ม่อเฉิงเฉิงออกจากบ้านตามไปทีหลัง หันกลับมาล็อกประตูเรือน แล้วออกจากเมืองไปรับตัวถ่วงคนนั้น
เธอเข็นเจียงอวี้ไป๋ไปทั้งคนทั้งแคร่ อาศัยช่วงฟ้าใกล้มืดแต่ยังไม่มืดสนิท อีกทั้งผู้คนบนถนนก็บางตา ลอบพาเขาเข้าไปในเรือนเล็กที่เช่าไว้
พอวางเขาลงในลานบ้าน เธอก็ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วลงมือทำงานต่อ เริ่มจากกวาดห้องด้านในสุดที่เตรียมไว้ให้ชายหนุ่มพักอย่างลวก ๆ จัดเขาเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้วจึงกลับไปยังห้องของตัวเองที่อยู่ข้างกัน
วันนี้เหนื่อยแทบขาดใจ ห้องของตัวเองค่อยจัดการพรุ่งนี้แล้วกัน ตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ
เธอโยนผลไม้ให้ชายหนุ่มเป็นอาหารมื้อค่ำ “ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน รวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน ค่อยซื้อพรุ่งนี้นะ วันนี้ไม่ไหวจริง ๆ” จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนให้อีกฝ่ายพอได้เช็ดตัว ดื่มน้ำแก้กระหาย
เจียงอวี้ไป๋มองเด็กสาวตัวผอมกะหร่องราวกับถั่วงอก แถมยังตัวเตี้ยอีก ใจเขาจึงรู้สึกผิดอยู่บ้าง
เขาพยักหน้า “รีบไปพักเถอะ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ขอบคุณ...แม่นาง” ตอนนี้เขายังดูระดับบำเพ็ญของเด็กสาวไม่ออก แต่มั่นใจว่าคงไม่สูงนัก
“ฉันชื่อโม่เซิง” ม่อเฉิงเฉิงแนะนำตัว
“แม่นางโม่เซิง” เจียงอวี้ไป๋รับคำอย่างสุภาพ “จากนี้ไป...คงต้องรบกวนแล้ว ศิลาวิญญาณ...รอข้าบาดเจ็บดีขึ้นและเปิดถุงเก็บของได้เมื่อไร จะมอบให้ทันที”
อืม ๆ เป็นคำที่เธอชอบฟัง “จำไว้ก็พอ”
ม่อเฉิงเฉิงโบกมือ หาวหวอด “ฉันอยู่ห้องข้าง ๆ ไม่มีอะไรก็อย่าเรียกนะ”
กลับถึงห้องตัวเอง เธอปิดประตูให้เรียบร้อยแล้วก็เข้าไปในมิติส่วนตัวทันที ม่อเฉิงเฉิงไม่สนใจว่าพื้นจะสะอาดหรือสกปรก ทิ้งตัวลงบนสนามหญ้าอย่างหมดแรง เหนื่อยแทบตาย ตั้งแต่มาโลกนี้ก็ไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อน
