หลังจากที่เขาวิ่งเตลิดไปแล้ว สือเจียอีก็หยิบถุงเล็ก ๆ ออกมาจากใต้เสื่อไม้ไผ่
สิ่งที่อยู่ข้างในคือทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ
เทออกมาเป็นเงินเก่าล้วน ๆ รวมทั้งหมด 1,360,000 หยวน
นี่คือรายได้หนึ่งปีของครอบครัวในเมืองทั่วไปแล้ว สือเจียอีเก็บเงินก้อนนี้มาเกือบสามปี ส่วนใหญ่มาจากรางวัลผลการเรียนดี
ครอบครัวสือไม่มีหัวกะทิ สือเจียอีถือเป็นคนเดียวที่สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายได้
แต่ถ้าจะซื้อข้าว มันก็น้อยเกินไป
สภาพครอบครัวของเธอจริง ๆ ก็ไม่เลว เงินเดือนของคุณพ่อสือแบ่งออกมาได้ 140 ส่วน ตีเป็นเงินประมาณ 350,000 หยวน ส่วนคุณแม่สือทำงานในร้านค้าเอกชน เพราะราคาสินค้าไม่แน่นอน จึงได้รับค่าจ้างเป็นข้าวมาตลอด รายได้ของเธออยู่ที่ประมาณห้าถังข้าว
ข้าวที่กินในบ้านนอกจากโควตาตามใบเบิกของรัฐแล้ว ก็มาจากค่าแรงของเธอ ถ้าไม่พอก็ใช้เงินซื้อจากร้านเอกชน หรือไปเอาจากปู่ย่าที่บ้านนอก แต่สิ้นปีทางร้านก็จะปันผลให้เธอเป็นอั่งเปา
เงินอั่งเปาแบบนี้จำนวนไม่แน่นอน โดยทั่วไปประมาณ 300,000-500,000 หยวน สือเจียอีไม่เคยถาม
ถึงชนบทจะจน แต่บรรพบุรุษของครอบครัวก็มีบุญคุณหลงเหลืออยู่ เพราะงั้นพอเข้ามาในเมืองได้ไม่สองปี คุณพ่อก็ซื้อบ้านแล้ว
ลองคิดดูก็รู้ว่าเงินตอนนี้มันมีค่ามากแค่ไหน
เท่าที่เธอรู้ ปีหน้าจะมีการออกเงินหยวนชุดที่สองแล้ว ซึ่งก็คือต้าเฮยสือที่มีชื่อเสียงที่สุดนั่นเอง ถึงปี 1964 ถึงจะถูกเรียกคืน เงินหยวนชุดนี้ราคาดีขึ้นมากในช่วงหลัง เธอเลยว่าจะแลกเก็บไว้สะสมตอนนั้น
ดังนั้นตอนนี้นอกจากสอบเอ็นทรานซ์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาเงิน
เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ ค้าขายอันตรายมาก พวกร้านค้าเอกชน อย่าเห็นว่าตอนนี้ยังดีอยู่ รอถึงปี 56 นโยบายการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนออกมา ใครให้ความร่วมมือก็ยังดี ใครไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่แน่นอนแล้ว ตอนนั้น ขบวนการต่อต้านฝ่ายขวาก็เริ่มต้นอย่างเหิมเกริม
สิ่งที่เหมาะจะทำคือสินค้าอาชีพเสริมในชนบท ซึ่งก็คือสหกรณ์ครอบครัวนั่นเอง ใช้ช่วงว่างจากการเกษตรทำของใช้ ใช้เอง แลกเปลี่ยน หรือขายเล็กน้อย อันนี้ถูกกฎหมาย
ดูท่าว่าปลายสัปดาห์ต้องกลับบ้านนอกสักรอบแล้ว ต้องคิดให้ดีว่าทำยังไง
อีกวิธีคือเขียนเรื่องสั้นส่งไปตีพิมพ์
นักเขียนหนุ่มนามหลิว X ถัง เคยตีพิมพ์นิยายเรื่องหนึ่งเมื่อปี 54 ตอนนั้นเขาได้...ถ้าคิดเป็นเงินปี 1964 ก็เกือบสองพันหยวน
เพียงแต่กรณีนี้ก็ต้องระวังปัญหาการเมือง ถ้าการเคลื่อนไหวรุนแรงเมื่อไหร่ ก็ต้องรีบหยุดทันที
คิดแผนต่อไปได้แล้ว สือเจียอีก็เก็บเงินให้เรียบร้อย
พอดีคุณพ่อสือกลับมาเรียกกินข้าว
"กินแต่ถั่วฝักยาวกับมะเขือม่วงทุกวันเลยนะ หน้ากูเหมือนกินจนเขียวช้ำหมดแล้ว!" สือเจียเอ่อร์มองกับข้าวแล้วโอดครวญ
มือที่ถือตะเกียบของคุณแม่สือชะงัก หันไปขึงตาใส่ "ปีนี้ไม่นี่แล้วจะมีอะไรอีก ข้าว่ามึงน่ะอย่างกับถั่วฝักยาว รู้จักแต่กิน ๆ ๆ!"
