วันสิ้นโลกสิ้นสุดลง ยุคใหม่เริ่มต้นขึ้น
ผู้รอดชีวิตมีเพียงหนึ่งในหมื่น ผ่านวันคืนที่ไม่ต่างจากตายทั้งเป็นมาห้าปี ในที่สุดก็เริ่มเห็นยอดอ่อนงอกขึ้นอย่างยากลำบากบนผืนดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
หน่วยงานภาครัฐกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง แต่กำลังคนมีจำกัด ส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาองค์กรที่ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเอง
ยังมีกลุ่มคนอย่างฮั่วจ่านถิงและพวก ที่สั่งสมทั้งบารมีและกำลังในช่วงวันสิ้นโลก
ไม่ว่าภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ม่อเฉิงเฉิงก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่สนใจอำนาจแม้แต่น้อย
ใครอยู่บ้านวันไหน นางก็ให้คนนั้นทำของอร่อยให้นางกิน
ไม่ว่าจะเป็นหมูพะโล้ ถั่วฝักยาวตุ๋น ไก่ทอดกระทะ หรือห่านตุ๋นหม้อเหล็ก ความลับของนางทุกคนคงเดาออกกันคร่าว ๆ แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมาเท่านั้น
เมื่อรู้กันโดยไม่ต้องพูด ทุกคนจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ใครอยู่บ้านก็ทำอาหารเต็มโต๊ะให้ม่อเฉิงเฉิงกิน หากกินไม่หมดก็ปล่อยให้นางจัดการต่อเอง
วันหนึ่ง ม่อเฉิงเฉิงเรียกฮั่วจ่านถิง ไป๋หลี่โม่ เซียวเหยียน ซูหนานฉี่ และหานเยว่ไปที่ห้องหนังสือ
ในห้องหนังสือมีกล่องใบใหญ่หลายสิบใบเพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร
ม่อเฉิงเฉิงเปิดกล่องใบหนึ่งตามใจ ภายในบรรจุหนังสือเรียงเป็นระเบียบ ทุกเล่มได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์
มีหนังสือทุกประเภท ทั้งเกษตรกรรม ชลประทาน สถาปัตยกรรม การแพทย์ เครื่องจักร โลหะวิทยา เคมีอุตสาหกรรม กระทั่งทฤษฎีวิทยาศาสตร์พื้นฐานบางส่วนและเอกสารประวัติศาสตร์
ช่วงต้นวันสิ้นโลก ม่อเฉิงเฉิงเก็บหนังสือจากห้องสมุดมาหลายแห่ง เล่มที่ซ้ำกันนางคัดไว้แห่งละหนึ่งเล่ม ส่วนเล่มที่ไม่ซ้ำก็เก็บไว้เอง
พูดได้ว่ามีจิตสำนึกอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก
นางยังไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้จะต้องผ่านโลกอีกกี่ใบ หนังสือเหล่านี้ต้องมีประโยชน์มากแน่ ย่อมไม่มีทางนำออกมาอุทิศให้ใครอย่างไม่เห็นแก่ตัว
ส่วนเล่มที่ซ้ำกันก็ไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว นางยังจำได้ว่าที่ประตูเวียนวัฏมีสิ่งหนึ่งเรียกว่าแต้มบุญ
แค่ผลงานนี้อย่างเดียวก็น่าจะทำให้นางได้แต้มบุญไม่น้อย
ชายทั้งห้าต่างมองสิ่งของที่ม่อเฉิงเฉิงนำออกมาอย่างตะลึงจนพูดไม่ออก
