใจนั้นไว้ ก็ต้องมี “เนื้อใน” ด้วย
สิบเอ็ดโมงครึ่ง เวินจิ้งมาถึงร้านอาหารส่วนตัวกวนอวิ๋น
บ้านฝรั่งเก่าถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร หน้าประตูแขวนโคมแดงไว้สองดวง บานประตูไม้มีห่วงทองแดง เมื่อผลักเข้าไปจะพบลานเล็ก ๆ ที่ปลูกไผ่ไว้หลายกอ สองข้างทางเดินหินวางกระถางต้นไม้ไว้ อากาศอบอวลด้วยกลิ่นไม้จันทน์จาง ๆ
กู้สิงเจี่ยนมาถึงก่อนแล้ว เขานั่งอยู่ในห้องส่วนตัวชั้นสองที่ติดหน้าต่าง
วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นถึงท่อนแขน เผยให้เห็นมัดกล้ามกระชับ กางเกงสแล็กสีเทาเข้มกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้ม
เขาไม่ได้สวมเสื้อคลุม ดูสบาย ๆ กว่าครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ยังคงสง่าผ่าเผย
เมื่อเห็นเวินจิ้งเดินเข้ามา สายตาของเขาหยุดอยู่บนตัวเธอชั่วขณะ
“มาแล้วเหรอ” เขาพูด
“ค่ะ รอนานหรือยังคะ” เวินจิ้งถอดเสื้อโค้ตพาดไว้บนพนักเก้าอี้ แล้วนั่งลงตรงข้ามเขา
“เพิ่งมาถึง” กู้สิงเจี่ยนยื่นเมนูให้เธอ “ดูสิว่าอยากกินอะไร”
เวินจิ้งรับเมนูมา พลิกดูอย่างรวดเร็ว
ราคาอาหารร้านนี้ไม่เบาเลย แค่จานเย็นจานเดียวก็ราคากว่าร้อยหยวน ส่วนอาหารจานร้อนมีตั้งแต่สองร้อยถึงแปดร้อยหยวน
เธอสั่งอาหารสองอย่างที่รสชาติกลาง ๆ ได้แก่ ปลาซื่อเตานึ่งซีอิ๊วกับผักโขมในน้ำแกง แล้วส่งเมนูกลับไป
“ฉันสั่งแค่สองอย่างนี้ก็พอแล้วค่ะ คุณลองดูสิว่าอยากกินอะไร”
กู้สิงเจี่ยนกวาดตามองอาหารที่เธอสั่ง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย “คุณกินจืดขนาดนี้เลยเหรอ”
“ปกติฉันกินรสอ่อนค่ะ” เวินจิ้งยิ้ม “อีกอย่าง ถ้ากินเยอะตอนกลางคืนก็อ้วนง่ายนะคะ ถ้าคุณคิดว่ายังไม่พอ จะสั่งเพิ่มก็ได้”
กู้สิงเจี่ยนไม่ได้สั่งเพิ่ม เพียงสั่งหมูตงพอและบะหมี่หยางชุนอย่างละหนึ่งที่ จากนั้นก็ส่งเมนูคืนให้พนักงาน
“ดื่มเหล้าไหม” เขาถาม
“ได้นิดหน่อยค่ะ” เวินจิ้งตอบ “แต่ฉันดื่มไม่ค่อยเก่ง แก้วเดียวหน้าก็แดงแล้ว”
“งั้นไม่ดื่มแล้วกัน” กู้สิงเจี่ยนพูด “ดื่มชากันเถอะ”
เขาสั่งชาหลงจิ่งมาหนึ่งกา
อาหารมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว ปลาซื่อเตานึ่งซีอิ๊วมาเป็นจานแรก บนตัวปลาวางขิงแผ่นกับต้นหอมซอย เกล็ดปลาสะท้อนแสงไฟเป็นประกายสีเงิน นึ่งได้กำลังพอดี เนื้อปลานุ่มละมุนแทบละลายในปาก
เวินจิ้งกินอย่างสุภาพ คายก้างปลาลงในจานกระดูกอย่างเป็นระเบียบ มุมปากก็ไม่มีซอสเปื้อน
กู้สิงเจี่ยนเองก็กินอย่างมีมารยาท ทุกคำเคี้ยวช้า ๆ ละเอียดละออ แม้แต่ตอนดื่มซุปก็ไม่มีเสียง
ทั้งคู่กินไปคุยไป เริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องงาน
“ฝึกงานในบริษัทติดอันดับห้าร้อยบริษัทชั้นนำเป็นยังไงบ้าง” กู้สิงเจี่ยนถาม
“ดีมากค่ะ” เวินจิ้งวางตะเกียบลง ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แผนกของเราทำวิจัยอุตสาหกรรมกับวางแผนกลยุทธ์เป็นหลัก ช่วงนี้ฉันกำลังช่วยทำโครงการเกี่ยวกับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค วิเคราะห์คู่แข่งกับสำรวจตลาด ถึงจะเป็นงานพื้นฐานทั้งนั้น แต่การได้เห็นขั้นตอนของโครงการตั้งแต่ต้นจนจบมีประโยชน์กับฉันมากค่ะ”
“คิดจะทำงานต่อที่นั่นไหม”
“คิดค่ะ” เวินจิ้งตอบอย่างตรงไปตรงมา “แต่การแข่งขันเพื่อให้ได้ทำงานต่อนั้นสูงมาก ปีนี้แผนกเรามีตำแหน่งว่างแค่สองตำแหน่ง แต่นักศึกษาฝึกงานมีเจ็ดแปดคน ฉันจะพยายามเต็มที่ แต่ก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้วค่ะ”
“แผนสำรองอะไร”
“สมัครงานช่วงฤดูใบไม้ร่วงค่ะ” เวินจิ้งเสริม “ฉันสมัครบริษัทที่ปรึกษากับวาณิชธนกิจไปหลายแห่ง แล้วก็ดูโครงการผู้บริหารฝึกหัดของรัฐวิสาหกิจด้วย สมัครไว้หลายที่ ก็มีทางเลือกมากขึ้นค่ะ”
กู้สิงเจี่ยนพยักหน้า ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับแผนของเธอ
“คุณเรียนบริหารธุรกิจ ทำไมถึงสนใจการควบรวมและปรับโครงสร้างกิจการล่ะ” เขาถามอีกครั้ง
คำถามนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยของอากู้หมิงจู เวินจิ้งรู้ว่าเขาอาจกำลังหยั่งเชิงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกู้หมิงจู หรือไม่ก็แค่อยากรู้จริง ๆ