สือเจียอีและคุณพ่อสือน้อมหน้ากินข้าว ทำเป็นไม่ได้ยิน
ในลานบ้านของเธอปลูกผักเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ ถั่วฝักยาวนี่เลื้อยโตเร็ว กินติดต่อกันมาครึ่งเดือนแล้ว
"แม่จ๋า ไก่ที่บ้านเราเลี้ยงไว้กินได้สักตัวมั้ย" สือเจียเอ่อร์กัดตะเกียบถามพลางกระพริบตา
"อย่ามาเล็งไก่ของแม่นะ นั่นเก็บไว้ไข่กิน ถ้าไม่งั้นไข่ดาวตอนเช้าก็อย่ากิน"
สือเจียเอ่อร์ไม่กล้าพูดอะไรแล้ว
ไก่นี่สือเจียอีเป็นคนให้เลี้ยง เพิ่งเลี้ยงได้ไม่สองเดือน ตอนนี้การเลี้ยงไก่ยังไม่อยู่ในแผนเศรษฐกิจเลย เพื่อจะได้กินไข่เพิ่มอีกสักฟองสองฟอง เธอคิดจนหมดปัญญา
กินข้าวเสร็จ สือเจียอีวางชามตะเกียบแล้วประกาศ
"คุณพ่อ แม่จ๋า อาทิตย์หน้าหนูจะไปเข้าค่ายอบรมการเมืองแล้วค่ะ"
คุณพ่อสือมีปฏิกิริยามากที่สุด ดีใจจนวางตะเกียบ "ลูกสาว จะสอบเอ็นทรานซ์แล้วเหรอ?"
"ใช่ค่ะ!"
คุณแม่สือถามอย่างกังวล "ไปอบรมอยู่ที่ไหนล่ะ? กินอะไร?"
ถ้าอยู่ไม่ดีกินไม่อิ่ม จะไม่กระทบกับการสอบเอ็นทรานซ์หรือ?
"กินกับอยู่ที่โรงเรียนผิงเซียง ทางนู้นจัดการไว้แล้ว เป็นเวลาครึ่งเดือน เริ่มจันทร์หน้า"
เมืองซีมีแปดเขต ผิงเซียงเป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ใกล้ตำบล ห่างจากใจกลางเมืองพอสมควร
ครอบครัวสืออยู่เขตเมืองที่ใกล้ใจกลางเมือง ชื่อเขตหมิงลู่ ตอนนี้ถนนหนทางไม่ดี กว่าจะไปถึงก็ใช้เวลาสองชั่วโมง
"งั้นปลายสัปดาห์กลับมาได้ไหม?"
