เจียงเย่าหน้าซีดเผือด กู่ไหวอันเห็นเข้าเต็มตา
เขามองไปทางที่ซูเหรินเดินจากไป ก่อนจะเดินมาหาเจียงเย่า “เราออกไปข้างนอกกันก่อนดีไหม?”
เจียงเย่าพยักหน้าส่ง ๆ
หลังจากเดินตามกู่ไหวอันไปจนหยุดอยู่หน้าร้านชานม แล้วเขายื่นชานมมาให้หนึ่งแก้ว เธอถึงค่อยตั้งสติได้บ้าง
เธอกอดแก้วชานมอุ่น ๆ ไว้ รู้สึกว่าฝ่ามือเย็นเฉียบค่อย ๆ อุ่นขึ้น จึงก้มหน้าดูดชานมไปหนึ่งอึก
“ไว้ใจฉันขนาดนี้โดยไม่ระแวงเลย ไม่ค่อยดีเท่าไรนะ”
เจียงเย่าคาบหลอดอยู่ เงยหน้ามองเขา “อะไรนะ?”
กู่ไหวอันล้วงมือข้างหนึ่งใส่กระเป๋ากางเกง เอียงศีรษะมองท่าทางที่เธอดื่มชานม แล้วยิ้มพลางพูดว่า “เธอก็ยังเหมือนเมื่อก่อนเลย เหมือนจะไว้ใจฉันมากเป็นพิเศษ”
“ก็เพราะคุณเคยช่วยฉันไว้นี่นา” เจียงเย่านึกถึงฉากในความทรงจำ “ตอนนั้นคุณตำรวจกู่จับคนโรคจิตบนรถเมล์ได้อย่างชาญฉลาด ฉันก็ต้องไว้ใจคุณตำรวจมากอยู่แล้วสิ”
พูดพลางเขย่าแก้วชานมในมือ “ตำรวจของประชาชน ฉันพูดถูกไหม?”
กู่ไหวอันหัวเราะอย่างจนใจ แล้วจู่ ๆ ก็ถามว่า “เมื่อกี้ตกใจหรือเปล่า?”
ตกใจเหรอ?
จริง ๆ ก็ไม่เท่าไร เมื่อเทียบกับการถูกหวังกั๋วอวี่สะกดรอยตามแล้ว สิ่งที่ทำให้เธอตกใจที่สุดคือการปรากฏตัวของซูเหรินต่างหาก
แต่ด้วยตัวตนคนธรรมดาที่เธอแสดงอยู่ตอนนี้ เธอไม่มีทางรู้จักหน่วยตรวจจับสิ่งผิดปกติ ยิ่งไม่มีทางรู้สถานการณ์ล่าสุดของกู่ไหวอัน
“ฉันแค่คิดไม่ถึงว่าเขาจะตามฉันมา” เจียงเย่าก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง “แล้วตกลงว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้? อีกอย่าง คนเมื่อกี้เป็นเพื่อนร่วมงานของคุณเหรอ?”