"ไม่ได้ค่ะ ไม่อนุญาตให้ออกจากโรงเรียน แถวนั้นใกล้บ้านปู่ย่า หนูไปพักบ้านปู่ย่าสักสองวันก็ได้"
สือเจียอีอยากไปเดินดูเลยด้วยซ้ำ ดูว่ามีสินค้าเกษตรอะไรทำได้บ้าง เธอจำได้ว่าช่วงนี้มีงานชุมนุมแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเมืองกับชนบท เธอรับหน้าที่จัดงาน ยังไงก็น่าจะหาเงินค่าจ้างได้บ้าง
"ก็ได้ แม่จะเก็บของให้"
คุณแม่สือเป็นคนใจร้อน บอกปุ๊บก็จะทำเลย
"ไม่รีบค่ะ ปลายสัปดาห์นี้หนูจะไปพักบ้านปู่ย่าก่อน ตอนนั้นค่อยตรงจากบ้านปู่ย่าไปผิงเซียงเลย"
"ได้ พรุ่งนี้ค่ำแม่จะซื้อของ เจ้าติดเอาไปฝากปู่ย่าพอดี"
คุณพ่อสือฟังอยู่ด้วย ก็พูดขึ้น "แบ่งใบยาสูบของข้าไปครึ่งนึง ให้พ่อข้าสูบ เขาชอบรสชาตินั่น"
"มึงไม่สงสารพ่อมึงให้เลิกสูบบ้างหรือ?" คุณแม่สือหันไปขว้างตามอง
"เฮ้อ ผู้ชายน่ะมีใครไม่ชอบสูบบ้าง? แกมีความสุขแค่นี้ ข้าจะไม่เหลียวแลได้ไง?" คุณพ่อสือพูดมีหลักมีเกณฑ์
สือเจียอีเบ้ปาก ตอนนี้ใบยาสูบก็คือยาสูบที่ชาวบ้านปลูกเอง มวนเอง ราคาถูกกว่าแบบซอง ใช้กล้องยาสูบน้ำหรือหนังสือพิมพ์มวน คนในหมู่บ้านทั้งแก่ทั้งเด็กก็ชอบแบบนี้กันทั้งนั้น
ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินกับจงหัวที่โด่งดังตอนนี้ก็มีแล้ว แต่ราคาแพงเกิน ซองละ 4-5 พันหยวน คุณพ่อสือไม่ยอมเสียเงินซื้อเด็ดขาด
กินข้าวเสร็จ ทุกคนนั่งผึ่งลมในลานบ้าน ทั้งบ้านมีหลอดไฟดวงเดียว ไม่ยอมเปิดเลย ปกติต้องพึ่งตะเกียงน้ำมันก๊าด เทียนก็ยังเป็นของฟุ่มเฟือย
หรือไม่ก็ต้องอาศัยคฤหาสถ์หลังข้าง ๆ ส่งแสงสว่างมานิดหน่อย
สือเจียอีทำการบ้านเสร็จแล้ว ในเมื่อแสงสลัวขนาดนี้ แม้แต่หนังสือพิมพ์เธอก็ไม่อยากอ่าน อุตส่าห์สายตากลับมาใช้การได้แล้ว จะทำให้มันสั้นอีกไม่ได้
"แม่จ๋า ปลายสัปดาห์ผมไปบ้านปู่ย่ากับพี่สาวได้ไหม?" สือเจียเอ่อร์ถาม
"มึงจะไปทำอะไร?" คุณแม่สือพัดไปมา กลอกตาใส่
สือเจียเอ่อร์ยิ้มแป้น "ผมคิดถึงพวกพ้องน่ะ!"
"เชอะ ปู่ย่าก็คุมมึงไม่อยู่หรอก เอาแต่พาพวกเจ้าลิงนั่นขึ้นเขาลงห้วย มึงไม่กลับไป ชาวบ้านยังโดนเฆี่ยนกันน้อยลง"
สือเจียเอ่อร์ไม่ยอม บิดไปบิดมามองพี่สาวข้าง ๆ "พี่สาวผมอยู่ด้วยนี่ พี่สาวคุมผมได้"
"พี่สาวมึงจะสอบแล้ว จะมีเวลาที่ไหนมาคุมมึง"
คุณแม่สือไม่เล่นด้วยเลย ไอ้ลูกชายคนเล็กนี่แค่กระดิกก้น นางก็รู้แล้วว่าจะถ่ายอะไร
"พี่...พี่สาว พาไปด้วยนะ!!"
สือเจียเอ่อร์เขย่าแขนเสื้อสือเจียอี หลิวอวี่เฟยเข้าสิงชัด ๆ
สือเจียอี: "......"
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากว่า "แม่จ๋า หนูพาไปเองค่ะ ปลายสัปดาห์บ่ายพ่อไปรอรับที่สถานีขนส่ง ถึงตอนนั้นหนูจะส่งเขาขึ้นรถเมล์ให้"
"ได้!" คุณพ่อสือแทรกตอบ
"เจียอี อย่าลำบากเลย การสอบของเจ้าสำคัญกว่า ข้าว่าหมอนี่สองสามวันมานี้ไม่ได้โดนสอน ทีหลังฟาดมันสองทีก็หาย"
คุณแม่สือเกรงว่าจะกระทบการสอบของลูกสาว คิดว่าเธอลำบากใจ
"ไม่ลำบากค่ะ หนูพาไป หนูกับพ่อจะได้ไม่ต้องห่วง" สือเจียอีพูดด้วยความจริงใจ
"อ๋อ? งั้น...งั้นก็ได้"
พอคุณแม่สือตอบตกลง สือเจียเอ่อร์ก็กระโดดลิงโลดดีใจสุด ๆ ทันที
สือเจียอียิ้มน้อย ๆ
มีน้องชายแบบนี้สักคน ก็ต้องบอกว่าสนุกดีนะ